Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

เกษตรกรเลย ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น พืชทำเงินเร็ว แค่ 33 วัน เก็บขายนานเป็นเดือน ผลผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

แม้ชื่อจะชวนให้เข้าใจว่าเป็นพืชท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้ว “แตงกวาญี่ปุ่น” มีถิ่นกำเนิดจากแถบเอเชียและแอฟริกา ก่อนที่ญี่ปุ่นจะนำมาพัฒนาสายพันธุ์จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ และไร้รสขม จึงตอบโจทย์เมนูอาหารหลากหลาย โดยเฉพาะสายสุขภาพ ซึ่งความนิยมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศต้นทาง แต่ยังขยายอิทธิพลมาถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันในไทยมีการส่งเสริมให้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่กลับพบปัญหาว่า ผลผลิตยังคงขาดตลาดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ คำถามคือ เหตุผลที่ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขายนั้น มาจากยอดขายที่พุ่งสูงเพียงอย่างเดียว หรือมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลและผลผลิตต่อไร่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย

คุณแต๊ก-ศุภฤกษ์ บุญประสพ เกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น

คุณแต๊ก-ศุภฤกษ์ บุญประสพ เกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตัดสินใจทิ้งอาชีพเซลล์ในเมืองกรุง กลับบ้านเกิดมารับช่วงต่อทำสวนแก้วมังกรกับครอบครัว จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงเข้ามาส่งเสริมการปลูกองุ่น เขาจึงเข้าไปอบรมหาความรู้ พร้อมตรวจสอบจนแน่ใจว่าน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและรวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรเพื่อปลูกองุ่นขายในเวลาต่อมา

แต่ด้วยความที่องุ่นให้ผลผลิตเพียงปีละ 2 ครั้ง ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จนกระทั่งทีมส่งเสริมแนะนำ “แตงกวาญี่ปุ่น” พืชที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องปลูกในโรงเรือนขนาดใหญ่และมิดชิดยิ่งกว่าโรงเรือนองุ่น หลังจากปรึกษาหารือกันในกลุ่ม ทุกคนจึงตัดสินใจทดลองปลูกแตงกวาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน


จุดเด่นสำคัญของแตงกวาญี่ปุ่นคือ เป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี ทำเงินไว สร้างรายได้ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือราคาไม่เคยตก ผลผลิตไม่เคยล้นตลาด และเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่ตลาดเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาเกษตรกรเอง

ในด้านรสชาติ แตงกวาญี่ปุ่นมีความโดดเด่นเฉพาะตัวเรื่องความกรอบและหวานธรรมชาติ ต่างจากแตงกวาทั่วไปตรงที่ แม้จะนำไปผัดจนสุก เนื้อสัมผัสก็ยังคงความกรอบอร่อย ไม่นิ่มเละ ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้ยังมีผู้ปลูกพืชชนิดนี้น้อย ข้อแรกคือ ต้นทุน เพราะจำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงเรือน  ข้อต่อมาคือ ความประณีต แม้จะไม่ใช่งานหนัก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและพิถีพิถันสูงมาก นับตั้งแต่การนำกาบมะพร้าวมาล้างให้สะอาดก่อนบรรจุลงถุงปลูกคุณภาพดี การเจาะรูระบุตำแหน่งน้ำทิ้งเอง การวางระบบน้ำและปุ๋ย ไปจนถึงการวงลวดและจัดทรงเพื่อให้ต้นแตงกวาเลื้อยขึ้นอย่างสมบูรณ์

เปิดเทคนิคปลูก “แตงกวาญี่ปุ่น”
พืชทำเงินรายวันของเกษตรกรด่านซ้าย
ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

พี่แต๊กเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันที่สวนจะเลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไว้ 3 สายพันธุ์หลัก ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป เริ่มจาก สายพันธุ์ JP1  ผลผลิตดก ทรงสวย แต่ข้อเสียคืออ่อนแอต่อโรค เหมาะสำหรับปลูกใน ฤดูหนาว เป็นหลัก และใช้ปลูกร่วมใน ฤดูร้อน

สายพันธุ์ต่อมาคือ JP2 สายพันธุ์นี้ทนโรคได้ดี แต่แขนงเยอะทำให้ต้องคอยตัดแต่งอยู่เรื่อยๆ ส่วนผลผลิตและรูปทรงอยู่ในระดับปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกใน ฤดูร้อน

และสายพันธุ์สุดท้ายคือ โกโบริ แม้จะให้ผลผลิตน้อยกว่าพันธุ์อื่น แต่ยกให้เป็นที่สุดเรื่องความทนโรค เหมาะสำหรับปลูกในฤดูฝน

ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกปลูกให้เหมาะสมกับแต่ละฤดูกาล โดยในช่วง ฤดูหนาว จะเน้นปลูกสายพันธุ์ JP1 เป็นหลัก พอเข้าสู่ ฤดูร้อน ก็จะปรับมาใช้ JP1 ปลูกควบคู่ไปกับ JP2 ส่วนใน ฤดูฝน ซึ่งมีฝนตกชุกและมักเจอวิกฤตโรคราน้ำค้างเล่นงาน ก็จะสลับมาปลูกสายพันธุ์โกโบริทันที เพราะเป็นพันธุ์ที่อึดและทนโรคได้ดีที่สุดในบรรดา 3 สายพันธุ์นี้

ซึ่งนอกจากการที่ต้องเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศแต่ละฤดูแล้ว พี่แต๊กเน้นย้ำว่า สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือการสำรวจตัวเองว่าชอบงานสไตล์นี้หรือไม่ เพราะการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นต้องอาศัย ความประณีตสูง ต้องเก็บผลผลิตทุกวัน และต้องให้น้ำวันละ 2 รอบ นั่นแปลว่าช่วงที่พืชกำลังให้ผลผลิต เกษตรกรแทบไม่มีเวลาออกไปไหน หากใครมีงานหลายอย่างหรือต้องออกสังคมบ่อย อาจยังไม่เหมาะกับพืชชนิดนี้

ขณะเดียวกันเรื่องของสภาพอากาศและชัยภูมิ ก็มีผลอย่างมาก พื้นที่ปลูกควรมีอุณหภูมิปานกลาง ไม่ร้อนหรือหนาวจัด (ประมาณ 27–35 องศาเซลเซียส) มีลมพัดผ่านสะดวก อากาศโปร่ง หากได้พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400–900 เมตรจะดีมาก แต่หากปลูกในพื้นที่ราบก็สามารถทำได้ โดยใช้วิธีปรับระบบโรงเรือน เช่น ติดพัดลมดูดอากาศช่วยระบายความร้อน

เทคนิคการเตรียมโรงเรือนไม้ไผ่ ลดต้นทุน คุ้มค่า

สำหรับการเตรียมโรงเรือน ของที่สวนใช้ขนาดมาตรฐานประมาณ 23×24 เมตร สามารถย่อ-ขยายได้ตามขนาดพื้นที่ โดยใช้โมเดลต้นแบบจาก “โครงการหลวงแม่” ทรงหมาแหงน โครงสร้างทำจาก ไม้ไผ่ หลังคาคลุมพลาสติก และรอบด้านคลุมด้วยมุ้งกันแมลง

ซึ่งข้อดีของการใช้ไม้ไผ่คือ ประหยัดต้นทุนและยืดหยุ่นสูง สร้างครั้งหนึ่งใช้งานได้นานราว 3 ปี โดยหากพื้นที่เดิมมีความลาดเอียงอยู่แล้ว สามารถสร้างตามพื้นที่ได้เลย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ราบ ต้องปรับระดับเสาให้ข้างหน้าสูง-ข้างหลังต่ำ เพื่อช่วยเรื่องการระบายน้ำ

ขั้นตอนการเตรียมวัสดุปลูกและเพาะกล้า เมื่อเตรียมโครงสร้างเสร็จแล้ว จะเริ่มจัดวางถุงปลูกขนาด 7×13 นิ้ว พร้อมติดตั้งระบบน้ำหยดและระบบปุ๋ยให้เรียบร้อย โดยมีขั้นตอนรายละเอียดดังนี้

การเตรียมวัสดุปลูก ใช้กาบมะพร้าวสับเป็นหลัก เน้นความสะอาดเป็นสำคัญ โดยนำมาแช่น้ำล้างสารแทนนินออก บางแห่งอาจเปิดน้ำล้างทุกวันนาน 1 สัปดาห์ แต่สำหรับที่ฟาร์มจะแช่น้ำทิ้งไว้รวมประมาณ 15 วันก่อนนำมาใช้ จากนั้นจัดวางถุงปลูกให้มีระยะห่างต่อถุงประมาณ 45 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด ทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก และคุ้มค่าพื้นที่โรงเรือน

ขั้นตอนการเพาะกล้า ใช้เวลา 7 วัน เริ่มจากนำเมล็ดไปแช่น้ำอุ่น 6–8 ชั่วโมง แล้วนำมาห่อผ้าชุบน้ำ บ่มไว้ในกระติกหรือกระปุกปิดมิดชิดอีก 12 ชั่วโมง จากนั้นย้ายเมล็ดลงถาดเพาะกล้า รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเป็นเวลา 7 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงถุงปลูกต่อไป

ระบบน้ำ ปุ๋ยสูตรเฉพาะ และการรับมือโรคแมลง

การดูแลรักษามีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องโภชนาการพืชและการป้องกันโรค การให้น้ำและปุ๋ย ปล่อยปุ๋ยละลายผสมไปกับระบบน้ำหยดวันละ 2 รอบ (เช้า-บ่าย) ปรับปริมาณตามขนาดการเติบโตของต้น โดยเลือกใช้ ปุ๋ยสูตร A-B ที่คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทำให้แตงกวาญี่ปุ่นของที่นี่มีรสชาติหวาน กรอบ เอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

การป้องกันโรคและแมลงตามฤดูกาล ที่สวนเน้นวิธี “ป้องกันก่อนเกิดโรค” โดยเริ่มฉีดพ่นสารป้องกันตั้งแต่ 3 วันแรกที่ย้ายลงถุงปลูก

ฤดูร้อน  มักพบเพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาว หนอน และราแป้ง

ฤดูฝน มักพบโรครากเน่าโคนเน่า หนอน ราน้ำค้าง และโรคเหี่ยวเขียว

ฤดูหนาว เป็นช่วงที่ปลูกง่ายที่สุดสำหรับพื้นที่นี้ พบโรครบกวนเพียงเล็กน้อย

ผลผลิตที่ตลาดต้องการ และรอบการเก็บเกี่ยว แตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชอายุสั้น หลังย้ายกล้าลงถุงปลูกใช้เวลาเพียง 33 วัน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ และสามารถเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้ยาวนานอีกประมาณ 1 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแล บางแปลงเก็บได้ 20 วัน แต่บางแปลงที่ดูแลดีสามารถตัดได้นานถึง 60 วัน เมื่อหมดรอบการเก็บเกี่ยว จะทำการล้างทำความสะอาดโรงเรือนเพื่อเตรียมปลูกรอบถัดไปทันที

ลักษณะผลผลิตเกรดตลาดต้องการ 1.รูปทรงยาวตรง สวยงาม ความยาวประมาณ 18–28 เซนติเมตร 2.น้ำหนักต่อลูกประมาณ 150–250 กรัม (หรือประมาณ 5 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม) 3.ผิวสีเขียวเข้ม สม่ำเสมอ ไม่มีรอยด่างขาวหรือด่างเหลือง

ปริมาณผลผลิตและรายได้ตลอดปี ปริมาณผลผลิตจะผันแปรตามสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล

ฤดูฝน (ทำยากที่สุด) เก็บผลผลิตได้ราว 100 กิโลกรัมต่อวัน (เฉลี่ยประมาณ 2 ตันต่อรอบ) ทำรายได้ประมาณ 50,000 บาทต่อรอบ

ฤดูร้อน (ปานกลาง) เก็บผลผลิตได้ราว 200–300 กิโลกรัมต่อวัน ทำรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อรอบ

ฤดูหนาว (ให้ผลผลิตสูงสุด) เก็บผลผลิตได้สูงถึง 300–400 กิโลกรัมต่อวัน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อรอบ

รายได้จากแตงกวาญี่ปุ่นจึงเปรียบเสมือนรายได้รายวัน ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัว ในขณะที่ทางสวนยังมีพืชระยะยาวอย่างเงาะ แมคคาเดเมีย ทุเรียน และพริกไทย ช่วยสร้างรายได้หลักเป็นรายปี

โมเดลตลาดนำการผลิต
ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

พี่แต๊กบอกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ การมีตลาดรองรับตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก โดยที่สวนส่งผลผลิตให้แก่บริษัทรับซื้อเพียงเจ้าเดียวมาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน พร้อมการ ประกันราคาอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัมตลอดทั้งปี

แม้จะมีลูกค้ารายอื่นติดต่อเข้ามาขอซื้อเพิ่มเติม แต่ผลผลิตก็ยังไม่พอขาย แม้จะมีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายมีสมาชิก 22 ราย ซึ่งเน้นวิธีเพิ่มจำนวนโรงเรือนเป็นคนละ 2 โรงเรือน ทำให้เฉพาะในหมู่บ้านมีโรงเรือนรวมกันถึง 32 โรงเรือน และขยายไปยังหมู่บ้านข้างเคียงอีก 16 โรงเรือน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแตงกวาญี่ปุ่นยังคงเติบโตได้อีกไกล และสามารถสร้างอาชีพให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน

และสิ่งที่อยากเน้นย้ำที่สุดคือ “การรวมกลุ่ม” เพราะการปลูกอยู่เพียงเจ้าเดียว วันไหนผลผลิตหมดก็คือหมด ผู้ซื้อก็จำเป็นต้องวิ่งไปหาผลผลิตจากที่อื่น ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ แต่หากเรารวมกลุ่มกันให้ได้สัก 3–4 คน ไม่ต้องเป็นกลุ่มใหญ่ แล้ววางแผนสลับกันปลูกเพื่อส่งผลผลิตให้คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาไปวิ่งหาของที่ไหนไกล จบที่กลุ่มเราได้เลย ซึ่งช่วยมัดใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน ต่างจากการลุยปลูกคนเดียวที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องการตลาดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่ เริ่มต้นยังไงดี

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเริ่มต้นปลูกแตงกวาญี่ปุ่น พี่แต๊กฝากข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกคือ โรงเรือน และสิ่งสำคัญอันดับสองคือจริตของตัวเราเอง ต้องถามตัวเองให้ชัดว่าชอบงานที่ประณีตละเอียดยิบแบบนี้ไหม เพราะถ้าฝืนทำ ผลงานก็อาจจะออกมาไม่ดี

“จริงๆ แล้วแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเกษตรกรเป็นหลัก ส่วนเรื่ององค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่มีใจรักและมีทุนรอนอยู่บ้าง เพราะการเริ่มต้นย่อมต้องมีการลงทุน แต่หากปลูกได้สำเร็จ บอกได้เลยว่า อนาคตทางการตลาดสดใสมาก ตลาดยังไปได้อีกไกล ขอเพียงทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ เรื่องการตลาดก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย” พี่แต็กกล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก : แต๊ก ศุภฤกษ์ บุญประสพ

Related Posts