Exclusive Featured

เบื้องหลังความสำเร็จ Lemon Farm กับหัวใจเกษตรอินทรีย์ ที่เชื่อมคนปลูก–คนกินเข้าไว้ด้วยกัน

หากพูดถึงร้านที่ผู้บริโภคเชื่อใจเรื่องอาหารปลอดภัย ชื่อของ “Lemon Farm” มักถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เชื่อในคุณค่าของอาหารจากธรรมชาติ

คุณเล็ก – สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์

วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเล็ก – สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ เรื่องราวจึงไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการถอดบทเรียนจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่วันที่คำว่า “ออร์แกนิก” ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนถึงวันนี้ที่ Lemon Farm กลายเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนปลูกกับคนกินเข้าไว้ด้วยกัน

จากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้ครอบครัวและผู้คนรอบตัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย สู่การสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่วประเทศ Lemon Farm เติบโตด้วยความเชื่อ ความอดทน และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สั่งสม วันนี้จะพาทุกท่านไปสัมผัสแนวคิด ประสบการณ์ และหัวใจของการทำงาน ที่ยังคงยึดมั่นว่า “อาหารที่ดี” ต้องดีต่อทั้งคนกิน คนปลูก และผืนดินไปพร้อมกัน

จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น Lemon Farm ที่รู้จักในทุกวันนี้

คุณเล็กย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง Lemon Farm ว่า ในช่วงเวลานั้นคำว่า “ออร์แกนิก” ยังแทบไม่เป็นที่รู้จักในสังคมไทย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญสองด้านควบคู่กันคือ ชาวบ้านในชนบทต้องเผชิญความยากจนและปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริโภคในเมืองเองก็เริ่มประสบปัญหาสุขภาพจากการเข้าถึงอาหารที่ไม่ปลอดภัย


จากโจทย์ดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดว่าจะต้องมี “บางสิ่ง” ที่ทำหน้าที่เชื่อมปัญหาทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน และ Lemon Farm จึงเป็นเหมือนเครื่องมือในการเชื่อมโยงเรื่องสุขภาพของคนเมืองกับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชนบท ผ่านการสร้างระบบอาหารที่ดี ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดการใช้สารเคมี ทำเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้เข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

โดยภาพรวม ผู้ที่เลือกทำเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งวิธีคิดและรูปแบบการทำงาน เพราะเป็นเกษตรที่ต้องอาศัยความประณีตและความใส่ใจในทุกขั้นตอน การไม่ใช้สารเคมีแม้จะทำให้กระบวนการผลิตยุ่งยากขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมีซึ่งสะดวกและมีต้นทุนต่ำกว่า แต่ในทางกลับกันก็แฝงความเสี่ยงต่อสารพิษ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกก็คือเกษตรกรผู้ปลูกเอง

ขณะที่การทำเกษตรอินทรีย์ แม้จะช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษได้อย่างชัดเจน แต่ก็ต้องแลกกับการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การหันกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูดิน การดูแลแปลงอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงข้อจำกัดในการขยายพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากในระยะแรก เพราะเมื่อไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตย่อมลดลงเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อดินเริ่มฟื้นตัว มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และระบบนิเวศในแปลงกลับมาแข็งแรง ผลผลิตก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้ทำเกษตรที่ดีขึ้นไปพร้อมกันด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการค้าขายอาหาร หากแต่คือการเชื่อมโยงมิติของสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ดีต่อทั้งคนกิน คนปลูก และผืนดินไปพร้อมกัน

อาหารที่ดีเริ่มจากความตั้งใจ Lemon Farm กับการสร้างเกษตรอินทรีย์จากต้นทาง

คุณเล็ก ได้เล่าว่า เริ่มต้นจาก “วิธีคิด” มากกว่าวิธีการทำเกษตร เลมอนฟาร์มมองว่า อาหารที่ดีเป็นเรื่องมีคุณค่า ทั้งต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต่อชีวิตของเกษตรกร และต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จึงต้องการชวน “ต้นทางของระบบอาหาร” อย่างเกษตรกร ให้หันมาร่วมกันทำสิ่งที่ดีต่อทุกฝ่าย เพื่อให้คนปลูกเองก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยไปพร้อมกัน

หัวใจสำคัญของการคัดเลือกเกษตรกรที่มาร่วมงานด้วยนั้น ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ทำแล้วรายได้ดีแค่ไหน แต่เริ่มจาก “ความตั้งใจ” ของเกษตรกรเป็นอันดับแรก เพราะเลมอนฟาร์มเชื่อว่า หากจุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อและความตั้งใจจริง ผลผลิตที่ดีจะตามมาเอง และในที่สุดก็จะสะท้อนกลับมาเป็นรายได้ที่มั่นคง เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์มีมูลค่าและผลตอบแทนที่เหมาะสมกว่า

มากไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเลมอนฟาร์มกับเกษตรกร ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์เชิงการค้าแบบซื้อ–ขาย แต่เป็นการทำงานร่วมกันในระยะยาว เป็นคู่คิดที่เติบโตไปด้วยกัน และดูแลกันอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มเกษตรกรที่เลมอนฟาร์มมักเข้าไปเชื่อมโยงและทำงานด้วย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เคยเผชิญปัญหาจากการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพของตนเองหรือคนในครอบครัวจากการทำงานในแปลง เกษตรกรกลุ่มนี้มักมีแรงผลักดันที่ชัดเจนในการเปลี่ยนวิถีการผลิต และมีแนวโน้มที่จะอยู่บนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ได้อย่างยั่งยืนมากกว่า

ในขณะที่บางรายอาจสนใจเพราะมองเรื่องรายได้เป็นหลัก แต่การเปลี่ยนจากระบบเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องอาศัยความอดทนและการปรับวิถีชีวิตค่อนข้างมาก หากไม่มีความเชื่อและความตั้งใจรองรับ ก็อาจไม่สามารถเดินต่อได้ในระยะยาว เลมอนฟาร์มยังคงพยายามชวนเกษตรกรให้เห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าแนวทางนี้ดีต่อทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค ซึ่งมีความต้องการอาหารปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้ระบบนี้เดินต่อไปได้ คือ “ผู้บริโภค” เพราะอาหารเป็นสิ่งที่คนบริโภควันละหลายมื้อ และเกิดขึ้นทุกวัน เลมอนฟาร์มจึงใช้อาหารเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดวงจรของการช่วยเหลือกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คนกิน คนขาย ไปจนถึงคนปลูก

แนวทางการรับรองมาตรฐานที่ เลมอนฟาร์ม นำมาใช้กับเครือข่ายเกษตรกร คือระบบ PGS (Participatory Guarantee System) หรือ “การรับรองแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นระบบที่เลมอนฟาร์มได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยระบบ PGS เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยโดยเฉพาะ ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากมาตรฐาน IFOAM เป็นระบบรับรองสำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ มักมีต้นทุนค่ารับรองค่อนข้างสูง และต้องใช้กระบวนการตรวจประเมินที่ซับซ้อน ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ยาก ระบบ PGS จึงถูกออกแบบขึ้นโดยถอด “สาระสำคัญ” ของมาตรฐานอินทรีย์ออกมาเป็นข้อกำหนดหลักที่จำเป็นจริงๆ ประมาณ 16 ประเด็น เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายเล็กสามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐานได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการรับรอง

เลมอนฟาร์มจึงเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อยตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การอบรมให้เข้าใจหลักการของเกษตรอินทรีย์และข้อกำหนดของระบบ PGS ไปจนถึงการสร้างกระบวนการตรวจสอบภายในกลุ่ม ซึ่งถือเป็นระบบที่เข้มแข็งและช่วยให้เกษตรกรพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ระบบนี้ยังมีกลไกควบคุมกันเองที่ชัดเจน หากพบว่าเกษตรกรรายใดฝ่าฝืนมาตรฐาน หรือนำผลผลิตที่ไม่ผ่านระบบเข้ามาปะปน จะส่งผลกระทบต่อทั้งกลุ่มทันที เพราะถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มสามารถถอดผู้นำกลุ่มหรือผู้ที่กระทำผิดออกจากระบบได้ และหากตรวจพบการทุจริตจะถูกระงับการส่งผลผลิตเข้าสู่ระบบทันที

ระบบนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกัน เกษตรกรต้องยึดมั่นในการผลิตอาหารที่ดี ไม่ใช้สารเคมีตามมาตรฐานที่ตกลงกัน และต้องรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทในการสนับสนุนระบบนี้ ด้วยการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณภาพ และยินดีจ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนของการผลิตที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางธุรกิจ หากแต่เป็นระบบนิเวศของอาหารที่ทุกฝ่ายต่างเกื้อกูลกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

เกษตรอินทรีย์จะไปต่อได้ ต้องมีตลาดที่เข้าใจและผู้บริโภคที่พร้อมเดินไปด้วยกัน

เกษตรอินทรีย์จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า “ผู้บริโภคอยู่ตรงไหน” เพราะตลาดคือหัวใจสำคัญของระบบ หากทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่มีตลาดรองรับ ย่อมดำรงอยู่ได้ยาก การทำเกษตรในปัจจุบันจึงต้องคิดเป็น “ห่วงโซ่” ตั้งแต่ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอาหารอินทรีย์ การผลิตที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการจัดการผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ต้นทุนก็จะไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การทำงานร่วมกับพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ขณะเดียวกัน รูปแบบการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้บริโภคทำอาหารน้อยลง มีเวลาจำกัด มีภาระมากขึ้น และจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่เอื้อต่อการประกอบอาหาร เกษตรอินทรีย์ในยุคใหม่จึงไม่ควรยึดอยู่กับการจำหน่ายผลผลิตสดเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการแปรรูปเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

ในอีกมิติหนึ่ง เกษตรอินทรีย์กำลังเชื่อมโยงกับแนวคิดด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว หรือ longevity อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอาหารคือจุดตั้งต้นของการดูแลสุขภาพ เกษตรอินทรีย์จึงต้องสื่อสารให้ชัดเจนถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการผลิต และต้องทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันกลุ่มผลไม้ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง ขณะที่กลุ่มผักเริ่มมีข้อจำกัดจากพฤติกรรมการทำอาหารที่ลดลง ส่วนข้าวยังคงเป็นสินค้าในระดับพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญอยู่เช่นเดิม ทั้งหมดสะท้อนว่า โอกาสของเกษตรอินทรีย์ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นสำคัญ

“ตลาดด้านสุขภาพมักกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองเป็นหลัก เนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่า และให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร รวมถึงยอมรับราคาที่สะท้อนต้นทุนของการผลิตอาหารปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม” คุณเล็ก กล่าว

อย่างไรก็ตาม “ตลาด” คือหัวใจสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะหากเกษตรกรผลิตโดยไม่มีตลาดรองรับ ก็แทบไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การทำเกษตรในปัจจุบันจึงต้องมองเป็นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้บริโภคที่ตระหนักและเลือกสนับสนุนสินค้าอินทรีย์ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และการจัดการผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ต้นทุนการผลิตย่อมไม่สามารถเดินต่อได้

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเกษตรอินทรีย์จึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการส่งเสริมฝั่งการผลิตเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมกับสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคควบคู่กันไป เพราะในท้ายที่สุด “ผู้บริโภค” คือกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนระบบเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตได้

สิ่งที่คุณเล็ก ฝากทิ้งท้าย “ความท้าทายสำคัญที่เกษตรกรต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีนี้ คือปัญหาโลกร้อนและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนการผลิตในระดับแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การทำเกษตรในอนาคตจึงไม่อาจพึ่งพาพืชเพียงชนิดเดียวได้อีกต่อไป สวนหนึ่งควรออกแบบระบบการผลิตให้มีความหลากหลาย และมีรอบรายได้ที่แตกต่างกัน ทั้งพืชที่ให้ผลตอบแทนรายปี รายเดือน และรายสัปดาห์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว”

ตัวอย่างเช่น พืชผักสามารถสร้างรายได้ระยะสั้น เป็นรายได้รายสัปดาห์จากการเก็บเกี่ยวที่ต่อเนื่อง ขณะที่ไม้ผลมักเป็นรายได้ระยะยาวในลักษณะรายปี หากสวนใดเลือกปลูกเพียงพืชชนิดเดียว ย่อมต้องเผชิญความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนและความไม่สม่ำเสมอของกระแสเงินสด

ดังนั้น แนวทางการทำเกษตรอย่างยั่งยืนในยุคสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง จึงควรมุ่งไปสู่ระบบการผลิตแบบผสมผสาน วางแผนการปลูกให้มีหลายช่วงเก็บเกี่ยว หลายรอบรายได้ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี

Related Posts