มรดกแห่งสายน้ำ พระเมตตา และพลังชีวิตแห่งแผ่นดิน เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนดินขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศและได้รับการขนานนามว่า “เขื่อนแม่ของแผ่นดิน” สร้างขึ้นตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ “เขื่อนผาซ่อม” ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขนานนามว่า “เขื่อนสิริกิติ์”
ประวัติศาสตร์อันสำคัญถูกจารึกไว้ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2520 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ

เขื่อนสิริกิติ์ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความสูง 133.60 เมตร และความจุอ่างเก็บน้ำที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ (9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร) ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 500,000 กิโลวัตต์ แต่ยังเป็น “พลังชีวิต” ที่มอบประโยชน์อันอเนกประสงค์ ทั้งด้านชลประทาน หล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ และด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ชาติ
สืบสานพระราชปณิธาน
จากสายน้ำสู่สายใยชุมชน
ความสำคัญของเขื่อนแห่งนี้ยังแผ่ขยายไปถึงการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะที่หมู่บ้านห้วยต้า ซึ่งการทอผ้าแบบดั้งเดิมเกือบสูญหายไปในช่วงการสร้างเขื่อน
เมื่อปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวบ้าน และทรงพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูการทอผ้า โดยทรงคัดเลือกชาวบ้านไปฝึกฝน ณ สวนจิตรลดา สร้างโรงทอผ้าในหมู่บ้าน และพระราชทานลายผ้าทอ “ลูกแก้ว” ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้ และมีกำลังใจในการดำรงชีวิต จนผ้าทอบ้านห้วยต้ากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนสิริกิติ์ ได้น้อมนำพระราชดำริฯ มาสานต่อ โดยสนับสนุน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอมือบ้านห้วยต้าใต้ ทั้งการมอบเงินทุนหมุนเวียนและช่วยจัดหาตลาดกระจายสินค้าในพื้นที่เขื่อนและตามงานต่างๆ ของ กฟผ. เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน
ศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวแห่งความพอเพียง
เขื่อนสิริกิติ์ยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ “โครงการชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สู่เศรษฐกิจพอเพียง”
ภายในพื้นที่เกือบ 100 ไร่ ของแปลงสาธิตชีววิถีในเขื่อนสิริกิติ์และพื้นที่เขื่อนดินช่องเขาขาด ได้จัดแสดงรูปแบบการเกษตรผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบวงจร

พืชพรรณ ปลูกพืชนานาชนิด เช่น ขนุน, ผักสวนครัว (ถั่วฝักยาว, ตะไคร้, พริกไทย) และเห็ดนางฟ้า
ปศุสัตว์ มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลาดุกรัสเซีย, ไส้เดือนแดง, กบบูลฟร็อก และหมูพันธุ์เหมยซานเลี้ยงในหลุม พร้อมนำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพใช้ในครัวเรือน
อนุรักษ์ดิน มีการปลูกหญ้าแฝก บริเวณริมแปลงผักขั้นบันได เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน
ศูนย์แห่งนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในแปลงเกษตรของตนเอง ลดรายจ่าย และสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว
นอกจากบทบาทด้านพลังงานและเศรษฐกิจชุมชนแล้ว เขื่อนสิริกิติ์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ด้วยทัศนียภาพอันงดงามของลำน้ำน่านและพรรณไม้ มีจุดเช็กอิน 11 จุด เช่น มหัศจรรย์ธารสองสี, ซุ้มอุโมงค์ไผ่ และสะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นชื่อ อย่างมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง


อ้างอิง
• https://www.prachachat.net/economy/news-1907956
•เขื่อนสิริกิติ์น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ พร้อมสานต่อโครงการพระราชดำริ ชีววิถี – ข่าวสด
