กรมส่งเสริมสหกรณ์
ในพื้นที่เกษตรกรรมของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การทำเกษตรไม่ได้มีเพียงเรื่องของการปลูกพืชแล้วรอผลผลิตในฤดูกาลเดียวอีกต่อไป เพราะสำหรับเกษตรกรจำนวนไม่น้อย รายได้จากพืชไร่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปี โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ปลูกอะไรให้ได้ผลผลิตดี” แต่คือจะทำอย่างไรให้พื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้มากกว่าหนึ่งทาง นี่จึงเป็นแนวทางที่ นิคมสหกรณ์แม่สอด พยายามผลักดันผ่านการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก โดยเริ่มจากสิ่งที่เกษตรกรมีอยู่เดิม ทั้งพื้นที่ แรงงาน และผลผลิต จากนั้นค่อยๆ เติมองค์ความรู้และกิจกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเกษตรผสมผสาน การปลูกผักในโรงเรือน การผลิตผักปลอดภัย พืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการ ไปจนถึงการเลี้ยงโคเนื้อ เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรทั้งหมด แต่เป็นการ “เติมอาชีพ” เพื่อให้มีรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว “นิคมสหกรณ์แม่สอด” เติมทุน-เติมความรู้ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกร คุณณรงค์ฤทธิ์ อาชนี ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์แม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เปิดเผยว่า จุดเร
กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครสมาชิกสหกรณ์และทายาทเข้าร่วมโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทย ในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2570 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หวังนำประสบการณ์มาปรับใช้ในภาคการเกษตรไทย ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Agriculture Exchange Council : JAEC) เพื่อนำเยาวชนเกษตรกรไทย ไปฝึกงานด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 เดือน ระหว่างเดือนเมษายน 2570 – มีนาคม 2571 ซึ่งกรมได้เปิดรับสมัครสมาชิกหรือบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคมฯ เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเกษตรไทยได้เรียนรู้เทคนิคการทำฟาร์ม ทักษะการจัดการและกิจกรรมในสังคมชนบทญี่ปุ่น โดยเยาวชนไทย 1 คนจะพักอาศัยและทำงานร่วมกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น 1 ครอบครัว นอกจากนี้เยาวชนเกษตรกรไทยยังเป็นตัวแทนของเกษตรกรไทยในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกษตรกรไทยและเกษตรกรญี่ปุ่นอีกด้วย “กา
วิกฤติน้ำนมดิบล้นตลาดส่วนเกินนอกสัญญาเอ็มโอยู (MOU) ในขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 181-211 ตันต่อวัน กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรและสหกรณ์โคนมไทย ส่วนหนึ่งมาจากสหกรณ์ที่ผลิตแค่ต้นน้ำ ผลิตเฉพาะน้ำนมดิบส่งผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ จึงเกิดปัญหาปริมาณน้ำนมดิบเกินโควต้าตามที่ลงนามในสัญญา (MOU) ตกลงกันไว้ ขณะที่สหกรณ์โคนมจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ผลผลิตน้ำนมดิบแล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมต่างๆ พร้อมสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองแบบครบวงจร โดยสหกรณ์กลุ่มนี้มีผลกระทบจากปัญหาน้ำนมดิบล้นส่งผลต่อราคาตกต่ำค่อนข้างน้อย นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึง การสร้างแบรนด์นมโคของสหกรณ์โคนม โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์จะสื่อถึงเรื่องคุณภาพด้วยการที่มีแบรนด์เป็นของตัวเองจะทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้น รวมถึงสามารถหาที่มาที่ไปได้ว่า ถ้าเป็นแบรนด์ของสหกรณ์นี้จะผลิตจากนมโคสด 100% แล้วก็สามารถเช็กไปถึงต้นตอได้ว่ามาจากฟาร์มของเกษตรกรรายใดบ้าง รวมถึงเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่อยากจะการันตีด้วยแบรนด์ที่สร้างขึ้นมาเป็นที่จดจำให้กับผู้บริโภคในการดื่มนมของสหกรณ์ด้วย ซึ่งจะทำใ
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถแท็กซี่ไฟฟ้าของสหกรณ์แท็กซี่ ตามโครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมปล่อยขบวนแท็กซี่ไฟฟ้าของสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด จำนวน 20 คัน โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้แทนสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด ร่วมพิธีเปิด ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นพิธีปล่อยขบวนรถแท็กซี่ไฟฟ้าของสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด ที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ในการจัดหารถแท็กซี่ไฟฟ้าให้กับสมาชิก จำนวน 20 คัน เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของสหกรณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านสู่พ
กลุ่มสหกรณ์ฯ ปลื้มยอดขายสินค้าดาวเด่นประจำจังหวัด หลังยกพลบุกสภาเปิดบูธจัดแสดงสินค้าและจำหน่าย ในช่วงอภิปรายงบประมาณปี 70 พร้อมขอบคุณลูกค้าผู้ทรงเกียรติวีไอพีร่วมอุดหนุนกันคึกคัก ขณะที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนอุดหนุนต่อที่ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ประจำจังหวัดนั้น ๆ ผลสำเร็จจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำสมาชิกเครือข่ายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีผลิตภัณฑ์หรือสินค้าดาวเด่นของสหกรณ์ประจำจังหวัดมาจัดแสดงและจำหน่าย ณ บริเวณชั้น 1 โซน C (รอบสระมรกต) ภายในอาคารรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาการอภิปรายงบประมาณประจำปี 2570 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั้งที่ทำงานในอาคารรัฐสภาและผู้มาติดต่อราชการอย่างคับคั่ง จนสร้างเม็ดเงินรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มสหกรณ์และเกษตรกรที่นำสินค้ามาจำหน่ายอย่างเป็นกอบเป็นกำ นายณัฏฐภัทร แดงรักษา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจังหวัดเลย ในฐานะประธานกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟภูทับช้าง อ.ปากชม จ.เลย ซึ่งเป็น 1 ใน 16 บูธ สินค้าดาวเด่นประจำจังหวัดเลย กล่าวว่า รู้สึกดีใจ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าสนับสนุนและเพิ่มช่องทางตลาดให้แก่ขบวนการสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยกขบวนความอร่อยและขนสินค้าอัตลักษณ์จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผลิตภัณฑ์และสินค้าดาวเด่นของสหกรณ์” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกิจกรรมเปิดบูธจำหน่ายสินค้าดาวเด่นจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณชั้น 1 โซน C (รอบสระมรกต) อาคารรัฐสภา พร้อมเปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรระดับดาวเด่นคุณภาพดีส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าและสมาชิกสหกรณ์ มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์กันอย่างคับคั่งรวม 16 บูธ เพื่อให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ข้าราชการ และบุคลากรในรัฐสภาได้เลือกชมและช้อปสินค้าคุณภาพในราคายุติธรรม โดยแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ 1. หมวดผลไม้สดและเครื่องดื่มคัดพิเศษ ไฮไลต์เด็ดอย่าง ทุเรียนน้ำแร่
กรมส่งเสริมสหกรณ์มั่นใจศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตสมาชิกสหกรณ์ทั่วไทย พร้อมชูดาวเด่นสินค้าประจำจังหวัดเตรียมคิกออฟวันอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่รัฐสภา ผจก.สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด มั่นใจสินค้าเด่นร้อยเอ็ดข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาไม่เป็นสองรองใครการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ยกระดับสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรวบรวม คัดแยก เก็บรักษาและกระจายสินค้าเกษตรควบคู่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเครือข่ายการตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน “ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ไขปัญหาผลผลิตล้านตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาผลผลิตสินค้าเกษตรให้เกิดความเป็นธรรม สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกร ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ช่วงหนึ่งที่นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวก
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี รมช.ปิยะรัฐชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยมุ่งหวังให้สหกรณ์มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีหลักธรรมาภิบาล และรู้จักนำเทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นที่พึ่งให้กับสมาชิกเกษตรกร ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการสำคัญ และร่วมกันกำหนดแนวทางการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ อันจะส่งผลโดยตรงต่อความเข้มแข็งของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศอย่างยั่งยืน “ปัจจุบันเราจำเป็นต้องนำนวัตกรรมเทค
“อธิบดีนิรันดร์” สั่งการสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศช่วยกระจายนมกล่องของ อ.ส.ค. ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ ด้าน ผจก.สหกรณ์ฯ เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด รับนมไทย-เดนมาร์คช่วยกระจายแล้ว 3,300 หีบ มูลค่ากว่า 1.073 ล้านบาท ภายหลังที่ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ครั้งล่าสุด โดยมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยกระจายนมกล่องหรือนมพาณิชย์ขององค์การโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “นมวัวแดง” ที่ยังค้างสต๊อกกว่า 3 หมื่นตัน ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีหนังสือถึงสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศช่วยประสานกับหน่วยงานและเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่เพื่อช่วยกระจายนมไทย-เดนมาร์คของ อ.ส.ค. ล่าสุด (ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569) มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 10,446 หีบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,449,059 บาท โดยจังหวัดที่มียอดจำหน่ายสูงสุดคือร้อยเอ็ด จำนวน 3,300 หีบ คิดเป็นเงิน 1,073,000 บาท และขณะนี้ยังมีการกระจายอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้วางแผนที่จะช่วย
ตามที่รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย(Co-pay) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในอัตรา 60:40 โดยภาครัฐสมทบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสุงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการ 4 เดือน โดยจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น”เป๋าตัง”จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ในส่วนร้านค้าสหกรณ์หลายพื้นที่ได้มีการเตรียมความพร้อมสินค้าต่าง ๆ กันอย่างคึกคัก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ปุ๋ยยา ตลอดจนอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ เพื่อรับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้รณรงค์สนับสนุนให้ร้านค้าสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการด้วย โดยมอบหมายให้ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดต่าง ๆ ดูแลประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่รับผิดชอบเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องตัวสินค้าและพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำร้านค้าอย่างเต็
