Advertorial เกษตรยั่งยืน

เยาวชนไทย ผุดไอเดีย “Fangwork” แพลตฟอร์มซื้อขายฟางข้าว เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ชาวนา คว้าแชมป์ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3

ปัญหาการเผาฟางข้าวและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันการเผายังทำให้วัสดุทางการเกษตร ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การจัดการฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องแบกรับ แม้ฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการคลุมดิน เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ และผลิตปุ๋ยหมัก แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรบางส่วน ยังประสบปัญหาขาดช่องทางจำหน่าย ไม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้โดยตรง รวมถึงมีต้นทุนในการอัดก้อนและขนส่ง ส่งผลให้การเผากลายเป็นทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้หลังเก็บเกี่ยว

จากปัญหาดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Fangwork ไถ่ชีวิตฟางก่อนโดนเผา” นวัตกรรมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นโดยเยาวชนจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรผู้มีฟางข้าวเหลือใช้กับกลุ่มผู้ต้องการนำฟางไปใช้ประโยชน์ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินปริมาณฟาง คำนวณต้นทุน และจัดเก็บข้อมูลการจัดการฟางข้าวในพื้นที่เกษตรกรรม

แนวคิดดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน “Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3” ภายใต้โจทย์ “Resilient LAB : คิดเพื่อบ้านเรา” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนานวัตกรรมจากปัญหาจริงในชุมชน และต่อยอดสู่การทดลองใช้ในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

Green Mission by Chula x GULF จากไอเดียเยาวชน สู่นวัตกรรมเพื่อชุมชน


โครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โครงการเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากทั่วประเทศ ร่วมพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และทักษะการคิดแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง ภายใต้หัวข้อ “Resilient LAB : คิดเพื่อบ้านเรา” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Adaptation & Resilience) เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมองเห็นปัญหาใกล้ตัว วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

จุดเด่นของการแข่งขันปีนี้ คือการสนับสนุนทุนต่อยอดให้ 3 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกนำแนวคิดไปพัฒนาเป็นโครงการทดลองในพื้นที่จริง หรือ Sandbox Pilot Project เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่การคิดค้น การออกแบบ ไปจนถึงการทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้งาน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงคุณค่าของโครงการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ พลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนที่มุ่งพัฒนาชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน และศักยภาพของโครงงานที่สามารถต่อยอดไปสู่การปฏิบัติจริง โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

ขณะที่ นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า “สิ่งที่ผมประทับใจจาก Green Mission ในปีนี้ คือหลายไอเดียของน้อง ๆ เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว จากปัญหาที่เขาเห็นในบ้านหรือชุมชนของตัวเอง แล้วตั้งคำถามว่าเขาจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

“สำหรับ GULF เราอยากช่วยเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้ลองคิด ลองทำ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สำคัญ เราไม่อยากให้ไอเดียเหล่านี้จบลงหลังการแข่งขัน จึงสนับสนุนให้ทีมที่ได้รับรางวัล นำ Prototype ที่ได้นำเสนอ กลับไปทดลองทำจริงในพื้นที่ และค่อย ๆ พัฒนาต่อให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ครับ”

หนึ่งในผลงานที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ Fangwork ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมโล่เกียรติยศ ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 40,000 บาท จากการนำปัญหาการเผาฟางข้าวในภาคเกษตร มาต่อยอดเป็นแนวคิดนวัตกรรมที่เชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรกับโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน

จากปัญหาเผาฟางข้าว สู่แนวคิดสร้างตลาดให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

เบื้องหลังนวัตกรรม Fangwork เกิดจากความตั้งใจของเยาวชนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) ประกอบด้วย นายภาสวิชญ์ ฐิติถาวรวงศ์ นายพิชญุตม์ สืบสายพรหม และนายสิรภพ สงวนพันธุ์ โดยมี อาจารย์วชิราภรณ์ อัครอธิมาตร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ทีมเยาวชนมองเห็นว่าปัญหาการเผาฟางข้าว ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ การเข้าถึงตลาด และต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลที่ทีมใช้ประกอบการพัฒนาโครงการระบุว่า ฟางข้าวส่วนหนึ่งยังถูกเผาทิ้ง ขณะที่ปริมาณฟางที่เข้าสู่ระบบซื้อขายมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย อีกทั้งเกษตรกรบางรายยังเผชิญปัญหาการถูกกดราคารับซื้อ จากราคาประมาณ 40-50 บาทต่อก้อน เหลือเพียง 20 บาทต่อก้อน ทั้งนี้ ราคาซื้อขายจริงขึ้นอยู่กับคุณภาพฟาง ขนาดก้อน ระยะทาง และสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่

เมื่อฟางข้าวมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่าต้นทุนการจัดเก็บและขนส่ง เกษตรกรจึงอาจไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะนำฟางออกจากแปลงนา

ทีมเยาวชนจึงตั้งโจทย์ว่า หากสามารถสร้างระบบที่ช่วยให้ชาวนาเข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รู้ปริมาณฟางที่มีอยู่ และคำนวณต้นทุนการจำหน่ายได้อย่างชัดเจน จะสามารถเปลี่ยนฟางข้าวจากวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ พร้อมลดแรงจูงใจในการเผาได้หรือไม่

แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนา Fangwork แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อฟางข้าว โดยมุ่งแก้ปัญหาตั้งแต่การประเมินผลผลิต การกำหนดราคา ไปจนถึงการจัดการขนส่ง

Fangwork ใช้เทคโนโลยีเชื่อมตลาด เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกร

จุดเด่นของ Fangwork ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเพียงช่องทางประกาศซื้อขายฟางข้าว แต่ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล ที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของเกษตรกร ตั้งแต่การประเมินปริมาณฟางข้าวที่คาดว่าจะได้รับหลังเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนการอัดก้อนและขนส่ง

เริ่มจากระบบตลาดออนไลน์เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย โดยออกแบบให้เกษตรกรสามารถนำฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว มาประกาศขายผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการนำฟางไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม

แนวทางนี้ช่วยลดข้อจำกัดในการค้นหาตลาด และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางจำหน่ายแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

อีกหนึ่งจุดเด่นคือระบบประเมินปริมาณฟางข้าวล่วงหน้า ซึ่งมีการนำเครื่องมือแบบ Open Source มาช่วยประเมินปริมาณฟางข้าวที่คาดว่าจะได้รับจากพื้นที่เพาะปลูก โดยแสดงผลเป็นค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และค่าสูงสุด เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนจัดเก็บและจำหน่าย

นอกจากนี้ ยังมี ระบบคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าอัดฟางเป็นก้อน ค่าขนส่ง และค่าบริการ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินความคุ้มค่า ก่อนตัดสินใจขายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังออกแบบให้มี ระบบจัดเก็บข้อมูลการซื้อขายและการนำฟางข้าวไปใช้ประโยชน์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการติดตามการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และต่อยอดสู่การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ข้อมูลเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาระบบประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต หากสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์การรับรองและการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องได้

ในด้านรูปแบบธุรกิจ Fangwork วางแนวทางสร้างรายได้จากการจัดเก็บค่าคอมมิชชัน 7% ของมูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม โดยประเมินต้นทุนดำเนินงานในช่วงเริ่มต้น 2 เดือนแรกไว้ประมาณ 42,000 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับใช้ทดสอบความเป็นไปได้ทางธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาระบบ

หากสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้ตามเป้าหมาย ก็จะช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลประกอบการต่อรองราคา เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด และมีทางเลือกในการจัดการฟางข้าวนอกเหนือจากการเผาทิ้ง

Fangwork เปลี่ยนฟางข้าวเป็นโอกาส เชื่อมตลาดซื้อขาย สร้างมูลค่าให้ชุมชน

สิ่งที่ทำให้ Fangwork มีความน่าสนใจในมิติของนวัตกรรมชุมชน คือการมองฟางข้าวเป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับภาคเกษตรได้อีกครั้ง เพราะในความเป็นจริง ฟางข้าวไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้ปลูกข้าว แต่ยังเป็นวัตถุดิบที่มีความต้องการในภาคการผลิตอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น เกษตรกรผู้ปลูกผักสามารถนำฟางข้าวมาใช้คลุมแปลง เพื่อลดการระเหยของน้ำ ช่วยรักษาความชื้นในดิน และลดการเจริญเติบโตของวัชพืชบางชนิด ขณะที่ผู้เพาะเห็ดสามารถใช้ฟางเป็นวัสดุเพาะตามความเหมาะสมของชนิดเห็ดและกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ฟางข้าวยังสามารถนำไปใช้เป็นวัสดุรองพื้นในฟาร์มปศุสัตว์ เป็นวัตถุดิบผลิตปุ๋ยหมัก รวมถึงใช้ในกระบวนการแปรรูปของภาคอุตสาหกรรมบางประเภท การเชื่อมโยงผู้ขายกับผู้ซื้อในลักษณะนี้ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้วัสดุเหลือใช้จากแปลงนาหนึ่งแห่ง กลายเป็นทรัพยากรสำหรับการผลิตของอีกพื้นที่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือปริมาณฟางข้าวที่มีอยู่ในแต่ละฤดูกาล อาจมากกว่าความต้องการของตลาด Fangwork จึงวางแนวทางสำรวจความต้องการของผู้ซื้อในแต่ละพื้นที่เพื่อนำข้อมูลมาจับคู่กับแหล่งผลิตฟางข้าว โดยคำนึงถึงปริมาณสินค้าและระยะทางขนส่ง

หากสามารถพัฒนาระบบจับคู่ตลาดให้มีประสิทธิภาพได้ จะช่วยลดปัญหาฟางข้าวล้นพื้นที่ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

จากแนวคิดสู่พื้นที่นำร่องนครปฐม ทดลองโมเดลลดเผาฟางข้าวในชุมชน

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโครงการ คือการผลักดันนวัตกรรมจากแนวคิดในห้องเรียนไปสู่การทดลองใช้งานจริง ผ่านรูปแบบ Sandbox Pilot Project ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนทดสอบแนวทางแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมจริง ก่อนนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อ

สำหรับ Fangwork ทีมได้วางแผนทดลองระบบในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยข้อมูลโครงการระบุพื้นที่นำร่องประมาณ 15 ไร่ ครอบคลุมราว 20 แปลง และวางกรอบการดำเนินงานระยะแรกไว้ 2 เดือน

แนวทางดำเนินงานเริ่มจากการลงพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้นำชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง สำรวจปริมาณฟางข้าวและความต้องการของผู้ซื้อในพื้นที่ จากนั้นจึงนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อจับคู่การซื้อขาย พร้อมทดสอบกระบวนการประเมินปริมาณฟาง การคำนวณต้นทุน และการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม

ในช่วงเดือนแรก ทีมตั้งเป้าให้เกิดการซื้อขายประมาณ 20-30 รอบ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของระบบและศึกษาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างดำเนินงาน

ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลโครงการระบุเป้าหมายการลดฝุ่น PM 2.5 ประมาณ 390 กิโลกรัมในช่วงนำร่อง 2 เดือน รวมถึงการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ทีมเปรียบเทียบกับการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน 60 หลังตลอดหนึ่งปี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลตามแผนและการประเมินของทีม ซึ่งยังต้องตรวจสอบวิธีคำนวณและผลการดำเนินงานจริงก่อนสรุปเป็นผลสำเร็จของโครงการ

หัวใจสำคัญของการทดลอง จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการประเมินว่าเกษตรกร สามารถจำหน่ายฟางได้ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตามความต้องการหรือไม่ และระบบช่วยลดแรงจูงใจในการเผาฟางข้าวได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ การทดลองในพื้นที่จริงยังเป็นโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ข้อจำกัด ที่อาจไม่พบจากการออกแบบระบบในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยี ความต้องการของผู้ซื้อ ต้นทุนการขนส่ง และความร่วมมือของคนในชุมชน

ข้อมูลจากการทดลอง จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกร ก่อนพิจารณาขยายผลไปยังพื้นที่อื่น

จากนวัตกรรมเยาวชน สู่โอกาสสร้างชุมชนเกษตรที่รับมือโลกร้อนได้

แม้ Fangwork จะเริ่มต้นจากโจทย์การแก้ปัญหาการเผาฟางข้าว แต่แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคเกษตร อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน และนำองค์ความรู้นวัตกรรมเข้ามาช่วยจัดการให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมของภาคเกษตร การลดการเผาฟางข้าวไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่ยังเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้เสริม การลดความสูญเสียของวัสดุทางการเกษตร และการพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับชุมชน

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวสู่ระบบเกษตรกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

หาก Fangwork สามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพผ่านการทดลองจริง และพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้ให้บริการขนส่งได้ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยจัดการฟางข้าวในพื้นที่เกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม การขยายผลยังต้องอาศัยความร่วมมือของเกษตรกร ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ใช่เพียงสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัล แต่คือแนวทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในระยะยาว

Fangwork จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน มาเชื่อมโยงกับปัญหาของชุมชน ผ่านการสนับสนุนจาก GULF และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันแนวคิดจากห้องเรียนสู่การทดลองในพื้นที่จริง

จากฟางข้าวที่เคยถูกมองเป็นวัสดุเหลือทิ้ง หากมีระบบตลาดรองรับและสามารถจัดการต้นทุนได้อย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสเปลี่ยนเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดแรงจูงใจในการเผาฟางข้าว และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชนเกษตรที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

Related Posts