สวทช.
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่าย จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลิกฟื้นผืนดินสิงห์บุรี จากเศษชีวมวลสู่ทองคำดำแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 เพื่อผลักดันจังหวัดสิงห์บุรีเป็นเมืองนำร่อง Low Carbon (Sing Buri Sandbox) โดยได้รับเกียรติจาก นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้สนใจในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 100 คน โครงการนี้ดำเนินการโดย ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม และคณะนักวิจัย MTEC ภายใต้โครงการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิการผลิตไบโอชาร์ เพื่อจัดทำมาตรฐานคุณภาพและการกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวรในระดับอาเซียน โดยมุ่งแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาเศษวัสดุการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย และผักตบชวา ควบคู่ไปกับการแก้ไขวิกฤตดินเสื่อมโทรมที่มีอินทรียวัตถุต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรไทยกว่า 62% ภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีและกิจกรรมฝ
เห็ดป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดตะไค เห็ดถ่าน ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมขายได้ราคาดีอีกต่างหาก แต่ทุกวันนี้ เห็ดป่าตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แม้หลายภาคส่วนจะพยายามรณรงค์ให้มีการปลูกป่าทดแทน แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องใช้ระยะเวลานาน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงร่วมกับ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดป่ากินได้ร่วมกับกล้าไม้แก่เกษตรกร เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตเห็ดสำหรับบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งเพิ่มผลผลิตเห็ดในระบบป่าชุมชน เพื่อสร้างรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน ระหว่างวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเห็ดตระการ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี รู้จัก “ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์” ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้หลายคนมองหาอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มความมั่นคงให้ชีวิต “การเพาะเห็ด” เป็นหนึ่งในอาชีพที่น่าสนใจเพราะสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย (Food Safety) แล้ว การปลูกเห็ดกินเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันที่เห็นผลชัดเจนแล้ว เห็ดยังเป็นผักที่ขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี การเพาะเห็ด-ทำน้อยได้มาก คุณชาญยุทธ์ ภาณุทัต สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อาชีพการเพาะเห็ดเป็นหนึ่งในอาชีพที่น่าลงทุน เพราะการเพาะเห็ดเข้ากับแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (Green Product) ไม่ใช้สารเคมี เป็นอาหารที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การเพาะเห็ด ทำน้อยแต่ได้มาก ใช้เวลาดูแลสั้น ประมาณ 30-45 วัน แต่ได้ผลผลิตสูง ที่สำคัญเห็ดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี เกษตรกรมือใหม่สามารถคัดเลือกชนิดเห็ดที่มีความต้องการสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกันมาเพาะด้วยกันในเวลาเดียวกัน โดยสามารถดูแลรักษาไปพร้อมกันได้ มือใหม่ก็สามารถเพาะเห็ดได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูแล รดน้ำเช้า-เย็น ตรวจดูโรค แมลงเท่านั้น คุณชาญยุทธ์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดบ้านโรงงานผลิตพืชแนวตั้งและโรงเรือนอัจฉริยะ ในกิจกรรม “NSTDA x Press Interviews: นวัตกรรม Plant Factory โรงเรือนอัจฉริยะ ยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจมูลค่าสูง” ภายใต้แผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ในกลุ่มยุทธศาสตร์เร่งด่วน (Pre-Battle) เรื่องการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อแสดงศักยภาพนวัตกรรมขั้นสูงในการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่สามารถกำหนดพฤติกรรมพืชให้สร้างสารสำคัญทางการแพทย์และพาณิชย์ได้ตามต้องการ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งประกาศความพร้อมของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนต้นน้ำ หนุนภาคเอกชนไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมย้ำ “เราไม่ได้ขายระบบโรงเรือน แต่เราเป็นเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยี” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญอยู่เสมอในการใช้พืชสมุนไพรแบบดั้งเดิม คือความไม่สม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญในแต่ละรอบการเก็บเกี่ยว ตลอดจนความเสี่ยงจ
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “Material Solutions for Low-Carbon Economy: นวัตกรรมวัสดุพร้อมเสิร์ฟ สำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ภายในงาน NSTDA Annual Conference 2026 หรือ NAC 2026 ว่า วันนี้ทีม MTEC สวทช. ไม่ได้ต้องการนำเสนอเพียง ‘งานวิจัย’ แต่ต้องการส่งต่อ ‘โอกาส’ ไปสู่ภาคการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยระบุว่า ปัจจุบันโจทย์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง ‘ราคา’ หรือ ‘คุณภาพสินค้า’ เท่านั้น แต่ตลาดโลกเริ่มตั้งคำถามถึงที่มาของสินค้า ว่ากระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนเท่าไร ผลิตที่ใด สามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันความถูกต้องได้มากน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างประเด็นที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวไว้ว่า โลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์เกษตรกรต้องผ่านศึกหนักกับแมลงศัตรูพืชมาก่อนเสมอ คำถามคือ แล้วจะกำจัดแมลงอย่างไรให้ได้ผล โดยไม่ทิ้งสารพิษไว้ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. มองเห็นช่องว่างตรงนี้ เล่าว่า ปกติแล้วการอารักขาพืชจะพึ่งพาสารเคมีฆ่าแมลง น้ำส้มควันไม้ หรือการใช้แมลงกำจัดแมลง รวมถึงกาวดักแมลงแบบสังเคราะห์ที่ทำมาจากพอลิเมอร์ ซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืด มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีสารระเหยที่ไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย “เมื่อมองเห็นผลเสียตรงนี้ เราเลยมองหาสิ่งใหม่ ที่จะทดแทนกาวดักแมลงสังเคราะห์ อาจจะเป็นอันตราย โดยมองไปถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ และไม่มีสารอันตรายตกลงไปถึงผู้ใช้หรือลงสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่เราทานเข้าไปด้วย” จากแนวคิดดังกล่าว คุณกรรณิกา เล่าว่า จึงทำให้เกิดการทดลองผลิตกาวดักแมลงจากน้ำยางพารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Para TRAP โดยเลือกใช้ยางพาราแห้งเป็นวัตถ
ปัญหาแมลงวันผลไม้ (Bactrocera dorsalis) ถือเป็นฝันร้ายของเกษตรกรไทยที่สร้างความเสียหายต่อผลไม้เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการส่งออก เนื่องจากมาตรการสุขอนามัยพืชที่เข้มงวด ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมี ที่อาจเกิดสารตกค้างและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในวันนี้ ไบโอเทค สวทช. ได้ปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการพัฒนานวัตกรรม “กับดักชีวภัณฑ์” ที่ใช้พลังของเชื้อราแมลงมาเป็นอาวุธลับในการควบคุมศัตรูพืชอย่างยั่งยืน นวัตกรรมนี้โดดเด่นด้วยกลยุทธ์ “ดักและปล่อย” ที่เปลี่ยนแมลงวันผลไม้ให้กลายเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อราสู่ประชากรแมลงในธรรมชาติ ช่วยควบคุมแมลงได้ทั้งในและนอกกับดักอย่างต่อเนื่อง โดยจากการทดสอบจริง ณ สวนสุขจรัล พบว่าสามารถลดจำนวนแมลงได้สูงถึง 91% และช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าสารเคมีได้มากกว่า 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับผลไม้ไทยสู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสร้างโอกาสทางการแข่งขันที่เหนือกว่าในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis เป็นศัตรูพืชสำคัญที่ส
ปัจจุบันแวดวงการเกษตรเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น การจัดเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก การดูแลพืชด้วยระบบอัตโนมัติ การใช้ AI วินิจฉัยโรคพืช แต่โดยส่วนใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังทำงานแยกจากกัน ทำให้ขาดบูรณาการและใช้ฐานข้อมูลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา AgriNEXT (อะกริเน็กซต์) แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลการเกษตรจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประมวลผลและวางแผนการทำเกษตรด้วย AI ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า AgriNEXT คือ โครงการวิจัยที่ต่อยอดจากผลงาน WiMaRC (Wireless sensor network for Management and Remote Control: WiMaRC) หรือไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ตัวอย่างข้อมูลที่จัดเก็บได้ เช่น อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ อุณหภูมิและควา
