ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์เกษตรกรต้องผ่านศึกหนักกับแมลงศัตรูพืชมาก่อนเสมอ คำถามคือ แล้วจะกำจัดแมลงอย่างไรให้ได้ผล โดยไม่ทิ้งสารพิษไว้ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม
คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. มองเห็นช่องว่างตรงนี้ เล่าว่า ปกติแล้วการอารักขาพืชจะพึ่งพาสารเคมีฆ่าแมลง น้ำส้มควันไม้ หรือการใช้แมลงกำจัดแมลง รวมถึงกาวดักแมลงแบบสังเคราะห์ที่ทำมาจากพอลิเมอร์ ซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืด มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีสารระเหยที่ไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย

“เมื่อมองเห็นผลเสียตรงนี้ เราเลยมองหาสิ่งใหม่ ที่จะทดแทนกาวดักแมลงสังเคราะห์ อาจจะเป็นอันตราย โดยมองไปถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ และไม่มีสารอันตรายตกลงไปถึงผู้ใช้หรือลงสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่เราทานเข้าไปด้วย”
จากแนวคิดดังกล่าว คุณกรรณิกา เล่าว่า จึงทำให้เกิดการทดลองผลิตกาวดักแมลงจากน้ำยางพารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Para TRAP โดยเลือกใช้ยางพาราแห้งเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ใช่น้ำยางสดหรือน้ำยางข้น เพราะหลังจากผ่านกระบวนการแล้ว น้ำยางสดและน้ำยางข้นยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ ส่วนยางพาราแห้งเป็นกระบวนการผลิตที่จะทำให้ได้กาวที่มีคุณภาพ

“สูตรการผลิตไม่ได้ซับซ้อน เพียงนำยางพาราแห้งผสมกับน้ำมันพืชในอัตราส่วน 1 : 3 และใช้เครื่องกวนขนมธรรมดา ในการผลิตก็เพียงพอแล้ว ต้นทุนเฉลี่ยต่อกิโลกรัมไม่เกิน 60-70 บาท ยังไม่รวมค่าแรงและกระบวนการผลิต ขึ้นอยู่กับราคายางพาราและน้ำมันพืชในตลาด”
โดยราคาจำหน่ายถือว่าคุ้มค่า เมื่อเทียบกับกาวดักแมลงทางการค้าทั่วไปที่ขนาด 400 กรัม ราคาเริ่มต้นที่ 200 บาทขึ้นไป โดยทีมวิจัยตั้งใจจะให้ราคาจำหน่ายของ Para TRAP อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือถูกกว่าท้องตลาด
ส่วนวิธีการใช้ คุณกรรณิกา บอกว่า นำกาวทาบนวัสดุสีเหลือง เพราะเป็นสีที่แมลงชอบเป็นพิเศษ แล้วติดตั้งในแปลงสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร หรือสูงกว่ายอดต้นพืชที่โตเต็มที่ เพื่อล่อแมลงให้บินมาติดกับดัก แค่ประมาณ 2 สัปดาห์ แมลงศัตรูพืชก็จะติดเต็มแผ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ยไฟ แมลงวันเจาะผล แมลงวันของหนอนชอนใบ หรือผีเสื้อกลางวันของหนอนคืบและหนอนใย Para TRAP ใช้ได้ครอบคลุมทั้งสวนผลไม้ สวนผัก และโรงเพาะเห็ด

สำหรับปริมาณการใช้ต่อพื้นที่ 1 ไร่ หากเป็นช่วงฤดูร้อน ฤดูฝน หรือช่วงที่แมลงระบาดหนัก ควรใช้ 60-80 กับดัก แต่ในช่วงหน้าหนาวที่แมลงน้อยลง อาจใช้เพียง 15-20 กับดักก็เพียงพอ นอกจากจะดักจับแมลงได้โดยตรงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดการระบาดของแมลงในพื้นที่ได้อีกด้วย ช่วยให้เกษตรกรรับมือได้ทันท่วงทีก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม
“จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ Para TRAP คือความปลอดภัยและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีสารพิษ เพราะผลิตจากน้ำมันพืชและยางพาราธรรมชาติล้วนๆ และในอนาคต ทีมวิจัยยังมองไปถึงการพัฒนาตัวแผ่นกับดักให้ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ”

ขณะนี้ Para TRAP อยู่ในระดับต้นแบบภาคสนามแล้ว และทีมวิจัยกำลังเสาะหาผู้รับอนุญาตใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรแปรรูป หรือ SME ที่สนใจนำนวัตกรรมนี้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ นับเป็นโอกาสดีที่ภาคเอกชนไทยจะได้หยิบงานวิจัยในประเทศ มาสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน
สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โทร. 02-564-6500 ต่อ 4782 (คุณกัณฐมณี กลกานนท์) E-mail: [email protected], [email protected]
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 2 พ.ค. 2026
