Featured พืชทำเงิน

พลิกชีวิตเกษตรกร! ปลูกเมล่อนโรงเรือน สร้างรายได้หลักหมื่นต่อรอบ ตลาดพรีเมียมรอซื้อ

ในวันที่การทำเกษตรไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ปลูกแล้วรอขาย” เหมือนในอดีต แต่ต้องคิด วางแผน และปรับตัวให้ทันตลาด เรื่องราวของ คุณสุภัส เต๊ะฮุย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อนและผักปลอดภัย กลายเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถพลิกวิถีชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ หากมองเห็นโอกาสและกล้าลงมือทำอย่างจริงจัง

คุณสุภัสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดขึ้นในปี 2562 จากความตั้งใจของคนในชุมชนที่อยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้าน พร้อมกับสร้างรายได้จากอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน เดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนทำนาข้าวและสวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก แต่รายได้มักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ไม่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี 

คุณสุภัสและเพื่อนเกษตรกรจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ จนพบว่า “พืชอายุสั้น” คือคำตอบที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้ทุกเดือน หนึ่งในพืชที่ถูกเลือกคือ เมล่อน ผลไม้พรีเมียมที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติและราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเริ่มต้นทดลองปลูกในโรงเรือนประมาณ 4 โรงเรือน โดยแต่ละโรงเรือนสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 300–400 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาประมาณ กิโลกรัมละ 100 บาท 

“แม้จะเป็นการเริ่มต้นในขนาดเล็ก แต่ก็สามารถสร้างรายได้ต่อโรงเรือนได้ราว 20,000 บาทต่อรอบการผลิต และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุมชนครับ” 


เมื่อเห็นศักยภาพของตลาด กลุ่มจึงค่อยๆ ขยับขยายการผลิต สร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้น และทดลองทำทั้งโรงเรือนระบบปิดและโรงเรือนแบบเปิด แต่ระหว่างทางก็พบอุปสรรคสำคัญ เพราะโรงเรือนแบบเปิดทำให้การควบคุมคุณภาพผลผลิตทำได้ยาก ส่งผลให้คุณภาพเมล่อนไม่สม่ำเสมอ ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้กลุ่มต้องกลับมาทบทวนระบบ การผลิตใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งมองหาการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมทั้งมีพี่เลี้ยงจากมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามาดูแลด้วยเช่นกัน 

ในเวลาต่อมา กลุ่มได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาพัฒนาโรงเรือนและระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีหน่วยงานวิชาการเข้ามาช่วยเสริมองค์ความรู้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโรคในดิน ที่มักเกิดจากการปลูกพืชซ้ำในพื้นที่เดิม เช่น โรคไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของพืชตระกูลแตง การนำจุลินทรีย์ พด.16 มาใช้ช่วยควบคุมโรค ทำให้สามารถลดการระบาดและฟื้นฟูสภาพดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการปลูกเมล่อนของกลุ่มไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์เท่านั้น คุณสุภัสยังใช้ระบบการจัดการที่ค่อนข้างละเอียด ตั้งแต่การพักโรงเรือนเพื่อฟื้นฟูดิน การวางแผนปลูกให้สอดคล้องกับตลาด ไปจนถึงการให้น้ำและปุ๋ยอย่างแม่นยำ โดยจะให้น้ำพร้อมกับปุ๋ยเกล็ดในอัตราประมาณ 0.5 กรัมต่อต้นต่อวัน เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ

“เมล่อนที่ปลูกในกลุ่มมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งคัดเลือกตามความต้องการของตลาด ได้แก่ ไทเฮา คอนโดอิ ฟูจิซาวา โดยจะสลับสายพันธุ์ปลูกตามฤดูกาล เพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศและรสนิยมของผู้บริโภค กลยุทธ์สำคัญคือปลูกตามตลาดต้องการ มากกว่าการปลูกจำนวนมากแล้วค่อยหาช่องทางขาย วิธีคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาผลผลิตล้นตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

ผลผลิตที่ได้จาก 1 โรงเรือน คุณสุภัสจะได้ประมาณ 400 ผลต่อรอบ และมีการตัดผลผลิตส่งขายทุก 15 วัน ในราคาประมาณ กิโลกรัมละ 43 บาท ใน 1 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 2 รอบ สิ่งสำคัญคือการวางแผนการปลูกร่วมกับสมาชิกในเครือข่าย เพื่อให้มีผลผลิตส่งตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ขาดช่วง

ปัจจุบันผลผลิตเมล่อนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ถูกส่งเข้าสู่ตลาดในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเครือข่ายร้านค้าระดับพรีเมียมกว่า 21 สาขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการทำเกษตรของชุมชนเล็กๆ หากมีการจัดการที่ดีก็สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ได้อย่างมั่นคง

เรื่องราวของคุณสุภัสและสมาชิกกลุ่มจึงไม่ใช่เพียงการปลูกเมล่อนเพื่อขายผลไม้เท่านั้น แต่เป็นการสร้าง “โมเดลเกษตรสมัยใหม่” ที่ผสมผสานทั้งความรู้ เทคโนโลยี การวางแผนตลาด และพลังของการรวมกลุ่มชุมชนเข้าด้วยกัน จากพื้นที่ที่เคยพึ่งพาพืชเศรษฐกิจแบบเดิม วันนี้กลับกลายเป็นแหล่งผลิตเมล่อนคุณภาพที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในชุมชนได้ตลอดทั้งปี

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณสุภัส เต๊ะฮุย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อนและผักปลอดภัย จังหวัดศรีสะเกษ หมายเลขโทรศัพท์ 080-616-8370

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 13 มีนาคม 2026

Related Posts