ชันโรงตัวเล็กๆ อาจดูเป็นเพียงแมลงที่บินวนอยู่ตามสวน แต่สำหรับคนที่คลุกคลีกับมันมานาน ชันโรงกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเลี้ยง การขยายรัง การเก็บน้ำผึ้ง ไปจนถึงบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรให้พืชในสวน และเมื่อปัญหาเล็กๆ อย่าง “เก็บน้ำผึ้งอย่างไรไม่ให้รังเสียหาย” กลายเป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ การทดลองจึงเริ่มต้นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น และลดการรบกวนชันโรงภายในรัง

เบื้องหลังการพัฒนานี้มาจาก อาจารย์มีน – ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้ทำงานส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงชันโรงร่วมกับชุมชนและเกษตรกรมานานกว่า 10 ปี จากการเห็นปัญหาจากการเลี้ยงจริง จึงค่อยๆ ทดลอง ปรับรูปแบบ และเรียนรู้จากการใช้งานจริง จนเกิดแนวคิด “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ต้องการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
จากรังแบบเดิม สู่ “รังแบ่งห้อง” ลดปัญหาเก็บน้ำผึ้ง
อาจารย์มีน เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปกว่า 10 ปี รังชันโรงที่เกษตรกรนิยมใช้ยังเป็นกล่องที่มีลักษณะยาวและสูง เมื่อถึงเวลาเก็บน้ำผึ้ง คนเลี้ยงต้องเปิดรังและใช้มือตัดหรือแยกส่วนที่เป็นน้ำผึ้งออกมา วิธีการนี้ทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งน้ำผึ้งที่หกเลอะอยู่ภายในรัง การสูญเสียผลผลิต และการเปิดช่องให้ศัตรูของชันโรงเข้ามารบกวนรัง
ที่สำคัญคือ การตัดน้ำผึ้งออกจากรังในแต่ละครั้ง อาจทำให้ไข่และตัวอ่อนของชันโรงติดออกมาด้วย นั่นหมายถึงการสูญเสียประชากรภายในรังโดยไม่จำเป็น และยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า หากสามารถออกแบบรังให้แยกพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อน เกสร และน้ำผึ้งออกจากกันได้ การเก็บผลผลิตจะง่ายขึ้นหรือไม่ และจะช่วยลดการรบกวนชันโรงงานได้มากแค่ไหน

อาจารย์มีนจึงเริ่มทดลองร่วมกับชุมชนและเกษตรกร โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รูปแบบที่สมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก แต่ใช้วิธีทดลอง ปรับ และนำกลับไปใช้งานจริง
“จากปัญหาการสูญเสียนี่เอง ผมก็เลยรวมกันกับชุมชนและเกษตร ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ จึงได้ทดลองรังใหม่ โดยครั้งแรกแบ่งครึ่งก่อน โดยแบ่งไข่แก่ไข่อ่อนไว้อีกห้องหนึ่ง ส่วนเกสรกับน้ำผึ้งก็เอาไว้อีกห้องหนึ่ง ซึ่งระหว่างนี้ก็ลองผิดลองถูกเยอะ ซึ่งระหว่างห้องเราจะต้องจำกัดรูด้วย เพื่อให้ชันโรงที่เป็นแรงงาน ไม่มาบ่นกับอีกฝั่งมากเกินไป”


จากรัง 2 ห้อง การทดลองยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะเมื่อใช้งานจริงยังพบรายละเอียดที่ต้องปรับอีกหลายจุด อาจารย์มีนจึงพัฒนาต่อเป็นรัง 3 ห้อง โดยแบ่งหน้าที่ของพื้นที่ภายในให้ชัดเจนขึ้น ได้แก่ ห้องสำหรับไข่แก่และไข่อ่อน ห้องสำหรับเกสร และห้องสำหรับน้ำผึ้ง
การทดลองใช้เวลาหลายปี กว่าจะได้ข้อสรุปว่ารังที่มีขนาดประมาณกระดาษ F4 และสูงประมาณ 5 เซนติเมตร เป็นขนาดที่เหมาะสมกับการแบ่งพื้นที่ภายในรัง และสะดวกต่อการจัดการของเกษตรกร
จาก 4-5 เดือน เหลือ 3 เดือน เก็บน้ำผึ้งได้เร็วขึ้น
อาจารย์มีน เล่าต่ออีกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากรังแบบใหม่คือ “เวลา” เมื่อพื้นที่ภายในถูกจัดสัดส่วน คนเลี้ยงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งกับบริเวณที่เป็นพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนมากเกินความจำเป็น
จากเดิมที่รังแบบไม่มีการแบ่งห้อง อาจใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนกว่าจะเก็บน้ำผึ้งได้ ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร เมื่อพัฒนารังเป็นแบบ 2 ห้องและ 3 ห้อง รอบการเก็บน้ำผึ้งจึงสั้นลง เหลือประมาณ 3 เดือน โดยแต่ละรอบสามารถเก็บน้ำผึ้งได้เฉลี่ยประมาณ 300-500 ซีซี

“จากเดิมที่รังชันโรงยังไม่มีการแบ่งห้องภายในรัง ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ถึงจะเก็บน้ำผึ้งได้ แต่พอพัฒนารังชันโรงเป็นแบบ 2 ห้อง และ 3 ห้อง ทำให้การเก็บน้ำผึ้งเร็วขึ้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือนโดยประมาณ จากการทดลองนี้ จะเห็นว่าต่อรอบการเก็บน้ำผึ้งจะเร็วขึ้น”
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนห้อง แต่คือการออกแบบให้คนเลี้ยงสามารถเข้าไปจัดการผลผลิตได้ โดยกระทบกับชันโรงให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะรัง 3 ห้องที่กำหนดให้ห้องสุดท้ายเป็นพื้นที่เก็บน้ำผึ้ง
เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิต คนเลี้ยงสามารถปิดช่องเชื่อมต่อก่อน แล้วจึงยกห้องเก็บน้ำผึ้งออกมา วิธีนี้ทำให้พื้นที่ทำงานของชันโรงกับพื้นที่เก็บผลผลิตถูกแยกออกจากกัน ลดการรบกวนตัวชันโรงงาน และช่วยให้การเก็บน้ำผึ้งสะดวกขึ้น
“เพราะฉะนั้นนวัตกรรมรังชันโรง เรามีการขยายผลคือ เพื่อให้เก็บน้ำผึ้งได้เร็วขึ้น และช่วยลดการสูญเสียของตัวงานชันโรงมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ซึ่งการทดลองใช้เวลานานพอสมควรครับ กว่าเราจะได้ผลที่นิ่ง”

ไม่ได้มีแค่น้ำผึ้ง! จาก 1 รัง ขยายต่อเป็นหลายรัง
สำหรับคนที่เลี้ยงชันโรง “รัง” ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของแมลงตัวเล็กๆ แต่ยังเป็นต้นทุนที่สามารถนำมาต่อยอดได้ หากรังมีความแข็งแรงและมีประชากรเหมาะสม ก็สามารถนำไปขยายจำนวนรังต่อได้
อาจารย์มีน อธิบายว่า การเพิ่มจำนวนรังสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยมี 3 วิธีหลัก ได้แก่ การขยายรังชันโรง การต่อรังชันโรง และการล่อให้ชันโรงเข้ามาอยู่ในรัง แต่ละวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน คือเพิ่มจำนวนรังและสร้างโอกาสต่อยอดการเลี้ยงในอนาคต
จุดนี้ทำให้ชันโรงมีความน่าสนใจในฐานะอาชีพเสริม เพราะรายได้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำผึ้ง แต่ยังสามารถต่อยอดจากการเพิ่มจำนวนรัง และการจัดการรังให้เหมาะกับพื้นที่ของแต่ละคน

ผู้ที่อยากทดลองทำรังตามแนวทางดังกล่าว อาจารย์มีน บอกว่า องค์ความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่ม โดยโครงสร้างหลักใช้ไม้เป็นวัสดุ สามารถทำเองได้ให้ไม้มีขนาดประมาณกระดาษ F4 และแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 2-3 ห้องขนาดใกล้เคียงกัน
สำหรับชันโรงสายพันธุ์ขนเงิน ช่องเชื่อมต่อระหว่างห้องถือเป็นอีกจุดที่ต้องให้ความสำคัญ โดยมีรายละเอียดเฉพาะเรื่องขนาดและจำนวนรู
“การเจาะรูระหว่างห้องเลี้ยง แบบนี้จะเหมาะสำหรับการเลี้ยงชันโรงสายพันธุ์ขนเงิน ต้องเจาะเป็นรูพรุนประมาณ 5 รู ขนาดรูอยู่ที่ 1 มิลลิเมตรครึ่ง โดยเจาะ 3-5 รูโดยประมาณ ด้านซ้ายหรือขวาของผนังแบ่งภายในรัง”

จากการนำรูปแบบรังไปส่งเสริมกับเกษตรกรในเครือข่าย อาจารย์มีน พบว่า รังแบบ 2 ห้องและ 3 ห้องได้รับความนิยม เพราะสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับความถนัดและสภาพพื้นที่ของแต่ละคนได้
ส่วนราคากล่องสำเร็จรูปจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อกล่อง ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ ใครมีไม้ของตัวเองก็สามารถนำมาทำได้เช่นกัน แต่ต้องระวังเรื่องความชื้น โดยไม้ที่ใช้ควรแห้งสนิทและไม่ควรเป็นไม้สดมากเกินไป
เก็บน้ำผึ้งแล้วไม่จบ ต้อง “บ่ม” ก่อนบรรจุขาย
อีกเรื่องที่คนเริ่มต้นเลี้ยงชันโรงควรรู้คือ น้ำผึ้งที่เก็บออกจากรังไม่ได้หมายความว่าสามารถเทใส่ขวดแล้วนำไปขายได้ทันที เพราะน้ำผึ้งชันโรงมีทั้งเกสรและน้ำปะปนอยู่ หากนำไปบรรจุทันทีโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจเกิดการขยายตัวและเกิดก๊าซภายในภาชนะระหว่างการเก็บ
อาจารย์มีน เผยว่า การบ่มจึงเป็นขั้นตอนสำคัญหลังการเก็บน้ำผึ้ง โดยวิธีพื้นฐานคือ นำน้ำผึ้งใส่ขวดโหลและเปิดช่องระบายอากาศ จากนั้นปล่อยให้เกิดกระบวนการบ่มตามธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 เดือนขึ้นไป

“ถ้าการบ่มแบบวิธีธรรมชาติ เปิดระบายอากาศออกไปในขวดโหล ก็จะใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าต้องการให้ระยะเวลาสั้น ก็จะใช้เครื่องลดความชื้นหรือเครื่องไล่ความชื้น ก็จะร่นระยะเวลาการบ่มมาเหลือ 1-3 ชั่วโมง เสร็จแล้วสามารถนำน้ำผึ้งชันโรงที่ผ่านมาบ่มแล้ว มาบรรจุขวดได้เลย”
เรื่องนี้จึงสะท้อนว่า การทำชันโรงให้กลายเป็นรายได้ ไม่ได้จบแค่การเลี้ยงให้มีรังมากขึ้น แต่ต้องใส่ใจตั้งแต่การจัดการรัง การเก็บผลผลิต ไปจนถึงกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อคุณภาพของน้ำผึ้งที่จะออกสู่ตลาด
ตลาดชันโรงเริ่มกว้างขึ้น จีนเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่อาจารย์มีนทำงานส่งเสริมการเลี้ยงชันโรง ความสนใจของผู้คนที่มีต่อชันโรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจอาชีพเสริมและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น
น้ำผึ้งชันโรงเองก็เริ่มเป็นที่รู้จัก จากการนำสินค้าไปออกบูธทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคได้เห็นผลิตภัณฑ์และรู้จักชันโรงมากกว่าเดิม

สำหรับตลาดต่างประเทศ อาจารย์มีน บอกว่า มีการส่งจำหน่ายไปยังประเทศจีนเป็นหลัก แต่เมื่อสินค้าขยับเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เรื่องมาตรฐานก็ยิ่งมีความสำคัญ เพราะชันโรงยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใหม่กว่าเมื่อเทียบกับน้ำผึ้งจากผึ้งทั่วไป
ดังนั้นโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่ “เลี้ยงอย่างไรให้ได้เยอะ” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้กระบวนการผลิตมีคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ตั้งแต่รัง การดูแล การเก็บน้ำผึ้ง การบ่ม ไปจนถึงการบรรจุ
ชันโรงไม่ใช่แค่ให้น้ำผึ้ง แต่ช่วยผสมเกสรในสวน
นอกจากน้ำผึ้งแล้ว อีกบทบาทที่น่าสนใจของชันโรงคือการช่วยผสมเกสร เพราะธรรมชาติของชันโรงทำให้ต้องออกหาอาหารจากดอกไม้ เมื่อบินไปมาระหว่างดอก จึงมีส่วนช่วยในการถ่ายละอองเรณู และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกับพื้นที่ปลูกพืชและสวนผลไม้ได้
แต่ในอีกด้าน ชันโรงก็เป็นแมลงที่ค่อนข้างไวต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมี หากพื้นที่มีการใช้สารเคมีไม่เหมาะสม ก็ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงชันโรง

อาจารย์มีน ย้ำว่า การเลี้ยงชันโรงไม่ได้หมายถึงการมีเพียงกล่องรัง แต่คนเลี้ยงต้องกลับมามองพื้นที่ของตัวเองด้วยว่า มีแหล่งอาหารเพียงพอหรือไม่ มีดอกไม้ให้หาอาหารตลอดปีหรือเปล่า และสภาพแวดล้อมปลอดภัยมากพอหรือไม่
“ชันโรงถือว่าช่วยผสมเกสรได้ดีมาก เพราะเขาจะบินไปตอมเกสรตัวผู้และก็บินไปตอมเกสรตัวเมีย ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเวลาเขาลงไปเก็บเกสร จะลงไปถึงอณูที่เข้าไปถึงข้างใน ทำให้การผสมเกสรติดได้ดี และจากการศึกษาจะพบว่าต้นรักแรกพบ ชันโรงจะค่อนข้างชอบดอกของไม้ชนิดนี้มาก ที่เป็นดอกสีเขียวอ่อน จะชอบสีนี้มากกว่าสีแสด”
รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เห็นว่า โลกของชันโรงไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำผึ้ง แต่ยังเชื่อมโยงกับพืช ดอกไม้ และระบบนิเวศรอบตัว คนเลี้ยงจึงต้องเข้าใจทั้งแหล่งอาหาร สีของดอกไม้ สภาพแวดล้อม และช่วงเวลาที่พืชออกดอก
ตั้งเป้าเลี้ยงชันโรง สร้างรายได้เสริม 5,000 บาทต่อเดือน
เมื่อองค์ความรู้เรื่องรังเริ่มนิ่ง การทดลองเริ่มเห็นผล และเกษตรกรสามารถนำไปใช้จริง เป้าหมายของการส่งเสริมจึงเริ่มจากสิ่งที่จับต้องได้ นั่นคือการทำให้ชันโรงกลายเป็นรายได้เสริมของเกษตรกร
อาจารย์มีนตั้งเป้าว่า เกษตรกรในเครือข่ายต้องสร้างรายได้เสริมจากการเลี้ยงชันโรงประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน และยังสามารถต่อยอดรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งผลผลิตจากรัง การขยายรัง รวมถึงการนำชันโรงไปใช้ประโยชน์ร่วมกับพื้นที่เกษตร

เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายน้ำผึ้ง แต่ยังมองไปถึงการสร้างพื้นที่เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้ในชุมชน
“ผมไม่ได้มองไปถึงเรื่องรายได้เพียงอย่างเดียวนะครับ อย่างกลุ่มไหนที่เขามีศักยภาพ เราก็พร้อมที่จะส่งเสริมให้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน เพราะฉะนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นก็จะหลากหลายทางมากขึ้น และทุกคนก็จะเกิดรายได้ที่ยั่งยืน”
เรื่องของชันโรงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำผึ้งหนึ่งขวด หรือกล่องไม้หนึ่งใบ แต่เป็นภาพของการค่อยๆ แก้ปัญหาจากของจริง ทดลองจากของจริง และพัฒนาจากสิ่งที่เกษตรกรเจอจริงในแต่ละวัน

จากรังแบบเดิมที่ต้องเปิดพื้นที่กว้างจนการเก็บน้ำผึ้งมีโอกาสกระทบทั้งผลผลิตและตัวชันโรง ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นรังที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ จากรอบการเก็บที่ใช้เวลาหลายเดือน ก็พัฒนาให้สั้นลง และจากการมองชันโรงเป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ก็ขยับไปสู่การมองเห็นทั้งน้ำผึ้ง การขยายรัง การผสมเกสร และโอกาสสร้างรายได้
บางทีคำตอบของการเพิ่มรายได้ในภาคเกษตร อาจไม่ได้อยู่ที่การหาสิ่งใหม่จากที่ไหนไกลๆ แต่อยู่ที่การกลับไปมองสิ่งเล็กๆ ที่มีอยู่แล้วในสวน แล้วถามใหม่ว่า “เราจะจัดการกับมันให้ดีขึ้นได้อย่างไร” สำหรับชันโรง คำตอบนั้นเริ่มต้นจาก “รัง” กล่องเล็กๆ ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายปี และกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้จากสิ่งมีชีวิตตัวเล็กกว่าตัวเองหลายเท่า
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ อาจารย์มีน – ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ Facebook : เปิดโลกชันโรง
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
