Featured เกษตรรอบด้าน

เวียดนามทุ่มงบวิจัยกาแฟด้วยเทคโนโลยี AI เร่งปรับปรุงสายพันธุ์ ผลิตต้นกล้า เฝ้าระวังโรคแมลง จนถึงการแปรรูปกาแฟ

ประเทศเวียดนาม :  คณะกรรมการประชาชนจังหวัดเกียลาย (Gia Lai) ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลพื้นที่ปลูกกาแฟ การคาดการณ์และเฝ้าระวังศัตรูพืชและโรคพืช รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการไร่กาแฟแบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตกาแฟ

โครงการสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านกาแฟด้วยเทคโนโลยี AI มูลค่าการลงทุนรวม 326 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) บนพื้นที่ขนาด 1.57 ล้านตารางเมตร ตั้งอยู่ในตำบลดั๊กดัว (Đak Đoa) สถาบันแห่งนี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การทดสอบสายพันธุ์กาแฟ การผลิตต้นกล้า และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงองค์ความรู้ทางเทคนิคให้แก่ภาคธุรกิจและเกษตรกร

ศูนย์วิจัยแห่งนี้จะดำเนินการประเมินสายพันธุ์และสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่ของกาแฟจำนวน 50–100 สายพันธุ์ต่อปี และผลิตต้นกล้ากาแฟจำนวน 1–5 ล้านต้นต่อปี นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการของสถาบันจะมีความสามารถในการวิเคราะห์ตัวอย่างได้ปีละ 20,000–40,000 ตัวอย่าง ซึ่งครอบคลุมทั้งดิน น้ำ ใบกาแฟ เมล็ดกาแฟ ตัวอย่างจุลินทรีย์ และดัชนีชี้วัดคุณภาพผลิตภัณฑ์

ส่วนการวิจัยด้านการแปรรูปกาแฟ สถาบันจะดำเนินงานโรงงานแปรรูปต้นแบบที่มีกำลังการผลิตรองรับวัตถุดิบ 300–500 ตันต่อปี เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการวิจัย อีกทั้งยังประกอบด้วยโรงคั่วกาแฟและหน่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถรองรับกำลังการผลิตได้ 50–100 กิโลกรัมต่อวัน


นอกเหนือจากการวิจัยและการผลิตต้นกล้าแล้ว สถาบันยังมีเป้าหมายที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีและจัดการฝึกอบรมให้แก่ภาคธุรกิจและเกษตรกรจำนวน 2,000–5,000 รายต่อปี ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรฝึกอบรมทางเทคนิค และการสาธิตการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ การก่อสร้างและการติดตั้งอุปกรณ์มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2027 ตามด้วยการทดสอบระบบในไตรมาสที่ 3 ของปี 2028 และมีเป้าหมายที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2028

เกียลาย แหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าขนาดใหญ่

จังหวัดเกียลาย เป็นภูเขาสูงในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม เป็นแหล่งผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ ภูเขาหามรอง (ภูเขากรามมังกร) เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มีความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เหมาะสำหรับนักเดินป่าและผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ เมื่อยืนบนยอดเขาจะพบกับทัศนียภาพอันงดงามแบบพาโนรามา มองเห็นไร่กาแฟ ยางพารา และชาที่แผ่กว้างอยู่เบื้องล่าง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ดินแดนภูเขาแห่งนี้จะปกคลุมไปด้วยดอกกาแฟสีขาวโพลน 

จังหวัดเกียลาย เป็นภูเขาสูงในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม
ภูเขาหามรอง (ภูเขากรามมังกร)

ส่งออกกาแฟอันดับ 2 ของโลก

ปัจจุบันเวียดนามเป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับสองของโลกรองจากบราซิล โดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 8.3 เวียดนามมีแหล่งปลูกกาแฟสำคัญ อยู่บริเวณที่ราบสูงตอนกลาง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ 1. จังหวัดดัคลัก (Dak Lak): เมืองศูนย์กลางคือ Buon Ma Thuot ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงกาแฟของเวียดนาม และเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุด 2. จังหวัดเลิมด่ง (Lam Dong): มีเมืองศูนย์กลางคือ ดาลัด (Da Lat) โดดเด่นทั้งกาแฟโรบัสต้าและเป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูงจากที่สูง 3. จังหวัดเกียลาย (Gia Lai) มีพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าขนาดใหญ่ และเน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิต 4. จังหวัดดัคนง (Dak Nong): พื้นที่เพาะปลูกทางตอนใต้ที่ให้ผลผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพดี 5. จังหวัดคอนตุม (Kon Tum): พื้นที่ตอนเหนือสุดของที่ราบสูงตอนกลาง มีการปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าและอาราบิก้า

ข้อมูลสถิติจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 เวียดนามส่งออกกาแฟปริมาณราว 1.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 4.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 14.4 เนื่องจากราคาเฉลี่ยในการส่งออกปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4,435 ดอลลาร์ต่อตัน

เมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูงจากจังหวัดเซินลา (Sơn La) ทางตอนเหนือของเวียดนาม

ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ รองรับกฎระเบียบ EUDR

สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดรองรับกาแฟส่งออกของเวียดนามในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม (EVFTA) เนื่องจากกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังจะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในอีกไม่ถึง 6 เดือนข้างหน้า กำหนดให้ประเทศต่างๆ ต้องพิสูจน์ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าโดยใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่ครอบคลุมถึงระดับไร่เพาะปลูกกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกกาแฟของเวียดนามจึงเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมสร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้ข้อมูลการผลิตโปร่งใสเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดอียู

นาย Thái Như Hiệp ประธานบริษัท Vĩnh Hiệp และรองประธานสมาคมกาแฟและโกโก้แห่งเวียดนาม (Vicofa) กล่าวว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมนี้คือ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างแบรนด์กาแฟเวียดนามให้เป็นที่ยอมรับ ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนเชิงรุกเพื่อสร้างฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกของตนเองเพื่อรักษาโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป

ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างบริษัทต่างๆ ในอดีต เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการรับรองมาตรฐานได้หลายโครงการพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎระเบียบ EUDR ข้อมูลที่ซ้ำซ้อนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากไร่เพาะปลูกหรือปริมาณผลผลิตเดียวกันถูกรายงานโดยผู้ส่งออกหลายราย ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกที่แจ้งไว้สูงกว่าผลผลิตจริง

นาย Hiệp กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกรณีที่มีข้อมูลซ้ำซ้อนหรือความไม่สอดคล้องกันของการแจ้งข้อมูลจากพื้นที่เพาะปลูกเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยง ผู้ส่งออกจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลพื้นที่การผลิตทั้งหมดของตนเองเพื่อระบุรายการข้อมูลที่ซ้ำซ้อนและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง แทนที่จะพึ่งพาหน่วยงานออกใบรับรองเพียงอย่างเดียว เขาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลไกประสานงานเพื่อบริหารจัดการฐานข้อมูลพื้นที่การผลิต โดยการเปรียบเทียบและตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินงานในภูมิภาคเดียวกัน ก่อนที่กฎระเบียบ EUDR จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

Tô Xuân Phúc กรรมการผู้จัดการฝ่ายนโยบายป่าไม้ การค้า และการเงินขององค์กร Forest Trends กล่าวว่า กาแฟเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ข้อมูลระดับฟาร์มยังคงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยพื้นที่การผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดของประเทศ จำเป็นต้องมีการบูรณาการข้อมูลจากภาคธุรกิจและเกษตรกรเข้ากับฐานข้อมูลของภาครัฐ เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ปลูกกาแฟมีการทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้หรือไม่ และเพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยระบุกรณีที่อาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://vietnamnews.vn/economy/1785568/gia-lai-approves-ai-coffee-research-project.html

https://vietnamnews.vn/economy/1785357/coffee-exporters-enhance-traceability-ahead-of-eu-rules.html

Related Posts