ก๊าซเรือนกระจก
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาเรื่อง “ต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจก สินค้าพืชเศรษฐกิจ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)” โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) บูรณาการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบต้นทุน ผลตอบแทน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบทั่วไป กับเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมถึงวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Abatement Cost: MAC) ในการลดก๊าซเรือนกระจกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย โดยทำการสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรในแหล่งเพาะปลูกสำคัญ 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ตาก สระบุรี น่าน เพชรบูรณ์ เลย พิษณุโลก และนครสวรรค์ รวมทั้งสิ้น 366 ราย ในช่วงปีเพาะปลูก 2567/68 จากการศึกษาเปรียบเทียบ ด้านต้นทุนและผลตอบแทน พบว่า เกษตรกรทั่วไปมีต้นทุนเฉลี่ย 5,554.97 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิต 752.37 กิโลกรัมต่อไร่ และมีกำไรสุทธิ 1,065.89 บาทต่อไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าอยู่ที่ 5,279.97 บาทต่อไร่ แต่กลับได้ผลผลิตสูงถึง&n
“ผู้ผลิตอาหารสัตว์เวียดนาม” รุกเปิดนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ชิงสร้างความได้เปรียบราคาถูกต้นทุนต่ำ – วัดค่าคาร์บอนได้ ทุบซ้ำไทยฝ่าความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งขาดวัตถุดิบ – มาตรฐาน GAP ไม่บังคับเต็มร้อย เรียกร้องภาครัฐหนุนแผน Green feed อย่างจริงจัง น.สพ.ปรีชา เอกธรรมสุทธิ์ กรรมการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศเวียดนามเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เวียดนามมีความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งด้านมาตรฐาน การลดการปล่อยคาร์บอน และด้านราคาที่ต่ำกว่าประมาณกิโลกรัมละ 1-1.50 บาท “ข้าวโพดของเวียดนามมีทั้งมาตรฐานการผลิต และมีการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ซึ่งรวมถึงการประเมินการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตพืชสำคัญบางชนิด โดยเวียดนามยังมีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดรายใหญ่ของโลกและมีฐานข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรค่อนข้างชัดเจน จึงอาจช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เวียดนามในประเด็นการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานได้” ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำก
บริษัท เอสแอนด์พีซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ร่วมงาน สัมนา “เส้นทางและกลยุทธ์ลดคาร์บอนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Decarbonization Pathway & Net Zero Strategies)” และร่วมประกาศเจตนารมณ์และแสดงวิสัยทัศน์ด้านก๊าซเรือนกระจกในฐานะ 1 ใน 21 องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการส่งเสริมการชดเชยคาร์บอนขององค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (ระยะที่ 3) จัดโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (วีกรีน) คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมทั้งกิจกรรมชดเชยคาร์บอนให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมี คุณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และ รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการวีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้แนะนำโครงการและบทบาทขององค์กรเข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุง
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของภาคเกษตรไทยที่ต้องเร่งปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกสินค้าพืชเศรษฐกิจ (ปาล์มน้ำมัน)” โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินศักยภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตปาล์มน้ำมัน เพื่อจัดทำข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนการกำหนดนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง BCG Model สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8, 9 และ 10 ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรในปีการผลิต 2567 ในพื้นที่แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศไทย จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร พังงา ระนอง นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งผลักดันให้ภาคเกษตรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 และกำหนดแนวทางการพัฒนาการสนับสนุน การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) พ.ศ. 2564-2573 เพื่อลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้าเกษตร แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี นับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ และมีความโดดเด่นในการผลิตข้าวแบบยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในการผลิตข้าว ทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย โดยกลุ่มมีเป้าหมายสำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่ง สศท.7 ลงพื้นที่เพื่อจัดเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำงานวิจัย เรื่อง การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจก สินค้าพื
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และชุมชนตำบลท่าสะอ้าน จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับประกาศเกียรติคุณจากโครงการ “สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก” (Low Emission Support Scheme: LESS) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ตอกย้ำความสำเร็จ “ธนาคารขยะตำบลท่าสะอ้าน” จังหวัดฉะเชิงเทรา โมเดลการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ลดขยะ – ลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการรับซื้อและจำหน่ายขยะรีไซเคิล สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 30,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนความร่วมมือเอกชน รัฐ ชุมชน มุ่งสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ นายจิรเมธ อัชชะ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – บริหารและพัฒนาองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูได้ทำงานกับชุมชนท่าสะอ้านในการจัดการขยะมากว่า 2 ปี ภายใต้โครงการ “พลังบ้านปู ฟื้นฟูทะเลไทย” โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก นายสนชัย แดงมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอ้าน และทีมงานท้องถิ่นทุกท่าน โดยเฉพาะในการจัดตั้ง ‘ธนาคารขยะตำบลท่าสะอ้าน’ เราเข้าไปร่วมสร้างระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง มีชุมชนและหน่วยงานภาครัฐเ
ในเรื่องของการส่งออกข้าวจำหน่ายตลาดต่างประเทศ ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก เท่ากับปริมาณการส่งออกของเวียดนามที่ 7.5 ล้านตันเช่นกัน และอินเดียยังคงเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกที่ปริมาณ 16.5 ล้านตัน จึงเป็นความเสี่ยงของไทยที่จะต้องรักษาอันดับ การเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ เวียดนามยังมีโอกาสที่จะส่งออกข้าวแซงไทยที่เป็นไปได้สูง เพราะเริ่มเห็นตัวเลขการส่งออกข้าวเวียดนามเพิ่มขึ้น จากปกติการส่งออกเฉลี่ยเพียง 6 ล้านตันต่อปีเท่านั้น แต่เห็นชัดเจนขึ้นจากปี 2566 เวียดนามสามารถส่งออกได้ถึง 8.1 ล้านตัน และประมาณต้นปี 2567 เวียดนามสามารถประมูลข้าวจากอินโดนีเซียได้ถึง 4 แสนตัน จากการประมูลทั้งสิ้น 5 แสนตัน ส่วนที่เหลือเป็นของปากีสถานและเมียนมา ส่วนประเทศไทยไม่ได้เพราะราคาข้าวแพงกว่า ข้าวคาร์บอนต่ำ ทางรอดของเกษตรไทย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการปรับตัวของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันการผลิตและการค้าขายทางภาคการเกษตรข
นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการ ASEAN Food and Beverage Alliance’s Paper Launch and Discussion Event ภายใต้หัวข้อ “Climate Change and Food Prices in Southeast Asia” ซึ่งจัดโดยสมาพันธ์ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มของอาเซียน (ASEAN Food and Beverage Alliance: AFBA) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Oxford Economics เพื่อหารือและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความมั่นคงทางอาหาร ต้นทุนการผลิต อุปทานอาหาร และเสถียรภาพราคาอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2567 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมนอกจากได้มีการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ นโยบาย การดำเนินงานในปัจจุบัน และมุมมองด้านอุตสาหกรรมอาหารแล้ว ทางผู้แทนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Oxford Economics ยังได้นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและราคาอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับปี 2024 (Climate Change and Food Prices in Southeast Asia: 2024 Update) ล
ธ.ก.ส. ผลักดัน 9 ชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สู่การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit พร้อมขยายผลไปยังธนาคารต้นไม้อีกกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้าสร้างคาร์บอนเครดิตสะสม 5.10 แสนตันคาร์บอน ภายในปี 2571 และสร้างรายได้ให้ชุมชน มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท นายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เร่งขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่าจนปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิกกว่า 120,000 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ทำให้สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท และเพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค
ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการวิจัยและพัฒนา การขยายผลการใช้ประโยชน์และสร้างเครือข่ายทั้งนักวิจัยด้านการเกษตรและผู้ประกอบการสู่การใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้การพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร การบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร ให้สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรในระดับสากล โอกาสนี้ ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ และ นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย ในวันที่ 19 กันยายน 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยความร่วมมือดังกล่าว จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย และทำให้สินค้าเกษตรเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเครือข่ายกล
