กัญชา
หากตั้งประเด็นคำถาม ว่า “กัญชง” กับ “กัญชา” แตกต่างกันอย่างไร ให้ยกตัวอย่าง เชื่อว่าหลายยังคงนึกคำตอบไม่ออกมา และเมื่อถามลึกลงไปยิ่งกว่านั้น “กัญชง” ปลูกได้ทั่วไป หรือไม่ผิดกฎหมายหรือเปล่า? รายงานนี้มีคำตอบในข้อสงสัยและประเด็นคำถาม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พาคณะสื่อมวลชน เดินทางไปยัง สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการวิจัยเพาะปลูกกัญชง หรือ เฮมพ์ (Hemp) สำหรับ กัญชง นั้นได้รับการส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชง หรือ เฮมพ์ (Hemp)” ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกกัญชง สำหรับใช้ประโยชน์ในครัวเรือน ใช้ในการทอเส้นใยผ้า และในเชิงอุตสาหกรรม และอนุญาตให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขออนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง อีกทั้งสาระสำคัญของกฎกระทรวง คือ สายพันธุ์ ของ “กัญชง” หรือ เฮมพ์ (Hemp) ที่จะปลูกได้ นั้นต้องมี
เรื่องโดย ศิริลักษณ์ หาพันธ์นา กว่าจะมาเป็น “กัญชาถูกกฎหมาย” ในหลายประเทศทั่วโลก…นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องผ่านกระบวนการอันซับซ้อน ทั้งเสียงจากประชาชน การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเเละการพัฒนาทางการเเพทย์ ในสหรัฐอเมริกากว่าจะเสพกัญชาเพื่อ “ความบันเทิง” ได้ก็ต้องรอนานกว่า 3 ทศวรรษ การเปลี่ยนเเปลงของ “กัญชา” ผ่านยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากสิ่งผิดกฎหมายกลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้ เป็นยารักษาโรค เป็นเเม่เหล็กดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยว รวมไปถึงการโกยภาษีมหาศาลเข้ารัฐ เเต่ก็มีโทษเช่นเดียวกัน ในขณะที่เมืองไทยยังคงมีการถกเถียงเรื่องกัญชา-กัญชง เเละรอผลวิจัยเพื่อเเก้กฎหมายนำมาใช้ทางการเเพทย์ เรามาดูโมเดลพัฒนาการของ “กัญชาถูกกฎหมาย” ของหลายประเทศทั่วโลกกัน เส้นทางกัญชาอเมริกา : จากต่อต้านสู่เสรี การเเพทย์สู่บันเทิง เมื่อ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ทางการรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้การเสพกัญชาเพื่อ “ความบันเทิง” กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยเป็นรัฐที่ 7 ของสหรัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และคาดว่ารัฐแมสซาชูเซตส์และรัฐเมนจะตามมาภายในปลายปีนี้ ขณะเดียวกันมี 29 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญช
ภายหลังนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เข้าพบ นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(สำนักงานป.ป.ส.)และผู้บริหารระดับสูง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.61 ซึ่งในการเข้าพบมีการพูดคุยกันที่เป็นประโยชน์และทราบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 ให้รัฐมนตรีสามารถอนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรคในพื้นที่ที่รัฐมนตรีกำหนด โดยมีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่กำหนดพื้นที่แรกคือ จ.สกลนคร เพราะเป็นต้นน้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุด วันที่ 16 ม.ค.61 นายบุญฮง ยอดหอ ประธานสภาเกษตรกร จ.สกลนคร กล่าวว่าเบื้องต้นก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคณะแพทย์และทีมวิจัยไปแล้วบางส่วน ตอนนี้ทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยการรับแนวทางปฎิบัติภายในเดือนหน้าจะมีการประชุม เพื่อคัดสรรเกษตรกรที่มีคุณภาพร่วมทำโครงการ โดยยึดหลักปฎิบัติที่ดี มีจริ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ก.พ.2561 สภาเกษตรกรแห่งชาติ มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดสกลนคร ลงพื้นที่พูดคุยและคัดเลือก เกษตรกรที่มีคุณภาพร่วมทำโครงการปลูกกัญชา ภายในพื้นที่นำร่อง 5,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขตพื้นที่ทหาร การสำรวจพื้นที่เพาะปลูกเกิดภายหลังนำคณะเข้าพบนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และผู้บริหารระดับสูง เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2560 โดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สามารถอนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรคในพื้นที่ที่รัฐมนตรีกำหนด โดยมีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่กำหนดพื้นที่แรกคือ จ.สกลนคร เพราะเป็นต้นน้ำ แม่น้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุดในอดีตและในประวัติศาสตร์ได้มีการพูดถึงหลายครั้ง แม้แต่ตอนนี้เองในป่าเขาก็ยังมีต้นกัญชาที่ยัง
รายงานชิ้นใหม่ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทบทวนงานวิจัยเดิมที่มีอยู่แล้วโดยนักวิชาการที่ได้รับมอบหมายจากองค์การอนามัยโลก พบว่าสารประกอบตัวหนึ่งในกัญชา ที่เรียกว่าแคนนาบิดิโอล หรือซีบีดีนั้น “โดยทั่วไปแล้วอยู่ในกรอบความปลอดภัยที่ดี” โดยจากการทบทวนข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวยังพบด้วยว่าสารประกอบซีบีดีนี้ “ไม่มีผลกระทบในเชิงเสพติดหรือก่อให้เกิดการบิดเบือนหรือมีศักยภาพในเชิงต้องพึ่งพิง” แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้รายงานดังกล่าวจะสรุปว่า “พบว่าซีบีดีมีพิษสภาพในระดับค่อนข้างต่ำ…แต่ยังไม่ได้มีการสำรวจผลกระทบที่เป็นไปได้ในทุกๆ ด้าน ดังนั้น การตรวจสอบทบทวนเพิ่มเติมในเชิงลึกมากกว่าเดิมเกี่ยวกับสารประกอบนี้จะมีขึ้นอีกครั้งในปี 2018” รายงานดังกล่าวจัดทำโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยยาที่ต้องพึ่งพา (อีซีดีดี) ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งระบุไว้ด้วยว่า ไม่ใช่เป็นการให้การรับรองซีบีดี และไม่ได้หมายความว่าองค์การอนามัยโลกเสนอแนะให้ใช้แคนนาบิดิโอลแต่อย่างใด แต่การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความสนใจและการใช้กัญชาซึ่งเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการอุรุกวัยจะอนุญาตให้ร้านขายยาทั่วประเทศจำหน่ายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เริ่มในวันพุธหน้า(19 ก.ค.)นี้ ซึ่งจะทำให้อุรุกวัย ชาติเล็กๆในอเมริกาใต้ กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่การผลิตและขายกัญชาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุม หลังจากที่ในปี 2013 สภานิติบัญญัติอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยกัญชา ที่อนุญาตให้ชาวอุรุกวัยปลูกกัญชาเองได้และให้สูบกัญชาได้ภายในสโมสร แต่ในส่วนของข้อบัญญัติให้ร้านขายยาจำหน่ายกัญชาได้นั้น ซึ่งถือเป็นระยะที่ 3 อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกฎหมายฉบับนี้นั้น เพิ่งจะได้ข้อลุล่วงเห็นชอบ ข่าวแจ้งว่า ภายใต้กฎหมายการฉบับนี้ประชาชนที่ต้องการซื้อกัญชาจะต้องทำการลงทะเบียนที่จะซื้อกัญชาในร้านขายยา ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วราว 4,700 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในช่วงอายุ 30-40 ปี ขณะที่อุรุกวัยมีประชากรทั้งสิ้นราว 3.4 ล้านคน ขณะที่ในระยะแรกของกฎหมายปี 2013 มีประชาชนกว่า 6,600 คน ที่ลงทะเบียนเพื่อขออนุญาตปลูกกัญชาที่บ้านและมีสโมสรผู้สูบกัญชา 51 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้มีการสูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้ ขณะที่ตามกฎหมายนี้จะอนุญาตให้ขายกัญชาได้
“ดิสทัต” เผยกัญชายังไม่ถอดจากบัญชียาเสพติด เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีมีกระแสข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาศึกษาการถอดบัญชีกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ว่า ไม่มีการศึกษากฎหมาย เพราะยังไม่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้ว่ายังไม่มีการถอดอะไรออกจากบัญชียาเสพติด ยืนยันว่าในเรื่องของกัญชารัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตนคือการเสนอกฎกระทรวงเรื่องกัญชงเท่านั้นเพราะมีการศึกษามาแล้วว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ เช่น ทำเสื้อผ้า เราจึงต้องปลดล็อกออกมา ทั้งนี้เราได้มีการศึกษากันมานานแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดระบบควบคุมการใช้ให้ดี ซึ่งวันเดียวกันนี้ ครม.ได้อนุมัติกฎกระทรวงดังกล่าวแล้วพร้อมกับมีมติให้จัดระบบควบคุมเพราะยังไม่ได้ปลดล็อกหมด แสดงว่ารัฐบาลก็ยังยึดตามกฎหมายเดิมไม่ได้ถอดอะไรออกไปจากบัญชี ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปรียบเทียบศึกษาระหว่างกัญชงและกัญชาเพราะเป็นคนล
