ขิง
“นมแม่ ช่วยครัวเรือนประหยัด ครอบครัวที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประหยัดรายจ่ายเดือนละ 4,000 บาท หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ปี จะช่วยประหยัดรายจ่ายครอบครัวถึง 48,000 บาท” เป็นคำกล่าวที่นำมาจากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทในการรณรงค์ส่งเสริมให้คุณแม่มือใหม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความสำคัญของนมแม่นั้นมีมากมายมหาศาล แต่ปัญหาที่คุณแม่หลังคลอดเจอกันได้บ่อยคือ “น้ำนมแม่ไม่เพียงพอต่อทารก” ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากในน้ำนมแม่ประกอบด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด เช่น มีน้ำตาลแล็กโทสปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง น้ำตาลกลุ่มโอลิโกแซกคาไรด์ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีป้องกันเชื้อก่อโรคในลำไส้ นอกจากนี้ จากหลักฐานทางวิชาการ นมแม่ยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ มีมารดาจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหานี้ อาจเกิดจากปัญหาด้านสภาพจิตใจและความพร้อมของมารดา ปัญหาด้านกายภาพของเต้านม วิธีการเพิ่มน้ำนมมีด้วยกันอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ การรับประทานอาหารหรือสมุนไพรจนกระทั่งการรับประทานยาเพิ่มน้ำนม ขิง เป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ได้
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) คือ ระดับไขมันในเลือดที่มีคอเลสเตอรอล มากกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 150 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ HDL-cholesterol (HDL-C) หรือไขมันดี น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) หรือไขมันเลวมากกว่า 130 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โดยยิ่งหากมีไขมันตัวร้ายมาก ก็ยิ่งก่อปัญหาหลอดเลือดอุดตันได้มาก ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย หลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน ในทางกลับกันหากยิ่งมีปริมาณไขมันตัวดีสูง ก็จะส่งผลดีกับร่างกายมากขึ้น เพราะไขมันตัวดีจะทำหน้าที่เก็บไขมันส่วนเกินจากผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ในการรักษาแผนปัจจุบันเหมือนกับการใช้ยาสมุนไพรในการรักษา ตรงที่ยาไม่ได้มีผลลดไขมันได้ 100% จำเป็นต้องอาศัยการควบคุมอาหารร่วมด้วยเสมอเป็นอันดับแรก คือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของมันของทอด กะทิ เครื่องในสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมจุกจิก น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำผลไม้ กาแฟ หากมีการใส่น้ำตาลปรุงรสในปริมาณมาก ก็จะเพิ่มพลังงานให้กับสิ่งที่เรารับประทาน ซึ่งหากร่างกายเรามีการใช้พลังงานน้อยกว่าพลั
จากสภาพอากาศชื้นในระยะนี้ มักมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกขิงให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า ที่สามารถพบได้ในระยะที่ต้นขิงมีอายุ 4 เดือนหลังปลูก อาการเริ่มแรกใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่าในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขิงที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น ให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที การป้องกันกำจัดโรคเหง้าเน่าในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเล
ขิง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชในตระกูลเดียวกับข่าและกระชาย มีลำต้นใต้ดินสะสมอาหาร มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า “แง่งขิง” หากยังคิดไม่ออกว่าจะปลูกสมุนไพรอะไรในบ้าน ผู้เขียนขอแนะนำให้ปลูกขิง เพราะเป็นพืชที่มีคุณค่ามากมาย ขิงชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำขัง แต่ชอบความชุ่มชื้น เวลาปลูกจึงต้องหมั่นรดน้ำ การขยายพันธุ์ก็ใช้แง่งขิง โดยทาปูนบริเวณรอยแผล ทิ้งไว้ให้แห้ง 2-3 วัน จึงนำไปปลูก ขิงที่ใช้บริโภคมีทั้งขิงอ่อนและขิงแก่ ขิงอ่อนนำมาปรุงกับข้าวและแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ ส่วนขิงแก่ อายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป จึงจะนำมาใช้เป็นยาได้ ขิง เป็นพืชที่มีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของเครื่องเทศ อาหารทั้งคาวและหวาน และการใช้เป็นยาทั้งภายในและภายนอก ในแง่ของประโยชน์ทางอาหาร ขิงสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เป็นที่ทราบกันดีว่า ขิงใช้สำหรับปรุงอาหารให้กับมารดาที่ให้นมบุตร อาทิ ไก่ผัดขิง ปลานึ่งบ๊วยใส่ขิง ต้มไข่หวานใส่ขิง เพราะขิงเป็นตัวชูรสให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมและกลิ่นหอม นอกจากนั้น ขิงยังสามารถนำมาแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น เช่น ขิงดอง ขิงแช่อิ่ม ขิงผง จากการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบ
ชาวสวนโอดขิงราคาดิ่ง กก. 3 บาท สวนทางค่าแรงวันละ 400 บาทตัดสินใจปล่อยร้าง “อบต.” เผย เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกเหลือเพียงร้อยละ 20-30 วันที่ 31 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกขิง ในพื้นที่ ต.แม่นาเรือ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา กล่าวว่า สืบเนื่องจากราคาผลผลิตขิงในขณะนี้ตกต่ำอย่างมาก กก.ละ 2-3 บาทเท่านั้น ขณะที่ค่าแรงงานรายวันๆ ละ 400 บาท ประกอบกับผลผลิตขิงไม่ค่อยมีคุณภาพ เนื่องจากมีฝนตกบ่อยกระทบผลผลิตขิงเสียหาย ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกขิงส่วนใหญ่จึงตัดสินใจปล่อยทิ้งร้าง นางเป็ง ทองคำ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 224 หมู่ 14 ต.แม่นาเรือ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา กล่าวว่า ตนและสามีก็ทำสวนขิงเนื้อที่เล็กน้อยประมาณ 1 งาน แต่เนื่องจากปีนี้ขิงราคาไม่ดีเลย กก.ละ 2-3 บาท เท่านั้น ส่วนค่าจ้างแรงงานเก็บขิงวันละ 400 บาท เกษตรกรจึงตัดสินใจไม่จ้างเก็บ บางรายก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกเพราะเก็บขายก็ไม่ได้ราคา ไม่คุ้มทุน ทำให้เกิดความเสียหายเช่นกัน ด้านนายสมบัติ สมศักดิ์ นายก อบต.แม่นาเรือ กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ทราบว่าเกษตรกรที่ปลูกขิงหลายหมู่บ้านสะท้อนเสียงเป็นทางเดียวกันว่า ปีนี้ราคาขิงตกต่ำอย่างมาก อีกทั้งขิงถูกน้ำ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัด และโฆษก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยหลายพื้นที่มีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ประชาชนเป็นไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 6 ธันวาคม 2559 พบผู้ป่วยแล้ว 160,505 ราย เสียชีวิต 43 ราย ภาคกลาง 25,352 ราย เสียชีวิต 14 ราย ภาคเหนือ 31,714 ราย เสียชีวิต 4 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32,548 ราย เสียชีวิต 21 ราย และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจจะพบโรคปอดบวมร่วม นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนดูแลความอบอุ่นของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ขอแนะนำพืชสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชี กระเทียม หอมแดง ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสมุนไพรรสร้อนคือ น้ำขิง โดยการนำขิงแก่มาต้มแล้วเติมน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงในรูปแบบสำเร็จรูปชงดื่ม จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ และรับประทานผัก ผลไม้ สมุนไพรรสเปรี้ยว เช่น มะนาว
