เมื่อพูดถึงมะพร้าวในจังหวัดราชบุรี หลายคนอาจนึกถึง ‘มะพร้าวน้ำหอม’ เป็นอันดับแรก แต่ยังมีมะพร้าวอีกชนิดหนึ่งที่กำลังปลูกน้อยลงและเริ่มหายาก นั่นคือ ‘มะพร้าวกะทิ’ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปทำความรู้จักกับอดีตสัตวแพทย์ที่เลือกกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมถอดบทเรียนการปรับตัว เพื่อพามะพร้าวกะทิให้อยู่รอดได้ในยุคปัจจุบัน

หมอบี-สพ.ญ.นิรมล มิ่งโมฬี ทายาทรุ่นที่สามแห่ง Bebo Coco Family คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ใช้ ‘หัวใจ’ พัฒนาและต่อยอดมะพร้าวกะทิไทย ปัจจุบันสวนแห่งนี้ปลูกมะพร้าวกะทิควบคู่ไปกับมะพร้าวแกงจำนวนมาก จนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่น่าจับตามอง ซึ่งในปัจจุบันเหลือพื้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ราชบุรี อำเภอเมือง แล้วก็เขตติดต่อบางคนที สมุทรสงคราม อาจจะแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
หมอบีเล่าว่า ชาวสวนมะพร้าวแกงต่างรู้กันดีว่าราคาหน้าสวนอยู่เพียงลูกละประมาณ 5–8 บาท ซึ่งถือว่าต่ำมาก และสถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี โดยมะพร้าวแกงแทบไม่เคยมีราคาสูงขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เคยปลูกมะพร้าวแกง จึงเริ่มทยอยตัดต้นมะพร้าวทิ้ง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่สร้างรายได้ดีกว่า
จากสถานการณ์ดังกล่าว หมอบีมองว่า หากยังคงทำธุรกิจในรูปแบบเดิมเหมือนที่พ่อแม่เคยทำมา โดยไม่มีการปรับปรุงหรือพัฒนา วิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำเช่นนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปี

นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เขาเห็นความจำเป็นของการสร้าง “แบรนด์” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการทำตลาด หากวันหนึ่งต้องเผชิญกับวิกฤตราคาซ้ำอีกครั้ง อย่างน้อยก็ยังสามารถแปรรูป หรือจำหน่ายวัตถุดิบในรูปแบบอื่นๆ ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นทางรอดที่ช่วยไม่ให้ต้องกลับไปเผชิญกับวิกฤตเช่นเดิมอีกครั้ง
หลายคนอาจสงสัยว่า “มะพร้าวแกง” มีลักษณะแตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมอย่างไร โดยมะพร้าวแกงเป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นสูง ให้ผลดก ลูกมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับนำไปใช้ปรุงอาหารและคั้นกะทิเป็นหลัก
ขณะที่ “มะพร้าวกะทิ” แท้จริงแล้วเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับมะพร้าวแกง เพียงแต่เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมบางประการ ปกติมะพร้าวแกงจะมีเนื้อแข็ง แต่ในกรณีของมะพร้าวกะทิ ยีนบางตัวทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เนื้อที่ควรจะแข็งกลับไม่แข็งตามปกติ
ลักษณะของมะพร้าวกะทิจึงมีความแตกต่างกันออกไป บางลูกมีเนื้อนุ่ม ฟู คล้ายเจลลี น้ำมะพร้าวมีความข้น ขณะที่บางลูกน้ำใส แต่เนื้อมีลักษณะหนึบ ซึ่งในทางปฏิบัติ ชาวสวนมักแบ่งมะพร้าวกะทิออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- มะพร้าวกะทิน้ำข้น มีเนื้อฟู ลักษณะเป็นเจลลี
- มะพร้าวกะทิน้ำใส มีเนื้อหนึบ แต่น้ำยังคงใส
การแยกประเภทเช่นนี้ช่วยให้ชาวสวนสามารถคัดเกรดและจำหน่ายมะพร้าวกะทิได้ตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
อยากปลูกมะพร้าวแกงให้รอด ต้องเริ่มที่พันธุ์
หมอบีได้เผยถึงแนวทางการดูแล มะพร้าวแกง ว่าเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ต้องการการเอาใจใส่มากเท่ามะพร้าวน้ำหอม เพียงจัดการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง หากปริมาณน้ำไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการชักน้ำเข้าสวน เพื่อให้ต้นมะพร้าวสามารถเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใส่ปุ๋ยตามระยะ

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปลูกมะพร้าวแกง คือ การคัดเลือกสายพันธุ์ตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากหากพันธุกรรมดีตั้งแต่ต้นทาง ย่อมส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพในระยะยาว ทั้งนี้ มะพร้าวแกงเป็นพืชยืนต้นที่ต้องใช้เวลาปลูกนาน ประมาณ 7–10 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต ดังนั้นการตัดสินใจเลือกพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ในด้านการวางแผนปลูก หมอบีแนะนำให้ปลูกมะพร้าวแกงในระยะห่างประมาณ 6–7 วาต่อต้น เพื่อให้ต้นมะพร้าวมีพื้นที่เจริญเติบโตอย่างเหมาะสม ลดการแย่งสารอาหารในดิน และช่วยให้ผลผลิตมีความสมบูรณ์สม่ำเสมอ
สำหรับการเก็บเกี่ยว มะพร้าวแกงสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 30 วัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง โดยเทคนิคเฉพาะของสวนหมอบีคือ เมื่อเก็บเกี่ยวจะมีการทำสัญลักษณ์ไว้กับต้นมะพร้าว เพื่อใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าต้นใดให้ผลเป็นมะพร้าวกะทิ วิธีนี้ช่วยให้ในขั้นตอนการสอยผลผลิต สามารถคัดแยกมะพร้าวกะทิได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น
เมื่อสอยมะพร้าวจากต้นที่ทำสัญลักษณ์ไว้ จะต้องเขย่ามะพร้าวทุกลูกที่เก็บลงมา เพื่อค้นหามะพร้าวกะทิ หากไม่คัดแยกตั้งแต่ขั้นตอนนี้ มะพร้าวกะทิอาจปะปนรวมไปกับมะพร้าวแกงทั่วไป ซึ่งอาจทำให้สูญเสียมูลค่าโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้ มะพร้าวกะทิ มีจุดเด่นที่เนื้อฟู มีลักษณะเฉพาะตัว ทำให้มีราคาสูงกว่ามะพร้าวแกงทั่วไป มะพร้าวกะทิเป็นผลผลิตที่ต้องบริหารจัดการเวลาอย่างรอบคอบ เนื่องจากหากเก็บไว้นานเกิน 10 วัน มีโอกาสเกิดการเสื่อมคุณภาพหรือเน่าเสียได้
ในกระบวนการจำหน่ายมะพร้าวเข้าสู่โรงงานผลิตกะทิ ผลผลิตจะต้องผ่านขั้นตอนการ ปอกและกะเทาะเปลือก ตามมาตรฐานเดียวกับสเตชันด้านหน้า โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลางเป็นผู้รับซื้อมะพร้าวเพื่อนำส่งเข้าโรงงาน ซึ่งมะพร้าวในขั้นตอนนี้จะถูกเรียกว่า “มะพร้าวขาว”

เมื่อปอกเปลือกด้านนอกออก จะพบชั้นของกะลา และถัดเข้ามาด้านในจะเป็นชั้นที่เรียกว่า “ผิว” ซึ่งผิวของมะพร้าวเป็นตัวบ่งชี้ระดับความแก่ของผลผลิตได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากมะพร้าวมีเปลือกด้านนอกเป็นสีเขียว เมื่อผ่าเข้าไป ผิวด้านในจะออกสีเหลือง แต่หากเปลือกมีสีคล้ายก้ามปู ผิวด้านในจะเป็นโทนส้มปนน้ำตาล ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับสีเปลือกด้านนอก
ในขณะที่มะพร้าวที่เปลือกมีสีน้ำตาล ผิวด้านในจะเป็นโทนน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ซึ่งในภาษาชาวสวนจะเรียกกันว่า “มะพร้าวดำ” โดยมะพร้าวขาวทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตกะทิกล่องในโรงงานอุตสาหกรรม

เนื่องจากสวนมีมะพร้าวกะทิในปริมาณค่อนข้างมาก และมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นประจำทุก 30 วัน ทำให้มะพร้าวที่ได้ในแต่ละรอบจะมีความแก่ต่างระดับกัน ส่งผลให้สีเปลือกมีหลายเฉดผสมกัน ตั้งแต่สีเขียว สีก้ามปู ไปจนถึงสีน้ำตาล ซึ่งทั้งสามเฉดสีนี้สะท้อนถึงช่วงอายุและระยะการเจริญเติบโตของมะพร้าวแต่ละลูก
หากเก็บมะพร้าวในรอบ 30 วัน มักจะพบมะพร้าวในระยะเปลือกสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้อีกประมาณ 7–14 วัน สีของเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีก้ามปู และหากทิ้งไว้นานขึ้นจนเปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือที่ชาวสวนเรียกว่า “มะพร้าวห้าว” จะถือเป็นระยะที่มะพร้าวมีความแก่จัด ซึ่งในช่วงนี้จะมีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง เหมาะสำหรับการผลิตกะทิที่ให้ความมันเข้มข้นและคุณภาพดี
มะพร้าวกะทิ vs มะพร้าวแกง แยกยังไงให้ถูก?
โดยทั่วไป ชาวสวนที่มีประสบการณ์จะสามารถแยก มะพร้าวกะทิ ออกจาก มะพร้าวแกง ได้ตั้งแต่ยังไม่ผ่า ด้วยการอาศัย “เสียง” และ “สัมผัส” เป็นหลัก

วิธีแรก คือ การเขย่าฟังเสียงน้ำภายในลูกมะพร้าว เสียงของน้ำที่กระทบกับเนื้อ จะสะท้อนลักษณะของเนื้อมะพร้าวออกมาได้อย่างชัดเจน มะพร้าวแกงทั่วไป เนื้อจะแข็งแน่น เสียงน้ำที่ได้จะใส ชัด และก้อง ขณะที่มะพร้าวกะทิ ซึ่งมีเนื้อฟู นุ่ม หรือมีลักษณะเป็นเจลลี เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อเขย่าจะออกแนวหนืด ทึบ และไม่ก้องเหมือนมะพร้าวแกง
ความแตกต่างของเสียงนี้ ชาวสวนจะค่อยๆ แปลงเป็นภาพในหัวได้จากประสบการณ์ ยิ่งฝึกฟังบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งแยกได้แม่นยำมากขึ้นว่าลูกไหนเป็นมะพร้าวแกง และลูกไหนเป็นมะพร้าวกะทิ

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ควบคู่กัน คือ การเคาะหรือดีดกะลา หากเป็นมะพร้าวแกง กะลาจะแข็ง ให้เสียงใส ชัด และดัง “เป๊ะ” สม่ำเสมอ แต่หากเป็นมะพร้าวกะทิ กะลาจะมีความนิ่มกว่า เสียงที่ได้จะไม่ใสเท่ามะพร้าวแกง
ดังนั้น การแยกมะพร้าวกะทิออกจากมะพร้าวแกงอย่างแม่นยำ จะอาศัย สองเทคนิคหลัก คือ
- การเขย่าฟังเสียงน้ำกระทบกับเนื้อ
- การเคาะหรือดีดกะลา
ทั้งสองวิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ แต่เมื่อฝึกฝนจนคุ้นเคยแล้ว ก็จะสามารถแยกมะพร้าวได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ยังไม่ผ่าลูก

ทำยังไงให้ ‘มะพร้าวแกง’ อยู่รอดและไปต่อได้
หมอบี เล่าว่า ในรุ่นของพ่อ การทำเกษตรจะเป็นการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลางเกือบทั้งหมด ซึ่งในทางธุรกิจถือเป็นรูปแบบ B2B อย่างชัดเจน ขณะที่ในรุ่นของตนเอง ยังคงเดินตามโครงสร้างเดิมในพาร์ต B2B แต่ได้เพิ่มอีกหนึ่งบทบาทสำคัญเข้ามา คือ การสร้างแบรนด์ให้มีตัวตนชัดเจน
แม้จะยังจำหน่ายสินค้าให้กับคู่ค้าในรูปแบบ B2B แต่ทุกอย่างจะถูกส่งออกไปภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลผลิตบางส่วนก็ถูกนำมาต่อยอดสู่ตลาด B2C ผ่านการพัฒนาเป็นสินค้าแปรรูปและขนมต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและทางเลือกในการจำหน่าย
ปัจจุบัน สินค้าที่ต่อยอดจากมะพร้าวกะทิของสวน ได้แก่ เค้กมะพร้าวกะทิ ซึ่งใช้เนื้อมะพร้าวกะทิน้ำใสเป็นส่วนประกอบหลัก โดยครีมด้านบนทำจากกะทิสดของสวนเอง ต่อมาคือมะพร้าวกะทิคาราเมล ที่ยังคงรสชาติธรรมชาติของมะพร้าว แต่เพิ่มมิติความหวานด้วยซอสน้ำตาลมะพร้าวแท้ผสมกะทิสด รวมถึงมะพร้าวกะทิเชื่อม สำหรับลูกค้าที่ต้องการเก็บไว้รับประทานได้นาน และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในขนมหวานอื่นๆ ได้
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาขนมไทยอย่างทับทิมกรอบมะพร้าวกะทิ และตะโก้ ซึ่งเลือกใช้กะทิสดจากสวนเป็นหลัก สะท้อนแนวคิดการใช้วัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งผลิตของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
หมอบีมองว่า มะพร้าวแกงในภาพรวมถือเป็นพืชที่อยู่ในช่วงขาลงมายาวนาน เปรียบเสมือนการทำธุรกิจที่ต้อง “ว่ายทวนน้ำ” การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ส่งผลให้หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สวนต้องเผชิญ คือ เรื่องแรงงาน

งานในสวนมะพร้าวแกงแทบทั้งหมดต้องอาศัย ทักษะของมนุษย์ (Human Skill) ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การสอย การเข็น การต๊ะ ไปจนถึงการเขย่ามะพร้าวกะทิ ซึ่งปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า ทำให้การหาแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก
ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ Bebo Coco Family แข็งแรงและอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความตั้งใจในอนาคต ที่อยากสร้างทีมงานจากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ที่อาจมีครอบครัวทำอาชีพเกี่ยวข้องกับมะพร้าวอยู่แล้ว แต่เลือกออกไปทำงานในเมือง เพราะมองว่าอาชีพเกษตรไม่สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง

หมอบีจึงตั้งเป้าที่จะสร้างระบบและโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถเลือกทำอาชีพเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจ มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว และยังคงใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน
หากท่านไหนสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : Bebo Coco Family ได้เลยนะคะ
