ถ้าพูดถึง ‘นม’ ทุกคนนึกถึงแบรนด์ไหนกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนอาจจะนึกถึงนมของต่างประเทศก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า นมต่างประเทศดื่มแล้วหอมกว่า รสชาติมันนุ่มละมุน มีกลิ่นอายและรสสัมผัสที่สนุก มีนวัตกรรมให้เลือกหลากหลาย หรือบางคนก็ชอบเพราะ ‘สตอรี่’ เรื่องราวฟาร์มในฝันของต่างแดน
ในทางกลับกัน หลายคนมักจะมองข้ามนมไทยไป ด้วยภาพจำเดิมๆ ที่คิดว่านมไทยรสชาติธรรมดา แพ็กเกจจิ้งไม่ดึงดูด
วันนี้นมไทยเปลี่ยนไปแล้ว เพราะยุคนี้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไม่ได้มองเกษตรกรเป็นแค่ผู้ส่งวัตถุดิบ แต่หันมาจับมือร่วมเดินทางไปพร้อมกับเกษตรกร ในรูปแบบโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ยกระดับฟาร์มดั้งเดิมสู่ฟาร์มก้าวหน้า ที่ดูแลตั้งแต่สารอาหารของแม่วัว การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการส่งต่อรสชาติแท้ๆ ที่บริสุทธิ์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค
ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘เรื่องการเลี้ยง ปล่อยให้เป็นหน้าที่และความใส่ใจของเกษตรกรไทย…ส่วนเรื่องการบอกเล่าเรื่องราวนมดีๆ มีคุณภาพนี้ ให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการอย่างพวกเราเอง’
คุณมิว-พาณิภัค คุณวโรตม์ Founder & Managing Director NYŪ (NYŪ Thai Fine Dairy) แบรนด์นมสดและกรีกโยเกิร์ตพรีเมียมสัญชาติไทย ที่ชูโรงด้วยคอนเซ็ปต์ “Single Origin, Single Breed 100 เปอร์เซ็นต์”

จากดีกรีการโรงแรมสวิส สู่ผู้ปั้น NYŪ
แบรนด์นมและกรีกโยเกิร์ตพรีเมียมไทย
คุณมิวเล่าให้ฟังว่า เธอเรียนจบด้านบริหารจัดการโรงแรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศไทย ในตอนแรกคุณมิวไม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับนมโดยตรง แต่เริ่มจากการทำขนมหวาน ซึ่งเมนูที่ทำบ่อยมากคือ ‘พานาคอตต้า’ เป็นขนมที่มีน้ำนมเป็นส่วนประกอบหลัก
ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ จากตอนที่คุณมิวทำพานาคอตต้ารสชาติหนึ่ง คือ ‘เลมอนเคิร์ดกรีกโยเกิร์ตพานาคอตต้า’ มาประจวบเหมาะกับช่วงนั้นกระแสกรีกโยเกิร์ตกำลังมาแรงพอดี คุณมิวจึงลองแยกไลน์สินค้ากรีกโยเกิร์ตออกมาทำต่างหาก พอลองทำไปได้สักพัก ก็เริ่มจับทางได้ว่ากรีกโยเกิร์ตอาจจะเป็นสินค้าตามเทรนด์สุขภาพที่ผู้บริโภคไม่ได้ทานทุกวัน และกลุ่มตลาดอาจจะไม่กว้างเท่านมพาสเจอไรซ์
คุณมิวจึงกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘จะทำอย่างไรให้โมเดลธุรกิจของตัวเองเติบโตและอยู่รอดได้ในระยะยาว’ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณมิวตัดสินใจทำทั้งนมพาสเจอไรซ์และกรีกโยเกิร์ตควบคู่กันไป
แต่ในระหว่างทางก็มีโจทย์ใหม่ขึ้นมาอีกว่า ถ้าทำนมพาสเจอไรซ์ทั่วไปโดยรับน้ำนมดิบรวมจากหลายๆ แหล่ง สินค้าก็คงไม่มีความแตกต่างจากเจ้าอื่น และในอีกด้านพี่ๆ เกษตรกรเองก็อาจจะไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาผลผลิตเท่าที่ควร ประกอบกับนิสัยส่วนตัวของคุณมิวที่ชอบลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยอยู่แล้ว คุณมิวจึงเริ่มออกตามหาฟาร์มโคนม
โดยวิธีการหาฟาร์มของคุณมิวอาจจะดูยุคใหม่หน่อย คือการเสิร์ชหาตามกลุ่มเกษตรกรในเฟซบุ๊ก และทักไปพูดคุยกับพี่ๆ เกษตรกรหลายท่านมาก จนกระทั่งมาลงตัวที่ฟาร์มปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดี เพราะเกษตรกรเจ้าของฟาร์มท่านนี้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาผลผลิตอยู่แล้ว เขารู้อยู่แล้วว่าน้ำนมดิบของเขามีคุณภาพดีเยี่ยมขนาดไหน พอเราได้มาคุยกัน มันเลยคลิกกันง่ายมาก เพราะเรามีวิสัยทัศน์ตรงกัน
คุณมิวกับเกษตรกรจึงเริ่มแลกเปลี่ยนไอเดียกันว่า จะทำอย่างไรให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้ วิน-วิน ทุกฝ่าย ผู้บริโภคต้องได้สินค้าที่ดีที่สุด ในขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด และนั่นนำไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความยั่งยืน’
คุณมิวกล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนในแบบของแบรนด์ NYŪ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่มันหมายถึงความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เกษตรกรต้นทาง ผู้ประกอบการ พนักงานทุกคน รวมถึงตัวคุณมิวเอง ที่ต้องเติบโตและยั่งยืนไปด้วยกัน ผ่านการแบ่งปันและพัฒนาองค์ความรู้ในการทำฟาร์มร่วมกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น

NYŪ โมเดลธุรกิจนมพรีเมียมที่
‘ไม่มีฟาร์มเป็นของตัวเอง’
ย้ำแนวคิดเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร
คุณมิวถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจโคนมยุคใหม่ที่เปิดดำเนินการมากว่า 3 ปีไว้อย่างน่าสนใจว่า ผลิตภัณฑ์นมและกรีกโยเกิร์ตทั้งหมดของแบรนด์ ‘ไม่มีฟาร์มเลี้ยงวัวเป็นของตัวเองเลย’ ซึ่งนี่คือความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มในการสร้างความยั่งยืน ให้เกิดขึ้นทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
“ถ้าเราเลือกที่จะสร้างฟาร์มเอง ผลิตเองทั้งหมด สุดท้ายรายได้และความมั่งคั่งก็จะกระจุกอยู่แค่ที่เดียว แต่ถ้าเราเลือกที่จะจับมือกับเกษตรกร แล้วพากันสร้างผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ เราจะสามารถดึงเกษตรกรรายอื่นๆ เข้ามาร่วมขบวนได้อีกมากมาย มันคือการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน และยกระดับสังคมไทย ทั้งในแง่ของรายได้ ศักยภาพ ตลอดจนกรอบความคิด ที่จะพัฒนาไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน”
ซึ่งจากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร คุณมิวได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 มิติใหญ่ๆ คือ ปัญหาภายในตัวเกษตรกรเอง และปัญหาระดับค่านิยมของสังคม
ในมิติแรก เกษตรกรไทยส่วนใหญ่รู้ดีว่าตัวเองมีน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ แต่กลับติดปัญหาที่ไม่รู้ว่าจะสื่อสารหรือนำเสนอสินค้าออกไปสู่มือผู้บริโภคอย่างไร หรือจะสื่อสารต่ออย่างไรให้คนเชื่อว่าดี หรือจะเล่าเรื่องราว Story ของนมนี้อย่างไรให้ทัชใจผู้บริโภค ตรงนี้คือจุดที่เกษตรกรขาดโอกาส เพราะในแต่ละวัน อาชีพคนเลี้ยงวัวเป็นงานที่ไม่มีวันหยุด ต้องตื่นมารีดนมวันละ 2 ครั้ง และมีภารกิจในฟาร์มมากมาย เพราะลำพังแค่ดูแลวัวก็แทบไม่มีเวลาแล้ว จะให้พวกเขามานั่งคิดเรื่องการตลาด หรือการสร้างแบรนด์อีก ก็คงจะหนักหนาเกินไป
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ผู้ประกอบการ หรือกลุ่ม SME ถึงต้องเข้ามาจับคู่กับเกษตรกร เพื่อทำหน้าที่คิดกลยุทธ์ย้อนกลับ จากความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นำเสนอเรื่องราวและคุณค่าเบื้องหลังขวดนมที่ผู้บริโภคไม่เคยเห็น
ส่วนมิติที่สองคือ นมไทยมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนมต่างประเทศอันเนื่องมาจากค่านิยม สื่อ และการสื่อสารที่ไม่ทั่วถึง “คนทั่วไปเวลาเห็นนม ก็จะเห็นแค่เบื้องหน้าตอนที่มันบรรจุอยู่ในขวดสวยๆ เรียบร้อยแล้ว น้อยคนนักจะรู้ว่ากว่าจะได้นมมา 1 ขวด เบื้องหลังมันมีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้ว เราจะพูดเสมอว่า ‘ไม่มีน้ำนมของประเทศไหนที่ดีหรือแย่ไปกว่ากันหรอก’ เพราะอุณหภูมิ สภาพอากาศ และอาหาร ล้วนส่งผลต่อรสชาติและคุณสมบัติของน้ำนมทั้งสิ้น ยิ่งอากาศหนาว นมก็ยิ่งมีความหอมมันเข้มข้นเป็นธรรมดา การขาดการสื่อสารเชิงลึกในจุดนี้ ทำให้คนไทยบางกลุ่มอาจจะยังไม่ได้เชื่อมั่นในสินค้าไทยเท่าที่ควร ต่างจากในหลายๆ ประเทศที่มีการทำโซเชียลมีเดียถ่ายทอดวิถีชีวิตในฟาร์มอย่างจริงจัง จนสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ของเขาได้สำเร็จ”
อย่างไรก็ดี คุณมิวเน้นย้ำว่า จุดแข็งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของเกษตรกรโคนมไทย คือ ‘ความสุขและความตั้งใจในการเลี้ยงวัว’ เกษตรกรไทยมีความยืดหยุ่น ปรับตัวเก่ง และพร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำสินค้าที่ดีอยู่ตลอดเวลา
“ในฐานะผู้ประกอบการ แบรนด์ NYŪ สื่อสารด้วยประโยคสั้นๆ เสมอว่า ‘นมไทยมีดี’ เราอยากให้ผู้บริโภคได้เห็นความหลากหลายของสายพันธุ์วัว และได้รู้ว่านมแต่ละจังหวัดรสชาติต่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน เบื้องหน้าที่ดูเหมือนง่ายแค่รีดนมแล้วมาใส่ขวด แท้จริงแล้วเบื้องหลังมีความตั้งใจและความพิถีพิถันของเกษตรกรซ่อนอยู่เสมอ มิวไม่ได้ต้องการพรีเซ็นต์ว่านมของเราดีกว่าใคร แต่เราอยากให้ผู้บริโภคหันมาเห็นคุณค่าและชื่นชมในสิ่งที่เกษตรกรตั้งใจทำมากยิ่งขึ้น”
ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ NYŪ เลือกใช้เพื่อเปลี่ยนทิศทาง และยกระดับภาพลักษณ์นมไทย คือ การให้ความสำคัญกับ บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ค่อนข้างสูง เพราะบรรจุภัณฑ์คือสิ่งแรกที่ปะทะสายตาผู้บริโภค การออกแบบให้มีความน่ารัก ทันสมัย น่าดื่ม จะช่วยเปิดใจให้ผู้คนหันมามองนมไทยในมุมใหม่ได้ง่ายขึ้น
การร่วมงานกับเกษตรกรที่มี ‘แนวคิดตรงกัน’ ช่วยให้ธุรกิจสำเร็จได้เร็วขึ้น
หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น คุณมิวเล่าว่าการทำงานในช่วงแรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถึงขั้นต้องเสียน้ำตาและร้องไห้ทุกวัน จนมีความคิดที่อยากจะล้มเลิกความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อก็คือ “เสียงตอบรับจากลูกค้า”
และอีกหนึ่งความโชคดีคือเราได้ร่วมงานกับฟาร์มเกษตรกรที่น่ารักและเปิดกว้าง ต่างฝ่ายต่างเปิดโอกาสให้รับฟังและนำเสนอไอเดียร่วมกัน จนกระทั่งเราสามารถหาจุดกึ่งกลางในการพูดคุย และทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจน จุดนี้เองที่ทำให้การสื่อสารระหว่างเรากับเกษตรกรกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก
ประกอบกับการที่ NYŪ มีกลุ่มลูกค้าที่น่ารัก คอยให้ข้อมูลสะท้อนกลับโดยตรง ทำให้เราสามารถนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรึกษาต่อกับเกษตรกรได้ทันที นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการทำวิจัย และการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการบันทึกและส่งข้อมูลกลับไปยังฟาร์ม
ยิ่งเมื่อผลผลิตของเราเป็น “นมจากแหล่งเดียว” (Single Origin) ยิ่งทำให้เราสามารถสืบค้นและตรวจสอบข้อมูล ได้ง่ายขึ้นอย่างมาก ว่านมในแต่ละรอบการผลิตมีคุณภาพเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้ผลิต หรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างในกระบวนการ
ฐานข้อมูลที่แน่นหนาเหล่านี้เองที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร เมื่อใดก็ตามที่ต้องมีการพูดคุยหรือปฏิเสธผลผลิต ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีหลักฐานที่จับต้องได้มาพูดคุยกันบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่การพูดลอยๆ ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันระหว่าง NYŪ กับเกษตรกรในปัจจุบันจึงไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเราขับเคลื่อนความสัมพันธ์และแก้ปัญหาร่วมกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และความจริง

กว่าจะได้น้ำนมดิบคุณภาพเยี่ยมมาทำ
นม NYŪ ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง
คุณมิวเล่าถึงความพิเศษและนิยามของแบรนด์ NYŪ ให้ฟังว่า NYŪ คือการปฏิวัติภาพจำของนมไทยผ่านจุดเด่น 3 ด้านหลักๆ ได้แก่
1. นมจากแม่วัวสายพันธุ์ Jersey (ราชินีแห่งนม) NYŪ ไม่ได้ใช้นมวัวสายพันธุ์ผสมทั่วไป แต่เลือกใช้น้ำนมดิบจากแม่วัวสายพันธุ์เจอร์ซีย์ (Jersey) ล้วนๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งวัวสายพันธุ์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งโคนม” เพราะน้ำนมที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง หอม ครีมมี่ และมีความหวานละมุนตามธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่ง
2. นมสดแบบมี “หน้าครีมนม” ความโดดเด่นที่สุดคือเป็นน้ำนมสดแท้ที่ไม่ผ่านการลดขนาดเม็ดไขมัน (Non-Homogenized) ทำให้น้ำนมดิบตามธรรมชาติเกิดเลเยอร์ “หน้าครีมนม” ลอยอยู่ด้านบนสุดเมื่อตั้งทิ้งไว้ ซึ่งหน้าครีมนมนี้จะมีความมัน นุ่ม และเข้มข้น ถือเป็นประสบการณ์การดื่มนมที่แปลกใหม่และหาได้ยากในตลาดนมทั่วไป
3. โมเดล Single Origin ส่งตรงจากฟาร์มมวกเหล็ก ตัวน้ำนมถูกส่งตรงจากฟาร์มเดี่ยว (Single Farm) ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการเติมนมผง ไม่แต่งกลิ่น และปราศจากสารเคมีปรุงแต่งใดๆ ทำให้ได้รสชาติแท้ๆ ของนมไทยระดับ Fine Dairy
ส่วนกระบวนการผลิตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนของการผลิต และส่วนของการขาย
1. ส่วนของการผลิต เริ่มต้นจากการดูแลชีวิตในฟาร์ม หัวใจสำคัญของ NYŪ คือความเข้าใจว่า “วัวคือสิ่งมีชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์” ปัจจัยรอบตัวส่งผลต่อคุณภาพน้ำนมทั้งหมด เราจึงร่วมมือกับเกษตรกรที่มีทักษะสูงและพร้อมพัฒนาในการจัดการฟาร์มอย่างละเอียด ดังนี้
การดูแลความเป็นอยู่และการกิน สภาพอากาศมีผลอย่างมากต่อปริมาณการกินของวัว เช่น ในหน้าร้อนวัวอาจจะกินน้อยลง ซึ่งส่งผลต่อสารอาหารในน้ำนม เราจึงต้องปรับสูตรอาหารให้เหมาะสมตามฤดูกาลและพฤติกรรมของวัว รวมถึงการออกแบบโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทสะดวก มีเบาะนอนได้มาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยให้วัวมีความสุขและไม่เครียด
การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพ เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยโดยการให้วัวสวม “ปลอกคออัจฉริยะ” เพื่อเก็บข้อมูลและติดตามพฤติกรรม ทำให้สามารถบันทึกประวัติได้ทันทีหากวัวตัวไหนไม่สบาย หรือมีความผิดปกติ ช่วยให้การบริหารจัดการฟาร์มแม่นยำและง่ายขึ้น
กระบวนการก่อนรีดนม ก่อนเริ่มรีดนมทุกครั้ง จะมีการสเปรย์น้ำเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย (Cooldown) และลดความเครียดของแม่วัว จากนั้นต้องทำความสะอาดเต้านมให้มั่นใจในเรื่องสุขอนามัย เพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
การคัดแยกประเภทน้ำนม ปัจจุบันเรามีนม 2 รูปแบบหลักๆ คือ
โฮมมิลค์ (Home Milk) หรือนมรวม เป็นน้ำนมดิบที่มาจากแม่วัวหลายสายพันธุ์ โดยเราจะทำการตรวจเช็กค่าวัดไขมัน (Fat) ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานอยู่เสมอ
นมเจอร์ซี่ (Jersey Milk) 100 เปอร์เซ็นต์ วัวพันธุ์เจอซี่จะเป็นวัวสีน้ำตาลที่ให้โคนมรสชาติอร่อยและเข้มข้นมาก สิ่งที่เราทำคือการแยกวัวพันธุ์นี้ออกจากฝูงใหญ่ เพื่อแยกคัดรีดน้ำนมต่างหาก ทำให้ได้น้ำนมเจอร์ซี่แท้ 100 เปอร์เซ็นต์
2. ส่วนของการผลิตสู่การจัดจำหน่าย กระบวนการในโรงงานและการส่งมอบ
หลังจากผ่านขั้นตอนการรีดนมที่แยกประเภทชัดเจนแล้ว (โดยในหนึ่งรอบการผลิตเราจะต้องทำการพาสเจอไรซ์แยกกัน 2 ครั้ง เพื่อให้ได้นมทั้ง 2 ประเภท) น้ำนมจะเข้าสู่กระบวนการถัดไป
เข้าสู่โรงงานพาสเจอไรซ์ น้ำนมดิบจะผ่านความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ความพิเศษของ NYŪ คือ “ไม่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนซ์” (Non-Homogenized) หรือการไม่ปั่นแตกเม็ดไขมันเพื่อเนื้อนมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ไม่มีการแยกครีม ไขมันตามธรรมชาติของนมยังคงอยู่ครบถ้วน
การันตีความบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ นม NYŪ ทุกล็อตผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่มีสารปฏิชีวนะตกค้าง และไม่มีการผสมนมผง เป็นน้ำนมแท้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์
เสน่ห์แห่งฤดูกาล เนื่องจากเราไม่ปรับแต่งโครงสร้างนม รสชาติของนมนิวในหน้าฝน หน้าหนาว และหน้าร้อน จึงมีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติและอาหารที่วัวกินในเวลานั้น ซึ่งตอนแรกกลุ่มลูกค้าอาจยังไม่เชื่อ แต่เมื่อได้ดื่มอย่างต่อเนื่อง ก็จะเริ่มสังเกตเห็นถึงเสน่ห์ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติข้อนี้
บรรจุขวดและส่งตรงความสดใหม่ เมื่อพาสเจอไรซ์เสร็จแล้วจะทำการบรรจุขวดทันที ในวันรุ่งขึ้นนมจะถูกขนส่งเข้าสู่ออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ และพร้อมส่งจำหน่ายถึงมือลูกค้าในวันถัดไปทันที จึงมั่นใจได้ว่านมนิวทุกขวดเป็นนมที่สดใหม่ส่งตรงจากฟาร์มอย่างแท้จริง
ปักหมุด ‘นมไทย’ สู่ Food Trip Destination
อนาคตที่ NYŪ และเกษตรกรจะก้าวไปพร้อมกัน
คุณมิวมองว่า การที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ คือสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ควรจะเป็น เพราะคำว่า “เติบโต” ในที่นี้ หากไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว ก็ต้องวัดกันที่การเติบโตทางศักยภาพและความคิด หรืออย่างน้อยคือการได้พัฒนาทักษะสมองให้เพิ่มขึ้น
“สำหรับแบรนด์ NYŪ เราไม่ได้คาดหวัง ว่าจะต้องยิ่งใหญ่ที่สุด หรือต้องสร้างรายได้เป็นพันล้าน แต่ดัชนีชี้วัดความเติบโตที่แท้จริงคือความสุขในฟาร์ม เกษตรกรรู้สึกว่าคุณค่าของเขาได้รับการยอมรับ และเราสามารถอยู่รอดไปด้วยกันได้ สิ่งนี้ต่างหากคือความยั่งยืนที่แท้จริง”
ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่หัวใจสำคัญคือ “คน” ถ้าคนเกิดการพัฒนา มีความตั้งใจ มีความรู้ และอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมรอบข้างก็จะดีขึ้นตามไปด้วย สังเกตได้จากเวลาเกิดอุปสรรค ทั้งฝั่งเราและฝั่งฟาร์มต่างไม่ได้คิดจะล้มเลิก แต่พร้อมที่จะช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนคำแนะนำซึ่งกันและกัน ยิ่งเจอสถานการณ์ยากๆ ฟาร์มก็เก่งขึ้น เราเองก็เก่งขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน การมุ่งมั่นผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งคุณมิวเน้นย้ำว่า “ราคาค่าน้ำนมที่เกษตรกรได้รับ ควรจะสอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารสัตว์ ค่ากระบวนการผลิต หรือค่าแรงงาน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนและดำเนินชีวิตของผู้คน
ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่สมดุล จึงต้องขับเคลื่อนแบบสองทาง คือ เกษตรกรตั้งใจผลิตน้ำนมดิบที่ดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม เมื่อพวกเขาได้รับสิ่งที่สมน้ำสมเนื้อ ก็จะมีแรงบันดาลใจในการส่งต่อผลผลิตที่ดีกลับมา กลายเป็นวงจรเชิงบวกที่ไม่มีวันแยกออกจากกันได้
ในอนาคต NYŪ อยากผลักดันให้นมไทยกลายเป็น “จุดหมายปลายทางด้านอาหาร” (Food Trip Destination) ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเมืองไทยแล้วต้องซื้อกลับไปเป็นของฝาก เพราะน้ำนมสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลายกว่าแค่การทำนมพาสเจอไรซ์หรือโยเกิร์ต และน้ำนมของแต่ละฟาร์มในแต่ละจังหวัดต่างก็มีเอกลักษณ์ รสชาติ รวมถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่เหมือนกัน นี่คือภาพอนาคตที่ NYŪ ตั้งใจขับเคลื่อน “อนาคตที่น้ำนมทุกหยดเต็มไปด้วยเรื่องราว ความใส่ใจ และความสำเร็จของเกษตรกรไทยที่พร้อมส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอย่างแท้จริง” คุณมิวกล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เพจ : NYU Thai Fine Dairy โทร. 088-685-1434
