Featured พืชทำเงิน

ปลูกไม้มีค่าแบบไหนถึงขายได้? เปิดขั้นตอนให้ถูกกฎหมาย ขายได้จริง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของเกษตรกรและผู้ที่มองหาการลงทุนระยะยาว เนื่องจากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง และมีความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้การปลูกไม้มีค่าจะดูเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยประสบปัญหา “ปลูกได้ แต่ขายไม่ได้” เนื่องจากไม่เข้าใจข้อกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ปลูกไม้มีค่าอย่างไรให้ถูกกฎหมาย และสามารถจำหน่ายได้จริง

ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ คืออะไร

ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ หมายถึง ไม้ยืนต้นทุกชนิด รวมถึงไผ่ ที่ปลูกหรือขึ้นเองทางธรรมชาติในพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ ที่มีการใช้ประโยชน์เนื้อไม้และผลผลิตที่ไม่ใช่เนื้อไม้ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นไม้ที่สามารถสร้างมูลค่าหรือแปรรูปได้ การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจจึงเป็นการทำเกษตรลงทุนลงแรงในระยะยาว แต่ต้องใช้เวลายาวนานนับ 10 ปีจนกว่าจะเก็บเกี่ยวต้นไม้เพื่อจำหน่ายต่อไปได้ ไม้ต้นที่ปลูกจะให้ผลดีในหลายๆ ด้าน และส่งผลดีในแง่ของการเพิ่มออกซิเจน ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ร่มเงาแก่สัตว์ต่างๆ ไปจนถึงทิ้งใบให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พื้นดิน 

พื้นที่แบบไหน ปลูกไม้มีค่าเศรษฐกิจได้

พื้นที่ปลูกต้องเป็นที่ดินเอกชน ที่ดินเอกชน คือ ที่ดินที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นๆ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินกรรมสิทธิ์ และที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ  


  • ที่ดินกรรมสิทธิ์ คือที่ดินที่มีหนังสือสำคัญที่ดินประเภท โฉนดที่ดิน โฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์ได้
  • ที่ดินสิทธิครอบครอง คือที่ดินที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ ได้แก่ น.ส.3 น.ส.3ก น.ส.3ข แบบหมายเลข 3 ใบเหยียบย่ำ ที่ดินที่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)

โดยจะมีการจำแนกกลุ่มไม้เศรษฐกิจตามการเติบโต

  • ไม้โตเร็ว เติบโตมากกว่า 1.5 เซนติเมตร/ปี อายุตัดฟัน 5-15 ปี เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส สะเดาไทย กระถินเทพา
  • ไม้โตปานกลาง เติบโต 0.8-1.5 เซนติเมตร/ปี อายุตัดฟัน 15-20 ปี เช่น สัก แดง ประดู่ ยางนา
  • ไม้โตช้า เติบโต 0.8 เซนติเมตร/ปี อายุตัดฟัน 15-20 ปี เช่น รัง เต็ง ชิงชัน พะยูง กันเกรา มะค่าโมง จันทร์หอม ตะเคียนทอง

ก่อนปลูกต้องรู้วัตถุประสงค์ในการปลูก

  • ไม้ซุงและไม้แปรรูป ซึ่งก็จะแบ่งเป็น 

ไม้โตช้า : มะค่าโมง พะยูง

ไม้โตปานกลาง : สัก ยางนา

ไม้เร็ว : ยูคาลิปตัส สะเดาเทียม กระถินเทพา

  • ไม้ฟืน ไม้ให้ความร้อนสูง สามารถแตกหน่อได้ดี เช่น กระถินณรงค์ ขี้เหล็ก ยูคาลิปตัส มะฮอกกานี สะเดา
  • อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ ไม้ที่มีเส้นใยค่อนข้างยาว เช่น ไผ่ และไม้ที่มีเส้นใยสั้น เช่น ยูคาลิปตัส
  • อาหาร ก็จะเป็นไม้ที่มีใบ ดอก ผลที่รับประทานได้ เช่น ขี้เหล็ก สะเดา แค สะตอ
  • เพื่อใช้เป็นสารสกัด

นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการปลูกแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของดิน สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ รวมถึงแหล่งรับซื้อหรือความต้องการของตลาดในกรณีปลูกเพื่อการค้า ทั้งนี้ ผู้ปลูกสามารถตรวจสอบและเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปลูกให้ประสบความสำเร็จและสร้างมูลค่าได้อย่างคุ้มค่า

คัดเลือก “ไม้มีค่า” ให้ตอบโจทย์ตลาดและพื้นที่

การปลูกไม้มีค่าต้องมองไกลถึง 20-30 ปี ดังนั้นการเลือกชนิดพันธุ์จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด ตามประกาศคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจพนักงานเจ้าหน้าที่ มีการระบุไม้มีค่าที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ถึง 58 ชนิด โดยกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงและมีราคาดีในท้องตลาด ได้แก่:

  • กลุ่มไม้เนื้อแข็งราคาสูง พะยูง, ชิงชัน, ประดู่ป่า, มะค่าโมง (เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์)
  • กลุ่มไม้เศรษฐกิจโตเร็ว กระถินเทพา, ยูคาลิปตัส (สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปกระดาษและพลังงาน)
  • กลุ่มไม้สารพัดประโยชน์ สัก, ยางนา, ตะเคียนทอง (ได้รับความนิยมสูงในงานก่อสร้างและงานสถาปัตยกรรม)

ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ แบบไหนดี?

  1. ปลูกแบบเชิงเดี่ยว monoculture เป็นการปลูกที่ใช้ชนิดไม้เพียงชนิดเดียว จัดการง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่มีข้อด้อยคืออาจจะเกิดโรคและแมลงระบาดทั้งพื้นที่ ใช้เวลานานในการรอผลผลิต ดินขาดธาตุอาหารและขนาดความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. ปลูกแบบผสมผสาน Mixed Species plantation เป็นการปลูกไม้หลายชนิดผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยคำนึงถึงรอบการตัดฟันของไม้ ได้แก่ ไม้รอบตัดฟันสั้น ปานกลาง และยาว ข้อดีคือได้ผลิตหลายช่วงเวลา มีความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อด้อยคือต้องเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับปริมาณแสง และมีการจัดการที่เหมาะสม
  3. ปลูกแบบวนเกษตร Agroforestry เป็นการปลูกไม้หลายชนิดผสมผสานกับพืชเกษตรและพืชสมุนไพร การปลูกแบบนี้จะได้ผลตอบแทนในระยะสั้นจากพืชเกษตร ได้ผลตอบแทนระยะปานกลางจากพืชสมุนไพร และได้ผลตอบแทนระยะยาวจากไม้เศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องมีการจัดการอย่างดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอ

การขอรับรองไม้ในที่ดินเอกชน

เพื่อให้การเคลื่อนย้ายไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้ หรือถ่านไม้จากที่ดินกรรมสิทธิ์เป็นไปอย่างสะดวก และเป็นการยืนยันแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการส่งออก เจ้าของที่ดินสามารถดำเนินการขอรับรองไม้ได้ 2 รูปแบบหลัก

1. การรับรองโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แบ่งออกเป็น 3 กรณีตามความประสงค์ในการใช้งาน

  • การขอหนังสือรับรองไม้ สำหรับการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ไม้ที่สามารถรับรองได้ คือไม้ที่ขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม้ต้องมีสภาพเป็นไม้ยืนต้น หรือไม้ท่อนที่ตัดแล้วแต่ยังไม่นำเคลื่อนที่ออกจากบริเวณตอ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยื่นคำขอได้ที่สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ ต่างจังหวัดยื่นคำขอได้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในท้องที่ ศูนย์ป่าไม้ในท้องที่ หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ในท้องที่
  • การขอหนังสือรับรอง สำหรับผลิตภัณฑ์ไม้และถ่านไม้เพื่อการค้า หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ได้แก่ ไม้ท่อน ไม้แปรรูป ไม้ล้อม ที่เป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง หรือมีหลักฐานแสดงว่าได้มาโดยถูกกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ไม้ต้องมีหลักฐานแสดงว่าได้มาโดยถูกกฎหมาย ถ่านไม้ต้องได้มาจากการเผา มีหลักฐานแสดงว่าได้มาโดยถูกกฎหมาย
    • สถานที่ยื่นคำขอ: กรุงเทพฯ ยื่นได้ที่สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ / ต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้, ศูนย์ป่าไม้ หรือหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ในท้องที่
  • การขึ้นทะเบียนสวนป่า ผู้ทำสวนป่าสามารถนำที่ดินมาขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าได้ เมื่อมีการตัดฟันไม้ออกจากสวนป่าและนำเคลื่อนย้ายจะได้มีเอกสารหลักฐานเพื่อใช้กำกับควบคุมไม้ โดยกรมป่าไม้มีระบบสวนป่าออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวก ประชาชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองได้ที่นี่

2. การรับรองด้วยตนเอง ประชาชนสามารถจัดทำหนังสือรับรองตนเองเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุว่าไม้ดังกล่าวมาจากที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของตนเอง ทั้งนี้ต้องมีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านลงนามเป็นพยานในเอกสารด้วย

ประโยชน์ของการรับรองไม้

  • เพื่อประโยชน์ในการจำแนกแหล่งที่มาที่ถูกต้องของไม้
  • เพื่อความสะดวกในการนำไม้เคลื่อนที่จากที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน
  • เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้และถ่านไม้ในสถานการณ์ป่าไม้ในปัจจุบัน
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

การตัดหรือโค่นไม้ในที่ดินเอกชน

  1. กรณีไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นส่วนป่า สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นบนที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม สามารถตัดไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
  2. กรณีขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า จะต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยยื่นคำขอ สป.12 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการตัดหรือโค่น สป.13 ภายในวันที่รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ต้องออกไปตรวจสอบจำนวน ชนิดไม้ ตามที่แจ้งตัดหรือโค่น ก่อนรายงานผล ซึ่งผู้ทำสวนป่าต้องเก็บรักษาหนังสือรับรองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ตั้งแต่วันที่นำไม้เคลื่อนออกจากสวนป่า การเคลื่อนย้ายไม้จะต้องมีหนังสือ สป.15 และเจ้าหน้าที่รับรองถูกต้องกำกับไม้ท่อน ไม้แปรรูป ไม้ประดิษฐ์ก่อนจะนำเคลื่อนที่ และต้องมีรอยตราตี ตอก ประทับหรือแสดงความเป็นเจ้าของ และต้องทำสำเนา สป.15 มอบให้แก่ผู้รับโอนหรือผู้นำเคลื่อนที่ทุกครั้งที่มีการจำหน่าย หรือเคลื่อนไปยังสถานที่ค้า

การนำไม้เคลื่อนที่จากที่ดินเอกชน

กรณีขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า

  • ผู้ทำสวนป่า ต้องการนำไม้ท่อน ไม้แปรรูปหรือสิ่งประดิษฐ์ เคลื่อนที่ออกจากสวนป่า ต้องออกหนังสือแสดงบัญชีรายการไม้ที่ได้มาจาก การทำสวนป่า (สป.15) ตลอดจนสำเนาหรือภาพถ่ายหนังสือรับรอง การแจ้งที่พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองถูกต้องกำกับท่อนไม้ ไม้แปรรูป หรือสิ่งประดิษฐ์ ที่จะนำเคลื่อน และต้องมีรอยตราตี ตอก ประทับหรือแสดงการเป็นเจ้าของ
  • ผู้ค้า ต้องการนำไม้ท่อน ไม้แปรรูป หรือไม้ประดิษฐ์ ที่นำเคลื่อนที่ออกจากสวนป่าแล้วต้องออกหนังสือแสดงบัญชีรายการไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า (สป.15) ตลอดจนสำเนาหรือภาพถ่ายหนังสือรับรอง การแจ้งที่พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองถูกต้อง มอบให้แก่ผู้รับโอนหรือผู้นำเคลื่อนที่ทุกครั้งที่มีการจำหน่ายหรือนำเคลื่อนที่ไปจากสถานที่ครอบครองเพื่อการค้า

***กรณีผู้ค้าไม้นำเคลื่อนที่ออกจากสวนป่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ (โรงเลื่อย) หรือผู้รับอนุญาตทำการแปรรูปไม้ให้ออกหนังสือกำกับไม้แปรรูปหรือใบเบิกทางมอบให้แก้ผู้รับโอน หรือผู้นำเคลื่อนที่จากสถานที่ที่ได้รับอนุญาต***

การแปรรูป

การแปรรูปไม้เพื่อใช้สอยส่วนตัวในที่ดินเอกชนที่มีกรรมสิทธิ์สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ทั้งนี้ต้องทำไม้ด้วยแรงงานคน แต่หากมีการแปรรูปไม้เป็นอาชีพหรือมีเครื่องจักร ต้องขออนุญาต

สามารถยื่นคำขอแปรรูปได้ที่

กรณีอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ ส่วนอนุญาตอุตสาหกรรมไม้ กองการอนุญาต กรมป่าไม้ โทร. 02-561-4292-3 ต่อ 5201-5203

กรณีอยู่ในต่างจังหวัด สามารถยื่นคำขอได้ที่ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ขายที่ไหน

สามารถตรวจสอบแหล่งรับซื้อ หรือประกาศขายไม้ได้ที่ : https://site-matching.forest.go.th/mills.php

ขอบคุณอ้างอิง : สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ กรมป่าไม้ / บ้านและสวน

Related Posts