กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คัดเลือกผู้ประกอบการสุดปัง 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรม ครบ จบ ในที่เดียว กิจกรรม Boot Camp ติวเข้มกลยุทธ์การทำตลาดออนไลน์และออฟไลน์ และทุกขั้นตอนการส่งออกไปตลาดจีน พิเศษผู้ที่เข้ารอบ 5 รายสุดท้าย จะได้วางสินค้าบนแฟลตฟอร์ม เถาเป่า (TAOBAO) ของจีน พร้อมการ Live Sale กับ Influencer และการเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบออนไลน์และออฟไลน์กับคู่ค้าจีน มายืนหนึ่งเรื่องนมโคไทยไปกับเรา สนใจสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2564 ได้ที่ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdrYkVigfhaaAuH1US90gGAlFuf5702QiKBCFKFzuLwsoG09Q/viewform สอบถามเพิ่มเติมที่ Line ID : @Knoft Official โทร. 084-648-5999 และ 084-648-6999 ***ผู้สมัครต้องสามารถร่วมกิจกรรมตลอดทั้งโครงการ
ประกาศ!! กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขอเชิญร่วมรับฟังการสัมมนาออนไลน์ Webinar ภายใต้หัวข้อ “โอกาสธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับไทยในตลาดโลก ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA)” ในวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 เวลา 9:00-12:00 น. รับฟังการสัมมนาในประเด็น – ตลาดศักยภาพของธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับ มาตรการทางการค้า และกฎระเบียบของการค้ายุคใหม่ โดยคุณป่าน ปานขาว ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยการคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ที่ปรึกษาบริษัท สาระกรุ๊ป จำกัด ดำเนินรายการโดย คุณวีรจักร เจริญลี่นาวา – ศักยภาพผู้ประกอบการไม้ตัดดอกของไทยในตลาดต่างประเทศ โดย คุณภูเบศร์ เจษฎ์เมธี รองประธานสภาดอกไม้โลก ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (World Flower Council – WFC) และที่ปรึกษาด้านการจัดดอกไม้นานาชาติ นางสาวพรรณวิภา ศุภธนพัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อารดาดีไซส์ จำกัด ดำเนินรายการโดย ดร.ศันธยา กิตติโกวิท ที่ปรึกษาบริษัท สาระกรุ๊ป จำกัด ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_856uX4n3R7OTYE96YINeBA พร้อมรับชมพร้อมกันผ่านทาง Fac
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินโครงการ DTN Business Plan Award 2021 “ชี้ช่องโอกาสบุกตลาดด้วย FTA” เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจ กลยุทธ์การตลาดเพื่อขยายตลาดส่งออกสู่การค้าเสรี โดยการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ จำนวน 20 ราย เพื่อเข้าร่วมโครงการและเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจ เตรียมความพร้อมกับการแข่งขันทางการค้า ขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี(FTA) โดยเฉพาะอาเซียน – จีน โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากตลาดที่มีอยู่เดิม รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ตลาดการค้าเสรีได้อย่างยั่งยืน คุณสมบัติของผู้สมัคร • เป็นวิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบการ SMEs • เป็นนิติบุคคล • มีรายได้รวมในปี 2562 หรือปี 2563 ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท • มีสินค้าอาหาร เกษตร และเกษตรแปรรูป • สินค้าของผู้ประกอบการต้องไม่
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างต่อเนื่อง ในปี 2563-2564 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย รวมทั้งตลาดสินค้าเกษตรของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศต้องปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ในรูปแบบ New Normal ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในวันนี้และในอนาคต “มะม่วง” หนึ่งในไม้ผลส่งออกสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกัน คุณสายันต์ บุญยิ่ง นายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (โทร. 081-887-1964) กล่าวว่า ชาวสวนมะม่วงยังรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ เพราะเครือข่ายชาวสวนมะม่วงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต-ตลาด สามารถบริหารจัดผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม หากชาวสวนมะม่วงได้รับการสนับสนุนด้านระบบโลจิสติกส์และสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากหน่วยงานภาครัฐ ก็เชื่อว่ามะม่วงไทยยังสามารถเติบโตในเวทีตลาดโลกได้อย่างสบาย ภาพรวมมะม่วงไทย ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงโดยรวมประมาณ 2 ล้านไร่ โดยพื้นที่รอยต่อจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร และนครสวรรค์ คือแหล่งปลูกมะม่วงผืนใหญ่
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จับมือหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าขับเคลื่อนโมเดล “ตลาดนำการผลิต”ของ “จุรินทร์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เห็นผลโดยเร็วในปี 2564 โดยได้บูรณาการหน่วยงานภาครัฐ (กระทรวงพาณิชย์.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และภาคเอกชน (ผู้ส่งออก บริษัทค้าปลีก ค้าส่งของไทย) ลงพื้นที่พบปะสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดพิจิตร เร่งติดอาวุธสินค้าเกษตรไทยด้วยการพัฒนาให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน พร้อมหาตลาดกระจายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำร่องกับมะม่วง ส้มโอ และพริกซอส ในจังหวัดพิจิตร แนะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพิ่มแต้มต่อทางการค้าขยายการส่งออก หวังสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิจิตร และหน่วยงานภาคเอกชน อาทิ สถาบันส่งเสริมคุณภาพเกษตรไทย (สถาบัน Thai GAP) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย บริษัทเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล จำกัด
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนเชิญ เกษตรกร นักปรับปรุงพันธ์ุพืช และผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับ เข้าร่วมกิจกรรม “พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม้ดอกไทยสู่การทำธุรกิจในตลาดโลก” ระหว่าง วันที่ 17 – 19 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารดี จังหวัดนครปฐม กิจกรรมฟรี!!! (ฟรี) ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียง 20 ท่าน เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ Link : https://forms.gle/cPZbYqB4cXbGxUeU7
ทุกวันนี้ “ปทุมา และ กระเจียว” ไม้ดอกไม้ประดับพื้นบ้านของไทยกลายเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นสินค้าส่งออกขายดี (หัวพันธุ์ และไม้ตัดดอก) อันดับ 2 ของประเทศ รองจากสินค้ากล้วยไม้ โดยสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สั่งซื้อปทุมาและกระเจียวจากไทย ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพราะไม้ดอกทั้งสองชนิดมีสีสันและรูปทรงที่สวยงาม แถมมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 1 สัปดาห์ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกษตรกรไทยจำนวนมาก ได้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในวันนี้ เกิดจากแนวพระราชดำริส่งเสริมอาชีพราษฎรของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 80,000 บาท ให้ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2522 เพื่อจัดตั้งศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชี
“เชื้อพันธุกรรมพืช” นับเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาพันธุ์พืช หากสามารถรวบรวมและครอบครองพันธุกรรมพืชได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มจุดแข็งและสร้างโอกาสทางการค้าได้มากเท่านั้น นักวิจัยสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากเชื้อพันธุกรรมพืชที่มีจำนวนมากและหลากหลายชนิดได้ตามที่ต้องการแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในปริมาณสูงอีกด้วย หน่วยบริหารจัดการเชื้อพันธุกรรมพืช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร. ล้านนา) เล็งเห็นประโยชน์ของการรวบรวมพันธุกรรมพืช จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์พันธุกรรมพืช” ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ของพืชผักและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ต่อมามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาได้ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดตั้ง “หน่วยบริการจัดการเชื้อพันธุกรรมพืชวงศ์แตง” โดยดำเนินการ 6 ระยะ ระหว่าง พ.ศ. 2550-2565 โดยเก็บรวบรวม ประเมินลักษณะพันธุกรรม ขยายพันธุ์ และให้บริการเชื้อพันธุกรรมพืชแก่ผู้สนใจที่จะนำเชื้อพันธุกรรมดังกล่าวไปใช้ป
กรมเจรจาฯ เผยตัวเลขส่งออกไม้ดอกไม้ประดับครึ่งปีแรกปรับตัวลดลง หนุนเร่งพัฒนาพันธุ์ ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ มั่นใจระยะยาว ฟื้นตัวฝ่าวิกฤติโควิด-19และรักษาแชมป์ส่งออกได้แน่นอน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์บริการการละพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2563 เพื่อศึกษาโอกาสการพัฒนาศักยภาพไม้ดอกไม้ประดับ (พิกัดศุลกากร 06) และพืชผัก (พิกัดศุลกากร 07) ของไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ในปี 2562 ไทยเป็นผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับอันดับที่ 3 ของเอเชีย (รองจากจีน และมาเลเซีย) และอันดับที่ 11 ของโลก แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทำให้ยอดส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ปรับตัวลดลง31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ทั้งนี้ ตัว
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง (พิกัดศุลกากร 07) ที่มีศักยภาพ โดยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 14 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียน ในปี 2562 ไทยส่งออกสินค้าผักสดแช่เย็นแช่แข็งและผักแห้งสู่ตลาดโลก 305 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 0.6 จากปี 2561 และในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าผักฯ สู่ตลาดโลก 143 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ได้แก่ (1) ผักแช่แข็ง 58.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (สัดส่วนร้อยละ 41.17 ของการส่งออกสินค้าผักทั้งหมด) อาทิ ถั่วแช่แข็ง ส่งออกมูลค่า 37.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว ร้อยละ 0.5 ข้าวโพดหวานแช่แข็ง ส่งออกมูลค่า 9.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว ร้อยละ 17.7 (2) ผักสดและแช่เย็น 69.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (สัดส่วนร้อยละ 48.79 ของการส่งออกผักทั้งหมด) อาทิ หอมกระเทียมสดหรือแช่เย็น ส่งออกมูลค่า 13.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว ร้อยละ 124 พริกสดหรือแช่เย็น ส่งออกมูลค่า 8.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยา
