กัญชา
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านการตลาด เป็นการพัฒนาภาคเกษตรให้ผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อการส่งออก และพัฒนาผลผลิตไปสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมาบริหารจัดการผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด นับเป็นความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเกษตรในอนาคต ซึ่งกลุ่มเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา เป็นต้น และได้หารือกันว่าถ้ามองที่ความพร้อมนำร่องทำโซนนิ่งควรเป็น “สับปะรด” เพราะเกษตรกรมีความพร้อมหากเป็นพืชอื่นจะคุมโซนนิ่งต้องใช้เวลามากกว่านี้ กลุ่มไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ชิงชัน ไม้ยาง ไม้ไผ่ เป็นต้น กลุ่มผลไม้คุณภาพเพื่อการส่งออก เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด มะม่วง กล้วยหอม ส้มโอ เป็นต้น ซึ่งตลาดประเทศจีนตอนนี้ให้ความสนใจมังคุด ส้มโอเป็นอย่างมาก กลุ่มพืชพลังงาน เช่น อ้อย และปา
สนช. ฉลุย มติเอกฉันท์รับหลักการ กม.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกกัญชา-กระท่อม ให้ใช้ทางการแพทย์ได้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ… วาระแรก ตามที่สมาชิก สนช. 44 คน นำโดยนายสมชาย แสวงการ เข้าชื่อเสนอ เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ปลดล็อกให้ กัญชาสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ โดยนายสมชาย ได้แถลงสาระสำคัญและประโยชน์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท2 แบบฝิ่น เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนดโดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต
รอสักครู่! รัฐบาลเผยแล้ว จ่อเปิดช่อง ให้เกษตรกร ปลูกกัญชาได้! เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พ.ย ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง ‘การใช้กัญชาทางการแพทย์ : ประสบการณ์ของประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และเนเธอร์แลนด์’ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ โดยมีนักวิชาการจากประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ เข้าร่วมประชุมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน ทั้งแพทย์ เภสัชกร เกษตรกร และนักกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม พล.อ.อ ประจิน กล่าวว่า การจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงนโยบายเกี่ยวกับกัญชา เพราะหน่วยงานที่กี่ยวข้องของไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการใช้กฎหมายใหม่ที่จะมีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และศึกษาวิจัย ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประเด็นการจดสิทธิบัตรกัญชาของชาวต่างชาติ พล.อ.อ. ประจิน กล่าวว่า ตอนนี้ประเด็นที่พูดกันเรื่องนี้คือ ไม่ควรให้จด ถ้าจดแล้วถูกต้องหรือไม่ และสิ่
ภญ. สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ในฐานะที่ทำงานด้านสมุนไพรและแพทย์แผนไทย แม้จะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ แต่หลังจากนี้เครือข่ายจะหาทีมและผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยกัน โดยนำงานศึกษาวิจัยของต่างประเทศมาศึกษาเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการนำกัญชามาใช้อย่างไรบ้าง รวมถึงวิธีการควบคุมและจัดการ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ การออกใบรับรองหน่วยงาน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุม มองว่าประเทศไทยต้องมีระบบจัดการที่ดี มีงานวิจัยที่สามารถนำมาต่อยอดได้ และทิศทางการจัดวางผลผลิต ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลังร่วมกัน โดยเฉพาะการพัฒนาเพื่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง หากนำมาสู่การผลิตและมุ่งเป้าผลิต จะช่วยลดภาระการนำเข้ายาเกี่ยวกับการรักษามะเร็งจากต่างประเทศ ได้ถึง 3-4 หมื่นล้านบาท “ส่วนสถานการณ์การรอคอยของผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันการใช้โด๊สรักษายังไม่มีความแน่นอน แต่การวิจัยในการนำกัญชามารักษามะเร็งให้มีข้อมูลชัดเจน จะเป็นแนวทางช่วยเ
7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน เพจเฟชบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เผยแพร่ อินโฟกราฟิก ข้อมูลเกี่ยวกับพืชเสพติดกัญชา จำนวน 6 แผ่น ในลักษณะการตั้งประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกัญชา และมีการตอบข้อสงสัยในประเด็นนั้นๆ โดยระบุว่า “ข้อสงสัยเรื่องกัญชา สถานะกัญชาในบ้านเรา (ประเทศไทย)” – กัญชา ยังเป็นยาเสพติด การปลูก ขาย ครอบครอง เสพ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย 0. ทำไม? ถึงมีผู้อยากให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ปลูกได้ ขายได้ ครอบครองได้ เสพได้ เพราะพบว่า สารสกัดจากกัญชา มีสรรพคุณรักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยโรคบางชนิด 0. หากมีการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย จะเป็นไปในลักษณะใด เพื่อการศึกษาวิจัยใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงและสันทนาการ 0. กัญชาเพื่อการศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องคำนึงถึงเรื่องใด? ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงประโยชน์และความปลอดภัยจากการใช้สารสกัดจากกัญชา 0. เคยมีการนำกัญชาหรือสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มาก่อนหรือไม่ เท่าที่ทราบ เคยมีในยาแพทย์แผนไทย และยังไม่มีผลวิจัยชัดเจนที่นำมาใช้ประโยชน์ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
ณรงค์ ตนานุวัฒน์ เป็นนักธุรกิจชาวเชียงใหม่ บริหารกิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองดีทั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ศูนย์การค้าขนาดกลาง จนต่อมาก็ไปลงทุนทำร้านอาหารใหญ่โตที่เมืองลาว ขายดิบขายดี และมีความสุขกับการทำธุรกิจในลาวจนคิดอยากทำธุรกิจอื่นอีก ขณะเดียวกันเจ้าตัวเป็นกรรมการในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในภาคเหนือ ทำให้ได้พบครูบาอาจารย์จำนวนมาก และมีโอกาสศึกษาทดลองปลูกกัญชงในพื้นที่สูง ได้พบเห็นว่ากัญชงนั้นมีประโยชน์เพียงใด “เขาพาไปดูชาวม้งปลูกและแปรรูปกัญชง เห็นเขาลอกเปลือกกัญชงไปทำสิ่งทอ แต่เอาแก่นมาเผาทิ้ง เห็นเรารันทด เลยใช้เงินส่วนตัวร่วมกับทุนของ สวทช. มาวิจัยว่า จะเอาแก่นมาทำอะไรได้บ้าง จนออกมาเป็นแผ่นอัดที่สามารถทำเป็นพาร์ติเคิลบอร์ดหรือเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างดี” จากนั้นเจ้าตัวยังได้ติดสอยห้อยตามนักวิชาการไปประชุมเฮมพ์หรือกัญชงโลกที่เยอรมนี และพบว่า กัญชง หรือเฮมพ์ นี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันอยู่ทุกมุมโลก และประเทศส่วนใหญ่ประกาศให้เป็นพืชถูกกฎหมาย นอกจากบางประเทศรวมทั้งไทยที่ยังรวมเอากัญชงนี้เข้าไปอยู่ในหมวดเดียวกันกับกัญชา และจัดเป็นพืชเสพติดผิดกฎหมาย ทำให้เสียประโยชน์จากพืชเศรษ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ผศ.ดร.ณพงศ์ นพเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “กัญชา ประโยชน์ หรือ โทษ” โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวม 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค จากการสำรวจ เมื่อถามถึงการทราบ หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชา ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.24 ทราบ/เคยได้ยิน ร้อยละ 31.36 ไม่ทราบ/ไม่เคยได้ยิน และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีกฎหมายเฉพาะให้ใช้กัญชา เป็นยารักษาโรคโดยถูกกฎหมายในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.40 เห็นด้วย เพราะกัญชามีประโยชน์หลายอย่าง น่าจะใช้ในการรักษาโรคได้ ถ้านำมาใช้กับทางการแพทย์ก็คาดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมาก บางส่วนระบุว่าต่างประเทศก็ทำกัน รองลงมา ร้อยละ 24.96 ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทำให้ถูกฎหมายจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ไม่สามารถควบคุมได
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 ว่า ในที่ประชุมมีการหารือถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ที่จะปลดล็อกให้สามารถนำกัญชามาวิจัยทางการแพทย์ในมนุษย์ได้ ซึ่งจากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหลักการไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 และมีเวลาให้คณะกรรมาธิการพิจารณา 90 วัน จึงคาดว่า กฎหมายดังกล่าวจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ช่วงเดือนตุลาคมนี้ และจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน คือช่วงเดือนเมษายน 2562 ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงวางกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน ว่า วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จะต้องสามารถนำกัญชามาใช้เป็นยาทางการแพทย์ หรือศึกษาวิจัยในมนุษย์ได้ “คณะกรรมการฯ จะมีคณะทำงาน 4 คณะ ซึ่งแต่ละคณะต้องไปวางกรอบระยะเวลาในการทำงานให้ชัดเจน เช่น คณะทำงานเพื่อพัฒนาการสกัดฯ จะทำอย่างไรให้มีน้ำมันกัญชาหรือยากัญชาใช้ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 หรือคณะทำงานเพื่อวางระบบการควบคุมฯ ที่มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหลัก ก็
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ นพ.ปิยะสกล สกลสตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อทางการแพทย์ ภายในงานประชุมวิชาการสมุนไพรแห่งชาติ ว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับเพื่อพิจารณาว่า สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย กับทางการแพทย์ ซึ่งการวิจัยพัฒนาเราควรจะทำ เพราะศักยภาพเหมือนสมุนไพรทั่วไป แต่มีกฎหมายที่ครอบไว้เนื่องจากเป็นสารเสพติด ซึ่งการปรับกฎหมายนั้นก็เพื่อให้วิจัยพัฒนา และทดลองในคน เพื่อนำไปสู่การสกัดมาใช้ทางการแพทย์ได้ ซึ่งเชื่อว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องนี้ “ผมคิดว่าคนไทยมีศักยภาพ และได้ปรึกษากันแล้วว่า เราจะตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการขึ้น โดยจะดึงภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการ ทั้งคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้ง ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาช่วยทำในเรื่องนี้ ซึ่งประธานคณะทำงานฯ คาดว่าจะขอให้ นพ. โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นประธาน” นพ. ปิยะสกล กล่าว นพ. โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกร
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดการประชุมวิชาการและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาสารสกัดกัญชาทางการแพทย์เพื่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งจัดโดยองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ร่วมกับหน่วยงานวิจัย และนักวิจัยที่สนใจเรื่องนี้เข้าร่วมมากมาย ว่า ประเทศไทยมีพืชยาเสพติดหลายตัวที่มีทั้งคุณประโยชน์ และความเป็นโทษ สามารถนำไปวิจัยต่อยอดองค์ความรู้ได้ อย่างเช่น กัญชง และกัญชา เป็นต้น ซึ่ง อะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการ ให้ได้องค์ความรู้ เกิดเป็นเทคโนโลยี นำสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำได้สำเร็จ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เรื่องกัญชานั้นตนติดใจมานานว่าเมื่อไหร่จะมีการสังคายนา มีการศึกษาวิจัยทางวิชาการ วันนี้ในการประชุมวิชาการที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเดินหน้าสู่การวิจัย คือเป็นการตั้งต้นที่ดี หากสำเร็จน่าจะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้เยอะ เพราะปัจจุบันมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศในภาพรวมปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตา
