Exclusive Featured

เปิดสูตรเลี้ยงชันโรงบน “เกาะช้าง” ใช้ป่าดิบชื้นฟื้นรัง สร้างน้ำหวานมูลค่าสูง

การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเลี้ยง หรือปลูกสิ่งที่มีราคาดีในตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติ และค้นหาว่าสภาพแวดล้อมแบบใดเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการเลี้ยงหรือปลูก เพราะเมื่อเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิต และเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาชีพและมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรได้ เช่นเดียวกับการเลี้ยง “ชันโรง” บน “เกาะช้าง” จังหวัดตราด ที่ได้นำความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามาเป็นส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเลี้ยงแมลงผสมเกสรชนิดนี้ให้เติบโตตามธรรมชาติ

คุณต้น – ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ เจ้าของนิรามิสสุข เกษตรกรจังหวัดตราด เป็นอีกหนึ่งท่านที่นำประสบการณ์จากการทำสวนผลไม้มาต่อยอดสู่การเลี้ยงชันโรง โดยเริ่มจากการทดลองเลี้ยงหลายสายพันธุ์ ก่อนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรังและเรียนรู้ว่า แม้ชันโรงจะเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร แต่การนำมาเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมด้วย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณต้นเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ จนพบว่าผืนป่าบนเกาะช้าง อาจเป็นคำตอบสำคัญของการเลี้ยงชันโรงให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

จากรังทรุดโทรมสู่รังฟื้นตัว! 

ค้นพบพื้นที่เลี้ยงชันโรงบน “เกาะช้าง” 


คุณต้น เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงชันโรงบนเกาะช้าง เกิดจากการทดลองและสังเกตพฤติกรรมของชันโรงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกคุณต้นนำชันโรงหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์จากภาคใต้ มาเลี้ยงในสวนผลไม้ของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่ารังบางส่วนมีสภาพทรุดโทรมลง จึงเริ่มตั้งคำถามว่าสภาพแวดล้อมเดิม อาจไม่เหมาะสมกับชันโรงบางสายพันธุ์หรือไม่

หลังจากปรึกษาคนรู้จัก คุณต้นจึงทดลองนำรังชันโรงขึ้นไปวางไว้บนพื้นที่สูงบนเกาะช้าง เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของรังและดูว่าธรรมชาติของพื้นที่แห่งนี้ จะช่วยให้ชันโรงฟื้นตัวได้หรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นทำให้เริ่มเห็นโอกาสใหม่ในการเลี้ยงชันโรง

“หลังจากที่นำรังชันโรงไปวางไว้ที่เกาะช้างได้ 2 อาทิตย์ รังชันโรงจากที่เคยจะแย่ มันสามารถฟื้นขึ้นมาได้ เพราะพื้นที่บนเกาะช้างค่อนข้างดีมากเลยครับ จากนั้นก็ได้เอาทุกสายพันธุ์มาเลี้ยง ปรากฏว่าสามารถอยู่ได้ เพราะพื้นที่ที่นำไปเลี้ยงสภาพคล้ายเป็นป่าดิบชื้นเหมือนภาคใต้ ก็เลยเชิญชวนเพื่อนๆ มาดู ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เลี้ยงชันโรงบนเกาะช้าง”

จากการทดลองครั้งนั้น คุณต้นจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะสภาพป่าที่มีความชื้นและแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชันโรง แทนที่จะมุ่งเพิ่มจำนวนรังเพียงอย่างเดียว คุณต้นเลือกทำความเข้าใจธรรมชาติของแมลงชนิดนี้ก่อน เพื่อให้การเลี้ยงดำเนินไปอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในระยะยาว

เลือก 3 สาย พันธุ์ชันโรงเลี้ยงกลางป่า

ใช้แหล่งอาหารธรรมชาติ 

สำหรับสายพันธุ์ที่คุณต้นให้ความสำคัญในการเลี้ยงบนเกาะช้าง ได้แก่ ชันโรงสายพันธุ์ปากแตร อีตาม่า และปากหมู โดยเลือกพื้นที่บนเขาซึ่งมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับป่าดิบชื้น และต้องเดินเท้าขึ้นไปยังบริเวณที่วางรัง เนื่องจากเส้นทางมีความลาดชันจนรถกระบะทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

เมื่อจัดวางรังไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ชันโรงจะบินออกไปหาอาหารตามแหล่งดอกไม้และพืชพรรณในป่าได้ด้วยตัวเอง ทำให้คุณต้นไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้เพิ่มเพื่อเป็นแหล่งอาหารโดยเฉพาะ เพราะผืนป่ามีพืชหลายชนิดที่ออกดอกแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ช่วยให้ชันโรงมีทางเลือกในการหาอาหารจากธรรมชาติ

“การเลี้ยงชันโรงไม่ได้หมายถึงการนำรังไปวางไว้ในพื้นที่ใดก็ได้ แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของชันโรง สภาพแวดล้อม และแหล่งอาหารในบริเวณนั้นด้วย หากเลือกพื้นที่ได้เหมาะสม ก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่มากเกินความจำเป็น” 

เลี้ยงชันโรง 2 ไร่ บนเกาะช้าง 

ผ่านมาตรฐาน GAP 

คุณต้น เล่าต่ออีกว่า พื้นที่ที่ซื้อไว้บนเกาะช้างมีประมาณ 11 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 2 ไร่ สำหรับเลี้ยงชันโรง ปัจจุบันมีรังเลี้ยงอยู่ 2 ลักษณะ คือ รังขอนไม้ธรรมชาติและรังแบบกล่อง ซึ่งแต่ละรูปแบบมีลักษณะการจัดการแตกต่างกัน การเลือกใช้จึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับพื้นที่และการดูแลรังเป็นสำคัญ

นอกจากการเลือกพื้นที่และรูปแบบรังแล้ว การจัดการฟาร์มให้มีข้อมูลชัดเจนก็เป็นอีกเรื่องที่คุณต้นให้ความสำคัญ โดยฟาร์มได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งการดำเนินงานต้องมีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

“พื้นที่ที่ผมไปซื้อไว้บนเกาะช้างมีประมาณ 11 ไร่ แบ่งมาเลี้ยงชันโรงอยู่ประมาณ 2 ไร่กว่าๆ ซึ่งที่ฟาร์มได้รับรองผ่านมาตรฐาน GAP เรียบร้อยแล้วครับ การที่จะผ่านได้ เราก็ต้องเก็บข้อมูลให้เรียบร้อย”

สำหรับการบันทึกข้อมูล คุณต้นจัดทำแบบฟอร์มสำหรับใช้เก็บรายละเอียดต่างๆ จากนั้นจึงบันทึกผ่านโทรศัพท์มือถือและจัดเก็บข้อมูลไว้บนระบบคลาวด์ ช่วยให้ค้นหาและนำข้อมูลกลับมาใช้ได้สะดวกขึ้น ลดความยุ่งยากในการจัดเก็บเอกสาร และทำให้การบริหารจัดการฟาร์มมีความเป็นระบบมากกว่าเดิม

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มความสะดวกในการทำงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการเลี้ยงชันโรงให้มีมาตรฐาน เพราะข้อมูลที่บันทึกไว้อย่างต่อเนื่องสามารถนำมาใช้ประกอบการวางแผน และตรวจสอบการดำเนินงานได้ในอนาคต

เผยเคล็ดลับดูแลชันโรง 

พักรังหน้าฝน เก็บน้ำหวานปีละ 2 รอบ

แม้พื้นที่บนเกาะช้างจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเลี้ยงชันโรง แต่การดูแลรังก็ยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอ คุณต้นจะขึ้นไปตรวจดูความเรียบร้อยประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันมดและศัตรูอื่นๆ ที่อาจเข้ามารบกวนรัง

ช่วงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งคุณต้นเลือกพักรังและงดเก็บน้ำหวาน เพื่อให้ชันโรงดำรงชีวิตและดูแลรังต่อไปตามวงจรธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงเข้าไปตรวจสอบสภาพรังเป็นระยะ ไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแล

ส่วนการเก็บน้ำหวานจะพิจารณาจากช่วงเวลาที่เหมาะสม คุณต้น เล่าว่า จะอาศัยการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และการออกดอกของพืชในป่าเป็นปัจจัยประกอบ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนและฤดูหนาว ดอกไม้ป่าจะเริ่มทยอยออกดอกในช่วงเดือนมกราคมจึงเก็บน้ำหวานครั้งแรก 

“การเก็บน้ำหวานชันโรง ผมจะเลือกเก็บช่วงที่ดีที่สุด พอช่วงที่จะหมดฝนจะเข้าช่วงหน้าหนาว ดอกไม้ป่าก็จะเริ่มบานช่วงมกราคมมาให้เห็นรุ่นแรกๆ หลังจากนั้นผมก็จะเริ่มเก็บน้ำหวาน จากนั้นก็จะพักรังครับ แล้วไปเก็บน้ำหวานอีกครั้งช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงที่แล้งสุด พอเข้าเดือนพฤษภาคมก็จะจบไม่เก็บแล้ว เท่ากับว่า 1 ปี ผมจะเก็บอยู่ประมาณ 2 รอบครับ”

แนวทางการเก็บผลผลิตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเลี้ยงชันโรงต้องวางแผนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่เร่งเก็บผลผลิตให้ได้มากที่สุดในทุกช่วงเวลา เพราะการพักรังและการเลือกเก็บในช่วงที่เหมาะสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการฟาร์มที่มุ่งรักษาความสมบูรณ์ของรังควบคู่ไปกับการสร้างรายได้

ใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ทำความเข้าใจ

ความชื้นที่เหมาะกับชันโรง

นอกเหนือจากการสังเกตสภาพรังด้วยตัวเอง คุณต้นยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อม โดยใช้แอปพลิเคชัน Farm Climate ซึ่งพัฒนาโดยสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม สำหรับตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศในพื้นที่ ทำให้สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของเกาะช้าง โดยเฉพาะสภาพฝนและความชื้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจจัดการรังได้

จากการติดตามข้อมูลและประสบการณ์ที่พบในพื้นที่ คุณต้นมองว่าความชื้นสัมพัทธ์เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมภายในรัง หากพื้นที่มีความเหมาะสม ก็อาจเอื้อต่อการดำรงชีวิตและการขยายพันธุ์ของชันโรง แต่หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม รังอาจแห้งจนส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

“การเลี้ยงชันโรงไม่ใช่ว่าเราจะเอารังไปตั้งตรงไหนก็ได้ เพราะความชื้นสัมพัทธ์ก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน ช่วยส่งผลต่ออุณหภูมิในรัง ทำให้เลชินและยางของชันโรงเอง ก็มีประสิทธิภาพต่อการขยายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถ้วยน้ำหวาน การขยายตัวอ่อน แต่ถ้าความชื้นไม่ได้รังชันโรงจะแห้งมาก”

น้ำหวานชันโรงเกาะช้างมูลค่าสูง 

ต่อยอดสู่สินค้าเอกลักษณ์เกาะช้าง

เมื่อมีการจัดการรังและเลือกช่วงเก็บผลผลิตอย่างเหมาะสม คุณต้น บอกว่า น้ำหวานชันโรงจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าให้กับฟาร์มได้ โดยผลผลิตที่ผ่านกระบวนการบ่มในระบบปิดไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนบรรจุขวดจำหน่ายไซซ์ขนาด 200 มิลลิลิตร ราคา 1,600 บาท และขนาด 500 มิลลิลิตร ราคา 2,500 บาท

ขณะเดียวกัน คุณต้นยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาชันโรงให้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจชุมชน โดยเกาะช้างมีสภาพป่าที่หลากหลาย ทั้งป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าชายเลน ป่าชายหาด และป่าหญ้า ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน ในอนาคตจึงสนใจต่อยอดการเลี้ยงชันโรงโดยให้ความสำคัญกับป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าชายเลน พร้อมวางแผนชวนชาวบ้านในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับเอกลักษณ์ของเกาะช้าง

“ในอนาคตเราไม่ได้มองว่า จะขายผลผลิตชันโรงเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการส่งเสริมท่องเที่ยว เอารังชันโรงไปตั้งบริเวณร้านกาแฟ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือลูกค้าที่มากินกาแฟ ได้มาชมรังชันโรงในพื้นที่ และเก็บผลผลิตมาเป็นวัตถุดิบของร้านได้ เราพยายามคิดให้หลากหลายมิติ เพื่อที่จะให้มีรายได้หลายทางที่ไม่ได้เกิดจากการขายน้ำหวานเพียงอย่างเดียว”

แนวคิดนี้เป็นการมองหาโอกาสสร้างรายได้ จากทรัพยากรเดียวให้เกิดประโยชน์ได้หลายทาง ทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การเรียนรู้ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หากพัฒนาได้อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและชุมชน โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงชันโรง

ท้ายที่สุด จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาชีพเกษตรของนิรามิสสุข ไม่จำเป็นต้องมาจากการนำเทคโนโลยีราคาแพง หรือการลงทุนจำนวนมากเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการสังเกตปัญหา ทดลองหาทางแก้ไข และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เมื่อผสานความเข้าใจธรรมชาติเข้ากับการจัดการฟาร์มที่มีมาตรฐาน และการมองหาโอกาสทางธุรกิจในหลายมิติ การเลี้ยงชันโรงก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมกับเพิ่มคุณค่าให้กับทรัพยากรและชุมชนในพื้นที่ได้ในระยะยาว

หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณต้น – ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ เจ้าของนิรามิสสุข เลขที่ 38/3 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด หมายเลขโทรศัพท์ 099-459-9895 

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ 

Related Posts