Featured News เทคนิคเกษตร

GI ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่คือกลยุทธ์บุกตลาด! เล่าเรื่องให้ปัง สร้างแบรนด์ให้จำ บุกตลาดทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

ในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจแหล่งที่มา คุณภาพ และเรื่องราวเบื้องหลังของสินค้ามากขึ้น สินค้า “GI” หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) ได้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความต่างอย่างมีมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ทว่าความโดดเด่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดทักษะการตลาด ที่สามารถเชื่อมโยง “เรื่องราวกับช่องทางขาย” ได้อย่างลงตัว

บทความนี้จึงจะพาไปรู้จัก เทคนิคการบุกตลาดทั้ง Offline และ Online ของสินค้าจด GI โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และ SME ที่กำลังมองหาทางรอดและทางรุกในโลกการค้าใหม่ ผ่านวิธีการที่ทำได้จริง ลงมือได้ทันที ตั้งแต่การเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ให้จับใจ การสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงการวางขายในตลาดเกษตรอินทรีย์ ร้านค้าท้องถิ่น หรือแม้แต่ค้าปลีกสมัยใหม่

คุณอิสรีย์ ยิตยสมบูรณ์ CEO Chief marketing officer ได้ถ่ายทอดในประเด็นครบเครื่องเรื่องการตลาด เมื่อ GI บุกตลาด offline online เพื่อสร้างองค์ความรู้ในด้านการตลาด ให้ผู้ประกอบการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในหัวข้อตั้งสินค้าอย่างไรให้เหมาะสม และโดนใจลูกค้า จะเห็นได้ว่า “GI ไม่ได้ขายแค่ของ…แต่ขายคุณค่าและตัวตนของท้องถิ่น” การตลาดจึงต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์

ในด้านธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้า GI หรือบริการใดๆ ก็ตาม “การกำหนดโครงสร้างราคา (Pricing Structure)” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความอยู่รอดและกำไรในระยะยาว ซึ่งการจะตั้งราคาที่เหมาะสมได้นั้น จำเป็นต้อง คำนวณต้นทุนอย่างรอบด้าน และ วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อราคา โดยโครงสร้างราคาที่ดีควรสะท้อนทั้ง ต้นทุนที่แท้จริง, คุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้, และ การแข่งขันในตลาด ไปพร้อมกัน


กลยุทธ์การขายปลีกและส่ง 

สินค้า GI กว่าจะมาถึงกลางน้ำและต้นปลายน้ำ การขอช่วงต้นน้ำถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะกว่าจะได้สัญลักษณ์สินค้า GI บางครั้งสินค้านั้นๆ ใช้เวลาหลายปี เพราะเมื่อมีการขอสินค้า GI เกิดขึ้น กระบวนการตรวจสอบผลผลิตหรือสินค้าที่ผ่านการขอ GI ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างต่ำเป็นเวลา 5 ปี หรือบางสินค้ามากกว่า 8 ปี 

การทำกลยุทธ์ขายปลีกและส่ง เพื่อให้สินค้า GI ติดตลาดมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 

1. กลยุทธ์ของการนำสินค้าไปหาตลาดที่สูงขึ้น ผู้เป็นเจ้าของสินค้า GI ต้องทำการสื่อสารในเรื่องของเรื่องราวให้ดี เพราะสัญลักษณ์ GI เปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยการันตีสินค้า สิ่งที่ตามมาคือในเรื่องของมูลค่าที่สูงขึ้น เพราะสินค้า GI ต้องผ่านระยะเวลาและมีจำนวนจำกัด การเล่าเรื่อง GI จะช่วยให้สินค้าขายได้หลายตลาดมากขึ้น  

2. ต้องรู้เป้าหมายของตลาดว่าจะไปในทิศทางไหน จากนั้นศึกษากลุ่มตลาดให้ชัดเจน พร้อมกับวางกลยุทธ์ในเรื่องของการจำหน่ายสินค้า โดยที่วางราคาให้เท่าทันความต้องการของตลาด โดยมองไปที่กลุ่มลูกค้าว่าอาจจะต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าสินค้าราคาถูก เพราะฉะนั้นการลดราคาจึงอาจไมใช่ทางออกของสินค้า GI บางชนิด 

3. กำหนดกลุ่มลูกค้าให้มีความชัดเจน อย่ามองว่าสินค้า GI ขายให้ใครก็ได้ ถ้าจะขายตลาดโมเดิร์นเทรดต้องมุ่งเป้าไปที่ตลาดบน โดยผู้มีสินค้า GI ต้องเป็นผู้รู้เป้าหมายและเลือกกลุ่มของตลาดให้ชัดเจน หรือเลือกตลาดเฉพาะที่เน้นจำนวนสินค้าที่พอดี 

4. การกำหนดกลยุทธ์การขายที่ดี ต้องมีการกำหนดเป้าขายที่ดี ว่าแต่ละปีควรตั้งเป้าหมายในเรื่องของรายได้ว่าจะเพิ่มขึ้นครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการตั้งเป้าหมายยอดขายจะช่วยให้รู้ทิศทางของช่องทางการทำหลากหลายขึ้น เพื่อให้สามารถทำยอดได้ทั้งรายเดือน รายสัปดาห์ และรายวัน 

5. เมื่อมีการกำหนดทิศทางของผลกำไรแล้ว สิ่งที่ต้องรู้อีกอย่างก็คือราคาของต้นทุนการผลิตต้องรู้ให้ชัด และเมื่อทุกอย่างลงตัว เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีสินค้า GI สามารถติดต่อนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายยังร้านหรือศูนย์การค้าต่างๆ รวมไปถึงการส่งออก โอกาสเป็นไปได้ถ้ามาตรฐานถูกต้อง

การวางกลยุทธ์ขายปลีกและส่งสำหรับสินค้า GI ไม่ใช่แค่การมี “สัญลักษณ์” การันตีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการวางแผนแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการรู้จัก “เล่าเรื่อง” และ “เลือกตลาดให้ถูก” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้ชัดเจนว่าเป้าหมายของตนคือใคร จะไปตลาดไหน ตั้งราคายังไง และมีแผนเติบโตแบบไหนในแต่ละปี เมื่อโครงสร้างทุกอย่างพร้อม ก็จะสามารถขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน และยกระดับรายได้ให้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ

เครือข่ายผู้ผลิตสินค้า GI 

พลังขับเคลื่อนการตลาดที่แท้จริง

ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นมากขึ้น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปจากชุมชน อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันสินค้า GI ให้ไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับส่งออกนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” หรือ “สัญลักษณ์รับรอง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “เครือข่ายของผู้ผลิต” ที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกัน

ผู้ผลิตสินค้า GI ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากเกษตรกรรายย่อยหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจึงเป็น “จุดแข็ง” ที่สำคัญ ซึ่งช่วยในหลายด้าน อย่างเช่น 

1. การต่อรองด้านราคา เพราะการรวมกลุ่มช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับผู้ซื้อหรือซัพพลายเออร์

2. การแบ่งปันองค์ความรู้ ช่วยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคนิคการผลิตระหว่างกัน

3. การผลักดันมาตรฐานร่วมกัน จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ แบรนด์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

4. การต่อยอดการตลาดในระดับภูมิภาค อาทิ การจัดแสดงสินค้า หรือการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่อย่างโมเดิร์นเทรด

นอกจากนี้ เครือข่ายยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับภาครัฐ หน่วยงานสนับสนุน และภาคเอกชน เพื่อดึงทรัพยากรและโอกาสทางการตลาดมาสู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึง

อีกบทบาทสำคัญของเครือข่ายผู้ผลิตสินค้า GI คือการร่วมกัน “เล่าเรื่อง” และสร้าง “การรับรู้ร่วมกัน” เกี่ยวกับสินค้า GI และพื้นที่ต้นกำเนิด ว่าสินค้าเหล่านี้มีรากฐานทางภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง และมีการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง 

การสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของ GI ให้แข็งแกร่งขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และช่วยให้สามารถยกระดับราคาขายได้โดยไม่ต้องแข่งขันด้านราคา

ในยุคที่ตลาดสินค้าเกษตรและท้องถิ่นแข่งขันกันด้วย “เรื่องเล่า” และ “คุณภาพเฉพาะถิ่น” การมีเครือข่ายของผู้ผลิตที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “หัวใจสำคัญ” ของความสำเร็จในการทำตลาดสินค้า GI เพราะความยั่งยืนของสินค้า GI ไม่ได้มาจากเกษตรกรเพียงคนเดียว แต่มาจากความร่วมมือของทั้งชุมชน เครือข่าย และทุกภาคส่วนที่เชื่อในพลังของท้องถิ่น

Related Posts