“ปลูกน้อยแต่ขายได้ราคา” เปลี่ยนวิธีคิดเกษตรกร จากผลิตตามกระแส สู่การเข้าใจตลาด พร้อมใช้พลังออนไลน์และเครือข่ายเกษตรกร สร้างธุรกิจเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอย่างมีระบบ
การทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ แต่ยังต้องเข้าใจพฤติกรรมของเกษตรกร ช่องทางจำหน่าย และความต้องการของตลาดปลายทาง เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ดีอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงกับการผลิตและการขายของเกษตรกรได้

สำหรับ คุณปกรณ์ กลับดี เจ้าของธุรกิจเมล็ดพันธุ์น้ำเต้าปูปลา ที่มีประสบการณ์ในวงการเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ปี 2541 เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้ซื้อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์ ซึ่งเริ่มต้นจากยอดขายหลักหมื่นบาท ก่อนเติบโตเป็นหลักแสน และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด-19
เบื้องหลังการเติบโตไม่ได้มีเพียงการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังประกอบด้วยแนวคิดการบริหารองค์กรด้วยการสร้างทีมขายจากเกษตรกรตัวจริง การแบ่งกลุ่มสินค้าให้เหมาะกับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างชุมชนออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตร
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปพูดคุยกับ คุณปกรณ์ กลับดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีดส์เอ็กเพรส จำกัด ถึงเส้นทางธุรกิจเมล็ดพันธุ์น้ำเต้าปูปลา แนวคิดการทำตลาด และมุมมองการสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรในวันที่การแข่งขันทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป

จุดเริ่มต้นธุรกิจ จากประสบการณ์เกือบ 30 ปี สู่การบุกตลาดออนไลน์
คุณปกรณ์ เริ่มทำงานในวงการเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ปี 2541 รวมระยะเวลาเกือบ 30 ปี ก่อนจะเข้ามาดูแลการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในช่วงแรกยังไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากนัก
ต่อมาในปี 2563 คุณปกรณ์ ตัดสินใจแยกการทำงานออกมาดำเนินการที่บ้าน เพื่อช่วยลดความขัดแย้งระหว่างช่องทางการขายออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนที่สถานการณ์โควิด-19 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ
ในช่วงที่เกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อซื้อสินค้าและหาความรู้ด้านการเกษตร ยอดขายของธุรกิจเพิ่มขึ้นจากประมาณ 200,000–300,000 บาทต่อเดือน เป็นราว 700,000–1,000,000 บาทต่อเดือน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ช่องทางออนไลน์ เป็นมากกว่าพื้นที่ประชาสัมพันธ์สินค้า แต่ยังสามารถกลายเป็นช่องทางจำหน่ายหลัก หากผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง
บริหารธุรกิจแบบ Lean ใช้ทีมเล็ก แต่ทำงานได้คล่องตัว
หนึ่งในแนวทางที่คุณปกรณ์นำมาใช้ คือการบริหารองค์กรในรูปแบบ Lean โดยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนประจำและการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย มากกว่าการมีบุคลากรจำนวนมาก
ปัจจุบันสำนักงานมีพนักงานประจำประมาณ 3 คน ทำหน้าที่แพ็กสินค้า จัดส่งสินค้า และดูแลงานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ขณะที่งานขายไม่ได้พึ่งพาพนักงานประจำทั้งหมด แต่ใช้เครือข่ายผู้ขายอิสระหรือทีมขายฟรีแลนซ์เข้ามาช่วยขยายตลาด
ทีมขายดังกล่าวมีประมาณ 20 คน โดยคัดเลือกจากเกษตรกรตัวจริงและผู้ที่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ดี จุดสำคัญคือผู้ขายไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับคำสั่งซื้อ แต่ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคพืช วิธีแก้ปัญหา และแนวทางเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหมาะกับการเพาะปลูก
การมีทีมขายที่เข้าใจปัญหาของเกษตรกร ช่วยให้การสื่อสารกับลูกค้าเป็นไปอย่างตรงจุดมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถกระจายการดูแลลูกค้าได้ตลอดทั้งวัน โดยแบ่งรายได้ให้กับทีมขายตามรูปแบบที่ตกลงร่วมกัน แนวทางนี้ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนพนักงานประจำจำนวนมาก แต่สามารถสร้างเครือข่ายการขายที่ขยายตัวได้ตามความสามารถของทีมงาน

สร้างชุมชนออนไลน์ จากพื้นที่ให้ความรู้สู่ฐานลูกค้า
นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้ว คุณปกรณ์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่ม Facebook ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสอบถามปัญหาการเพาะปลูก
หนึ่งในกลุ่มที่ดำเนินการคือ “กลุ่มแตงกวา แตงร้าน ถั่ว เพื่อธุรกิจ” ซึ่งมีสมาชิกเกือบ 100,000 คน กลุ่มดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่โฆษณาสินค้า แต่ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืช การแก้ปัญหาโรคพืช และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร
เมื่อผู้ประกอบการสามารถสร้างพื้นที่ที่ให้ประโยชน์แก่สมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าจึงไม่ได้จบลงที่การซื้อขายสินค้าเพียงครั้งเดียว แต่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นชุมชนที่มีการสื่อสารและซื้อขายกันอย่างต่อเนื่อง

เข้าใจความแตกต่างของพื้นที่ คัดสรรเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับตลาด
การทำตลาดเมล็ดพันธุ์ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเข้าใจว่าความต้องการของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคไม่ได้เหมือนกัน ทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อม รูปแบบการจำหน่าย และพฤติกรรมของผู้บริโภค
คุณปกรณ์ จึงพัฒนาเมล็ดพันธุ์แตงกวาและแตงร้านมากกว่า 12 สายพันธุ์ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่
ในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลาดมีความต้องการแตงกวาที่มีผิวสีเขียวเข้ม เนื้อหนา และมีความกรอบ เนื่องจากผลผลิตบางส่วนต้องนำไปจำหน่ายในตลาดนัด และต้องสามารถวางจำหน่ายได้ประมาณ 3–5 วันโดยไม่เหี่ยวเร็ว
ส่วนพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก มีความต้องการแตงกวาที่มีสีเขียวปานกลางและมีความยาวประมาณ 12–13 เซนติเมตร ขณะที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารจำนวนมาก มีตลาดสำหรับแตงกวาขนาดเล็กหรือแตงจิ๋ว ความยาวประมาณ 10–11 เซนติเมตร และมีผิวสีขาว
แตงกวาลักษณะดังกล่าวเหมาะกับการนำไปหั่นเป็นแว่นเสิร์ฟคู่กับอาหาร หรือรับประทานสดแบบวันต่อวัน จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

“ขุนช้าง–ขุนแผน” สร้างความแตกต่าง ผ่านชื่อ และ สายพันธุ์
นอกจากแตงกวาและแตงร้านแล้ว ธุรกิจยังมีเมล็ดพันธุ์ถั่วฝักยาว 2 สายพันธุ์ ได้แก่ “ขุนแผน” และ “ขุนช้าง” ซึ่งมีลักษณะและจุดขายแตกต่างกัน
สายพันธุ์ขุนแผนเป็นพันธุ์เนื้อเกษตร หรือพิจิตร 3 โดยคุณปกรณ์ ระบุว่า มีจุดเด่นด้านความทนทานต่อโรคไวรัสในระดับสูง ส่วนสายพันธุ์ขุนช้างเป็นพันธุ์เนื้อแท้ มีลักษณะฝักแข็ง กรอบ อร่อย และมีความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร
การเลือกใช้ชื่อ “ขุนแผน” และ “ขุนช้าง” เป็นการนำเรื่องราวที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมาประยุกต์ใช้กับการสร้างแบรนด์ เพื่อให้ชื่อสินค้าเกิดความสะดุดตาและจดจำได้ง่าย
คุณปกรณ์ ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาไม่กี่วินาทีแรกของการสื่อสารบนโลกออนไลน์ โดยมองว่าชื่อสินค้าและภาพลักษณ์ที่เข้าใจง่าย สามารถช่วยดึงความสนใจของลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออธิบายสินค้า
แนวคิดดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับการตั้งชื่อเมล็ดพันธุ์อื่นๆ โดยอาศัยชื่อจากวัฒนธรรมร่วมสมัย บุคคลที่เป็นกระแส หรือสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เพื่อทำให้สินค้าเข้าถึงง่ายและมีโอกาสถูกจดจำมากขึ้น

“ของแท้ต้องมีหนาม” เปลี่ยนคำแซวให้กลายเป็นจุดขาย
การสร้างแบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวิธีการสื่อสารจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจ
คุณปกรณ์ เคยพบว่าผู้บริโภคพูดถึงแตงกวาที่มีหนาม จึงนำประเด็นดังกล่าวมาพัฒนาเป็นข้อความสื่อสารว่า “ของแท้ต้องมีหนาม” โดยเชื่อมโยงลักษณะของหนามเข้ากับภาพจำเรื่องความสด ความกรอบ และความอร่อย จากประเด็นที่อาจเป็นเพียงคำแซวทั่วไป จึงถูกนำมาปรับใช้เป็นเอกลักษณ์ในการสื่อสารทางการตลาด ทำให้สินค้าเกิดความแตกต่างและสามารถสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคได้มากขึ้น

บริการหลังการขาย สร้างความสัมพันธ์ที่มากกว่าการซื้อสินค้า
สำหรับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดลงหลังจากขายสินค้า เพราะหากเกษตรกรประสบปัญหาจากสภาพอากาศ โรคพืช หรือภัยธรรมชาติ ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อในอนาคต
คุณปกรณ์ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าหลังการขาย โดยยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งมีการแจกเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรบางส่วนเพื่อช่วยให้สามารถกลับมาเริ่มต้นเพาะปลูกใหม่
แนวทางนี้สะท้อนว่า การทำธุรกิจเกษตรจำเป็นต้องมองลูกค้าในฐานะผู้ร่วมอยู่ในห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่เพียงผู้ซื้อสินค้า เพราะเมื่อเกษตรกรสามารถกลับมาผลิตและสร้างรายได้ ธุรกิจก็มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว

แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดด้วยแนวคิด “ปลูกน้อย แต่ขายได้ราคา”
ปัญหาสำคัญที่เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญ คือการปลูกพืชชนิดเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จนทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันและเกิดภาวะล้นตลาด เมื่ออุปทานมีจำนวนมาก เกษตรกรอาจถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และมีรายได้ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต
คุณปกรณ์ มองว่า แนวทางหนึ่งในการรับมือกับปัญหานี้ คือการปรับจากการปลูกจำนวนมากไปสู่การวางแผนผลิตให้เหมาะกับความต้องการของตลาด โดยใช้แนวคิด “ปลูกน้อยแต่ขายได้ราคา”
เกษตรกรอาจเลือกจำหน่ายผลผลิตโดยตรงให้กับผู้บริโภค หรือเจาะตลาดเฉพาะ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการผักคุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กลยุทธ์ “แทงสวน” ด้วยการเลือกปลูกพืชที่มีผู้ปลูกไม่มาก หรือพัฒนาระบบการผลิตแบบปลอดภัยในโรงเรือน เพื่อสร้างความแตกต่างและเข้าถึงตลาดพรีเมียม
การเลือกชนิดพืชและช่องทางจำหน่ายควรพิจารณาจากข้อมูลตลาดจริง ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการจัดการของเกษตรกรแต่ละราย ไม่ใช่เพียงการปลูกตามกระแสหรือคาดหวังราคาที่สูงในช่วงใดช่วงหนึ่ง

จากประสบการณ์ในวงการเมล็ดพันธุ์เกือบ 30 ปี คุณปกรณ์ เลือกนำความรู้และประสบการณ์มาต่อยอดด้วยการปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัล โดยผสานการขายออนไลน์ การสร้างเครือข่ายทีมขาย และการแบ่งตลาดตามความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
แม้ทุกวันนี้ รายได้หลักของบริษัท ซีดส์เอ็กเพรส จำกัด คือยอดขายเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยในปี 2569 นี้อยู่ที่ 15 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขยอดขาย แต่คือแนวคิดการทำธุรกิจที่พยายามเชื่อมโยงเมล็ดพันธุ์เข้ากับปัญหาจริงของเกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับตลาด การให้คำแนะนำด้านการเพาะปลูก ไปจนถึงการช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลราคาและช่องทางจำหน่าย
เพราะในวันที่การแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้วัดกันแค่สินค้าดีหรือราคาถูก ผู้ประกอบการที่เข้าใจทั้ง “คนปลูก” และ “ตลาดปลายทาง” ย่อมมีโอกาสพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
