ก๊าซเรือนกระจก
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการดำเนินงานโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2566-2570) ระหว่างกรมป่าไม้กับบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมี นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ (ซ้ายสุด) และ นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (ขวาสุด) เป็นผู้ลงนาม พร้อมกันนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน เป็นโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้านป่าชุมชน โดยเป็นโครงการต่อเนื่องที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2551 ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ระหว่างกรมป่าไม้กับบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 ฉบับ โดยมีบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551-2555), ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) และระยะที่ 3 (พ.ศ. 2561-2565) สำหรับความร่วมมือระยะ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนกลไกลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ชูโครงการพลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) คาดลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 6.5 ล้านต้น นายพีรพงศ์ กรินชัย รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สำนักวิศวกรรมกลาง ในฐานะประธานความมุ่งมั่นด้านการบริหารทรัพยากรที่เป็นเลิศ หนึ่งในกลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action เปิดเผยว่า ซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการมูลสัตว์และน้ำเสีย และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไบโอดีเซล ก๊าซชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไ
มจธ. จับมือ ภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย หาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย พร้อมเดินหน้าสู่ “ปศุสัตว์สีเขียว” โดยเร็วๆ นี้ มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ขึ้นระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับ กลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคม รศ.ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนสมาคมชั้นนำที่เกี่ยวข้อง ได้มีความริเริ่มและให้คำมั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ให้เหลือการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2040 มหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเครือข่ายได้เลือกที่จะทำความร
เรียน คุณหมอเกษตร-ทองกวาว ที่นับถือ ผมอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน มีเนื้อหาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ผมพยายามทำความเข้าใจด้วยตนเอง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมจึงเขียนจดหมายมาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า มีความหมายอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไร คุณหมอเกษตรกรุณาอธิบายให้เข้าใจ และอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นๆ ด้วยครับ ด้วยความนับถืออย่างสูง ประวิทย์ วงศ์สุวรรณศักดิ์ กรุงเทพฯ ตอบ คุณประวิทย์ วงศ์สุวรรณศักดิ์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprinting) ถ้าแปลความหมายคือ การตามรอยคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อันประกอบด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ในปริมาณ 70, 25 และ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ก๊าซทั้ง 3 ชนิดนี้เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของเศษซากพืชในเรือกสวนไร่นา โดยจุลินทรีย์และจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ในประเทศแถบยุโรปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยจะมีเรเบล หรือสติ๊กเกอร์ติดไว้ข้างภาชนะบ
