สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหรือแปดริ้ว ซึ่งถือเป็นพื้นที่เลี้ยงไก่ไข่สำคัญของประเทศ และครั้งนี้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังนานกว่า 7 วัน ทำให้ฟาร์มไก่ไข่ขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ฟาร์มขนาดเล็กบางส่วนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวไก่ แต่ยังลุกลามไปถึงปริมาณไข่ที่ออกสู่ตลาด และรายได้ของเกษตรกรในช่วงที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง
คุณมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับรายงานจากสำนักงานปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดฉะเชิงเทราพบว่า มีไก่ไข่ยืนกรงได้รับความเสียหายรวมกว่า 3 ล้านตัว และยังมีไก่ไข่รุ่นที่อยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิต เสียหายอีกประมาณ 500,000-600,000 ตัว ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูฟาร์มและนำไก่รุ่นใหม่เข้ามาทดแทน

“ความเสียหายที่เกิดขึ้นที่แปดริ้ว ทำให้ไข่หายไปวันละ 2 ล้านกว่าฟอง จากที่ผมสอบถามเกษตรกรที่เสียหาย เขาก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร บางรายยังมีพ่อแม่พันธุ์อยู่ แต่บางรายหมดแล้วไม่เหลือเลย ตอนนี้กำลังขอนำเข้าอยู่ พร้อมทั้งเร่งฟื้นสภาพฟาร์มให้กลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เมื่อผลผลิตจากพื้นที่สำคัญหายไปจำนวนมาก ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในฟาร์ม แต่เชื่อมโยงไปถึงตลาดทั้งระบบ เพราะไข่ที่เคยออกจากฟาร์มทุกวันลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังมีอยู่ตามปกติ การกระจายไข่จากแหล่งผลิตอื่นจึงต้องเข้ามาช่วยชดเชย และทำให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์
อีกเรื่องที่กำลังเป็นภาระของผู้เลี้ยงไก่ไข่ คือต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพราะในแต่ละวันเกษตรกรต้องใช้รถขนทั้งอาหารสัตว์เข้าสู่ฟาร์มและขนไข่ไก่ออกจากฟาร์ม แม้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในช่วงนี้ยังไม่ได้ปรับขึ้น แต่ต้นทุนที่เพิ่มจากการขนส่งก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกษตรกรต้องรับภาระเอง
คุณมาโนช กล่าวอีกว่า เรื่องราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่ แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปถึงต้นทุนสินค้าแทบทุกชนิด เพราะเมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ผู้ประกอบการในแต่ละช่วงของห่วงโซ่ก็ต้องรับภาระเพิ่มตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมที่บางเส้นทางไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ ทำให้รถต้องเปลี่ยนเส้นทางและใช้ระยะทางไกลขึ้น

“ผมเองก็พยายามสื่อสารไปถึงหน่วยงานราชการของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน ผมมองว่าถ้าเป็นใจเขาใจเรา เราต้องเข้าใจพ่อค้า ตอนนี้แทบหมดอาชีพเลย พอไปรับซื้อไข่จากฟาร์มที่เสียหาย เขาไม่รู้จะหาไข่ที่ไหน ก็ต้องวิ่งหาไข่ ขณะที่ราชการก็มาขอความร่วมมือว่า อย่าพยายามไปขายคนอื่น ให้รักษาตลาดของตัวเองไว้”
สำหรับราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มในช่วงนี้ เกษตรกรยังพยายามรักษาระดับไว้ที่ประมาณฟองละ 4 บาท สำหรับไข่ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 60 กรัมขึ้นไป เพื่อให้ตลาดยังเดินต่อได้ ขณะที่ไข่ขนาดเล็กน้ำหนักต่ำกว่า 60 กรัม ราคาจะลดหลั่นลงมาตามขนาดและคุณภาพ ส่วนการกระจายไข่ไปยังตลาด เมื่อผ่านผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ราคาย่อมมีต้นทุนเพิ่มเติมตามระยะทาง และค่าใช้จ่ายในการขนส่งของแต่ละราย
ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้ประสานและขอความร่วมมือจากผู้ค้ากลุ่มต่างๆ เพื่อให้การกระจายไข่ไก่เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ในมุมของสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ คุณมาโนชมองว่าผู้ค้าก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นกัน จึงควรมองปัญหาทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะราคาที่ปลายทาง เพราะเมื่อปริมาณไข่ลดลง ผู้ค้าก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการหาไข่มาส่งให้ลูกค้า
“พูดง่ายๆ ว่าไข่ไก่ 100 ฟอง พ่อค้าเคยกำไร 10-20 สตางค์ต่อฟอง แต่เมื่อไข่ไก่ลดลงมาเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ จะให้พ่อค้าได้กำไรเท่าเดิมได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วม รถต้องวิ่งอ้อมหนีน้ำ จุดนี้เราต้องเข้าใจพ่อค้าคนกลางด้วย แต่ถ้าบวกราคามากเกินไปก็ไม่ดี”

ส่วนทางด้านตลาดส่งออกนั้น นายมาโนช ระบุว่า ปริมาณไข่ไก่ที่ส่งออกไปต่างประเทศเมื่อเทียบกับผลผลิตทั้งหมดยังมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ดังนั้น ตลาดหลักของไข่ไก่ไทยยังคงเป็นตลาดภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังพยายามรักษาปริมาณไข่ไว้สำหรับผู้บริโภคในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีการส่งออกก็ปรับแผนการจำหน่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อไม่ให้การส่งออกกระทบต่อปริมาณไข่ในตลาดภายในประเทศมากเกินไป
คุณมาโนช กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคาขายไข่ไก่ แต่เป็นความเร็วในการฟื้นตัวของฟาร์มที่ได้รับความเสียหาย เพราะการสูญเสียไก่ไข่หลายล้านตัวไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำไก่ชุดใหม่เข้ามาทดแทนและกลับมาได้ทันที เกษตรกรต้องใช้ทั้งเงินทุน เวลาในการฟื้นฟูโรงเรือน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า รวมถึงการจัดหาไก่พันธุ์และวัตถุดิบต่างๆ กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง
“ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ปกติ ราคาขายหน้าฟาร์มเราเอง ก็ยังตึงไว้ที่ 4 บาท สำหรับไข่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 60 กรัมขึ้นไป ส่วนน้ำหนักต่ำกว่า 60 กรัม ราคาก็จะลดลงมา มี 3 บาทบ้าง ไม่ถึง 4 บาท เพราะฉะนั้นหลังน้ำลดลง ก็อยากให้ทางภาครัฐเข้ามาช่วยผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้กลับมาประกอบกิจการของตัวเองได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลังหรือภาษี ตลอดไปจนถึงเรื่องสายพันธุ์ไก่ ที่จะนำมาเลี้ยงในฟาร์มต่อไปหลังผ่านภัยพิบัติ” คุณมาโนชกล่าว
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
