ข้าวสาร
โรงสีตื่นข้าวเปลือกสะวิงราคาวันเดียว 3 รอบ บิ๊กส่งออก”พงษ์ลาภ” ฉุดราคาซื้อข้าว 5% พุ่งตันละ 12,000 บาท รับข่าวดีออร์เดอร์นอกทะลัก 500,000 ตัน ทั้งจีทูจีคอฟโก้-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์เปิดประมูล ชาวนาลุ้นอานิสงส์ข้าวเปลือกนาปรังขยับตาม คาดผลผลิตทะลักกลางเดือนมีนาคมนี้ แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความผันผวนของราคาข้าวในช่วงนี้ว่า เฉพาะวันที่ 5 มีนาคมเพียงวันเดียว ปรากฏ “ข้าวสาร” มีการปรับราคารับซื้อถึง 3 ครั้ง เริ่มจากช่วงเช้าที่ราคาเปิดตลาดตันละ 11,500 บาท พอมาถึงช่วงบ่าย “กลุ่มพงษ์ลาภ” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ไปตลาดอินโดนีเซีย ได้แจ้งราคาซื้อขยับขึ้นเป็นตันละ 11,800 บาท ส่งผลให้ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่หลายราย เช่น กลุ่มนครหลวงค้าข้าว-เอเซียโกลเด้นท์ไรซ์-กลุ่มไทยฟ้า (2511) ต่างปรับราคารับซื้อข้าวขึ้นตาม จนถึงช่วงเวลาเย็นของวันเดียวกัน มีผู้ส่งออกบางรายแจ้งราคารับซื้อข้าวกับโรงสีพันธมิตรในเครือข่าย (แบบไม่เป็นทางการ) สูงถึงตันละ 12,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงขึ้นมาก “ที่ราคาข้าวขยับขึ้นเป็นผลมาจากผู้ส่งออกได้รับคำสั่งซื้อใหม่ ๆ จากตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดอินโดนีเ
ข้าวราคาพุ่งหอมมะลิ1.77หมื่นบาท/ตันหลังคำสั่งซื้อจากแอฟริกา-เอเชียเพิ่ม ”ลักษณ์”หวั่นชาวนาแห่ปลูกทะลักปลายปีกดราคาร่วง นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้รับผิดชอบรายสินค้า (มิสเตอร์สินค้า) นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวในฐานะมิสเตอร์ข้าวได้รายงานราคาข้าว ณ สิ้นสุดเดือนก.พ.2561 ข้าวเปลือกความชื้น 15% ข้าวหอมมะลิ 15,000-17,700 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 3,900-4,100 บาท/ตันจากเดือนพ.ย.2560 และเพิ่มขึ้น5,900-6,200 บาท/ตันจากพ.ย.2559 ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ราคา 10,000-11,500 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 1,100-1,800 บาท/ตันจากเดือนพ.ย.2560 และเพิ่มขึ้น 2,000-3,400 บาท/ตันจากพ.ย.2559 ข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคา7,400-8,000 บาท/ตันเพิ่มขึ้น 100-200 บาท/ตันจากเดือนพ.ย.2560 และเพิ่มขึ้น 200-500 บาท/ตันจากพ.ย.2559 ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ราคา 9,700-10,850 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 1,600-2,200 บาท/ตันจากเดือนพ.ย.2560 และลดลง 1,150-1,900 บาท/ตันจากพ.ย.2559 ทั้งนี้ จากราคาข้าวหอมมะลิ ณ สิ้นสุด ก.พ.2561 อยู่ที่ 15,000-17,700 บาท/ตัน จูงใจให้ชาวนาหันมาปลูกข้วหอมมะลิเพิ่มขึ
พาณิชย์อุทธรณ์ยืนตามผลคัดเลือกเดิมให้ “ตลาดไท-ตะวันนา” ชนะตลาดกลางข้าวสารคู่ จับตาตลาดไทเตรียมยื่นศาลปกครอง ขอระงับผลพิจารณา หลังจากที่ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ได้ยื่นอุทธรณ์ถึงกระทรวงพาณิชย์ ถึงผลการพิจารณาจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์คัดเลือกให้ตลาดไท และบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดตะวันนา) ดำเนินการก่อตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทยพร้อมกันทั้ง 2 ราย นั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือลงนามโดย นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ แจ้งถึงกรรมการบริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ 1 ใน 2 ราย ชนะการคัดเลือกให้จัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อยืนยันผลการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการทั้ง 2 บริษัท มีศักยภาพในการจัดทำตลาดกลางข้าวสารเช่นเดียวกัน จึงได้ยืนยันผลการพิจารณาไว้ 2 ราย ตามเดิม โดยให้เหตุผลว่ากระทรวงได้พิจารณาคุณส
ส.โรงสีข้าวฯชง นบข.คุมเข้มเครื่องวัดความชื้น “ข้าวสาร” เทียบเท่าข้าวเปลือก ลดต้นทุนแฝงโรงสี-สร้างมาตรฐานทั้งระบบอุตสาหกรรมข้าว นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ตนพร้อมคณะผู้บริหารสมาคม ได้ประชุมร่วมกับผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี (นางจินตนา ชัยยวรรณาการ) เพื่อหารือถึงแนวทางกำหนดมาตรฐานอัตราและเครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือกและข้าวสารทั้งระบบ สำหรับเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ “ทั้งที่ประกาศกำหนดว่า การค้าข้าว หมายถึง ข้าวทุกชนิด ทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร แต่กลับบังคับให้เฉพาะโรงสีติดเครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือกเท่านั้นจึงเสนอให้มีเครื่องวัดความชื้นข้าวสารด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ ขณะนี้โรงสีกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการทำบัญชีเดียว การตัดลดค่าความชื้นเป็นต้นทุนแฝงทางบัญชีของโรงสี ทุก 1% เท่ากับค่าข้าว 15 กรัม นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับลดค่าความชื้นเฉลี่ยจากเดิมที่กำหนด 15% เหลือ 14% ให้เป็นระดับเดียวกันทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร เพื่อประโยชน์ต่อระบบห่
นโยบายชะลอขายข้าวฝากยุ้งฉางสุดเวิร์ก โค้งสุดท้ายเหลือ 1 เดือนปิดโครงการมีข้าวเปลือกเข้าแค่ 60,000 ตัน ชาวนาปลื้มราคาตลาดข้าวเปลือกมะลิพุ่งแซงราคายุ้งฉางตันละ 1,000 บาท มั่นใจนาปรังปี”60 ลดนาปรังลงอีก2 ล้านไร่ราคาข้าวมีเสถียรภาพ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/2561 (จำนำยุ้งฉาง) ตั้งเป้าหมายรับฝากข้าวเปลือก2 ล้านตัน ด้วยงบฯกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 ระยะเวลาไถ่ถอนข้าว 5 เดือน ซึ่งขณะนี้เหลือเวลา 1 เดือนจะปิดโครงการ นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เหลือระยะเวลาอีก1 เดือนสุดท้ายที่จะสิ้นสุดโครงการชะลอขายเก็บเข้ายุ้งฉางของรัฐบาล แต่มีชาวนานำข้าวเข้าฝากเก็บโครงการฯเพียง 60,000 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการฝากเก็บ2 ล้านตันข้าวเปลือก โดยคาดว่าในช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนปิด
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์สำหรับจุดประกายจัดตั้ง “ตลาดกลางข้าวสาร” เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเยือนจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ซึ่งได้มีโอกาสเยี่ยมชมตลาดกลางข้าวสาร ซึ่งรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนที่ดิน และให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ 100% ทั้งยังวางระบบการขนส่งเชื่อมโยง ทั้งระบบรถไฟ รถยนต์ สร้างความสะดวกต่อผู้ซื้อ ช่วยให้สามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้ เดิมประเทศไทยไม่เคยมีตลาดกลางข้าวสารมาก่อน แต่เคยมี “ตลาดนัดข้าวเปลือก” ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี เป็นเวทีที่เปิดให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อข้าวเปลือกจากโรงสี และเกษตรกรนำออกมาขาย เมื่อถูกใจจะเจรจาต่อรองซื้อขายได้ทันที ตลาดนัดข้าวเปลือกที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือ ท่าข้าวกำนันทรง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งที่นิยมมาซื้อ-ขาย เพราะมีระบบขนส่ง การกระจายข้าวได้ง่าย ซึ่งดำเนินการลักษณะนี้เรื่อยมา แต่ภายหลังระบบการซื้อขายข้าวเปลี่ยนไป ตลาดนี้ซบเซาลง ถึงสมัย นางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปัดฝุ่นแนวคิดจัดตั้ง “ตลาดกลางค้าข้าวอาเ
คุณอรทัย อู่ประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (ฝั่งขวามือ) ได้มอบกระเช้า ให้แก่ คุณ สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (ฝั่งซ้ายมือ) ซึ่งเป็นประธานในงานการประชาสัมพันธ์ การรับรองมาตร ฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงโดยให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน รูปพนมมือ ณ ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม4 โดยสินค้าข้าวหอมมะลิ100% ตราฉัตร ได้รับการรับรองมาตรฐานรูปพนมมือเช่นกัน
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ ข้าวไทยในตลาดโลกว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม – 27 มิถุนายน 2560 ส่งออกได้แล้วปริมาณ 5.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่าเงินบาท 87,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และเงินเหรียญสหรัฐ 2,535 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% ประเมินว่าปีนี้ยอดส่งออกข้าวทั้งปีจะทำได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะทำสถิติการส่งออกข้าวใหม่ อาจจะ ส่งออกได้สูงถึง 11 ล้านตัน “ขณะนี้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้นชัดเจน ไม่ใช่ดีขึ้นแค่ยอดการ ส่งออก แต่ราคาส่งออกก็ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ราคาส่งออกข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 458 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากตันละ 440 เหรียญ ข้าวนึ่งตันละ 476 เหรียญ จาก 460 เหรียญ และข้าวหอมมะลิตันละ 778 เหรียญ เพิ่มจากตันละ 700 เหรียญ ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,700-8,900 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 10,000-11,000 บาท” “ปัจจัยทำให้ตลาดข้าวไทยขาขึ้นเพราะรัฐบาลดำเนินนโยบาย ถูกทาง การดูแลเกษตรกร เร่งระบายข้าวในสต๊อก ขณะนี้ระบายอีก แค่ครั้ง 2 ครั้งก็จะไม่มีข้าวเหลือในสต๊อกแล้ว ทำให้แรงกดดัน ต่อตลาดข้าวไทยหมดไป” นางอภิรดี กล่าว ขอบคุณข้อ
นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัด บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด และบริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด พร้อมด้วยนายศิรัส ธัญญวัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ นางชญานิศ ธัญญวัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ และนางจุฑามณี กาญจนางกูรพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้ช่วยฝ่ายบริหาร บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด นำผลิตภัณฑ์ข้าวสารตราไก่แจ้ทุกสี กว่า 30 ชนิด ขนมไทยแบรนด์แม่นภา ได้แก่ ข้าวต้มมัด-ข้าวเหนียว “แม่นภา” ทั้ง 6 รส และขนมสแน็กอบกรอบเบรกแตกทั้ง 6 ชนิด ร่วมออกบูทจำหน่ายสินค้าในงาน THAIFEX-World of Food Asia 2017 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆนี้ ผลิตภัณฑ์ของข้าวสารตราไก่แจ้และขนมแม่นภาได้รับความสนใจและสั่งซื้อเป็นอย่างดีมากจากลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารในไทยเป็นครั้งแรกว่า จะใช้วิธีเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้หรืออย่างช้าเดือนกรกฎาคม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ ให้สามารถเปิดดำเนินการตลาดกลางข้าวสารให้แล้วเสร็จได้ภายในสิ้นปี 2560 ทั้งนี้ กรมได้ลงพื้นที่สำรวจและดูสถานที่ของภาคเอกชนแล้วโดยจะเลือกใช้เป็นพื้นที่จัดตั้งตลาดกลางข้าวสารก่อน 4 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท จังหวัดปทุมธานี ตลาดต่อยอด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ของบริษัทปทุมไรซมิลฯ จ.ปทุมธานี และพื้นที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) แถวราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ซึ่งโครงการนี้จะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท และสถานที่จัดตั้งอยู่ชานเมือง เพราะมีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการขนส่งและการเดินทางมาเลือกซื้อข้าวสารของผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ นางนันทวัลย์ กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสาร เนื่องจากเล็งเห็นว่าไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ละปีมีผลผลิตข้าวสารเฉลี่ย 20 ล้านตัน ส่งออก 10 ล้านตัน และบร
