จังหวัดตรัง
เอสซีจี โดย นายศาณิต เกษสุวรรณ ผู้อำนวยการ-ธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับ นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ภาคีเครือข่าย และจิตอาสา ดำเนินกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” จ.ตรัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยการปลูกหญ้าทะเลและป่าโกงกางในพื้นที่ชุมชนบ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง รวม 15 ไร่ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง พร้อมวางบ้านปลาสำหรับเป็นแหล่งอนุบาลสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล โดยตั้งเป้าวางให้ครบ 400 หลังในปี 2562 ควบคู่การจัดการขยะชุมชนชายฝั่ง เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอย่างครบวงจรและยั่งยืน สำหรับพื้นที่จังหวัดตรัง เอสซีจีได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ชุมชน และเครือข่ายจิตอาสา ปลูกต้นไม้จากภูผาสู่มหานที ภายใต้กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” จ.ตรัง ด้วยการปลูกหญ้าทะเล 2,000 ต้น ในพื้นที่
บ้านเขาหลัก ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง นำเงินรางวัลหมู่บ้านโอทอปต้นแบบซึ่งติด 1 ใน 50 หมู่บ้านทั่วประเทศได้เงินกว่า 300,000 บาท มาเพาะขยายพันธุ์ไก่ดำ 5 สายเลือดจนได้มาเป็นไก่ดำพันธุ์เขาหลัก แจกจ่ายเกษตรกรในหมู่บ้านพร้อมรับซื้อคืนกิโลกรัมละ 200 บาท คาดจะมีลูกไก่ดำจำหน่ายให้กับบุคคลภายนอกกลางปีหน้า ที่ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงไก่ดำ หมู่ที่ 7 บ้านเขาหลัก ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ชาวบ้านได้นำเงินจำนวน 300,000 บาทที่ได้รับรางวัลจากการประกวดหมู่บ้านโอทอปต้นแบบประจำปี 2561 ซึ่งติด 1 ใน 50 หมู่บ้านจากกว่า 3,000 หมู่บ้านทั่วประเทศของกรมการพัฒนาชุมชน มาสร้างโรงเรือนเพื่อขยายพันธุ์ไก่ดำที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้น โดยสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้และซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่ดำมาเพิ่มอีก 4 สายพันธุ์คือ พันธุ์มองโก,พันธุ์อินโด พันธุ์ยูนานและพันธุ์เคยู จำนวน 80 ตัว มาผสมกัน จนได้ออกมาเป็นไก่ดำพันธุ์เขาหลัก ที่มีลักษณะสีดำทั้ง 8 อย่างคือ เนื้อดำ กระดูก หงอน เล็บ ขา หน้า ปาก และลิ้นสีดำ แต่ขนไม่จำเป็นต้องดำ นิสัยไม่ดุร้าย เลี้ยงง่าย ทนโรคและโตเร็ว ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท หรือตัวละประมาณ 400-500 บาท ซึ่งขณะนี้
ชุมชนบ้านแหลม ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นชุมชนที่มีทรัพยากรสัตว์น้ำหลากหลาย หอยตลับหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หอยปะ เป็นหอยประจำถิ่นมีอยู่จำนวนมาก แต่การนำมาใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ ที่จะสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่มี จึงนำไปสู่การแปรรูปหอยตลับให้มีมูลค่ามากขึ้น ทั้งนี้ หอยตลับ หรือ หอยปะ มีเปลือกค่อนข้างหนา มีเนื้อน้อย มีให้เก็บทุกฤดูกาล มีการจับหอยตลับได้ในปริมาณที่มากกว่าแหล่งอื่นในลุ่มน้ำปะเหลียน โดยการจำหน่ายในรูปหอยตลับสด แปรรูปผลิตภัณฑ์หอยในรูปของหอยตลับดอง หอยตลับปรุงรส แต่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายตามเทศกาล ตามออเดอร์ที่สั่งของลูกค้า โดยหอยตลับขนาดใหญ่และขนาดกลาง ชาวบ้านจะนิยมขายแบบสด ในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ส่วนหอยตลับขนาดเล็กมีเนื้อค่อนข้างน้อย ซึ่งหอยตลับขนาดเล็ก ชั่งทั้งเปลือกมีประมาณ 110-140 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ชาวบ้านจึงนิยมนำมาลวกเอาแต่เนื้อของหอยมาทำกับข้าว และนิยมนำมาแปรรูปเป็นหอยตลับสมุนไพรเก็บไว้รับประทานในครัวเรือน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมพูนุช โสมาลีย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.
“เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา” เป็นคำขวัญจังหวัดตรัง ท่องเที่ยวตรัง จังหวัดตรัง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง กันตัง ย่านตาขาว ปะเหลียน สิเกา ห้วยยอด วังวิเศษ นาโยง รัษฎา และหาดสำราญ ประกอบด้วย 85 ตำบล 723 หมู่บ้าน 198 ชุมชน ชาวตรังส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากเกษตรกรรม โดยพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รองลงมาคือ การทำนา สวนมะพร้าว พริกไทย อาชีพประมง และทำสวนผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน กาแฟ ฯลฯ ในอดีต จังหวัดตรัง มีพื้นที่ปลูกยางพารา 1,542,824 ไร่ สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นกว่าปีละ 16,510 ล้านบาท พื้นที่ปลูกยางมีแนวโน้มลดลง หลังราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้งเพื่อปลูกพืชอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ส่วนปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 189,989 ไร่ สร้างรายได้ต่อปีกว่า 2,599 ล้านบาท พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังราคายางพาราตกต่ำทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่
“ปอดควาย” เป็นขนมโบราณของภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.ตรัง มีลักษณะคล้ายๆ “ขนมฝามีจีน” หรือ “ขนมกระทะ” ในภาคอื่น ขนมชนิดนี้มีประวัติความเป็นมาที่อยู่คู่กับภาคใต้มายาวนานนับร้อยปี ซึ่งในสมัยก่อนจะขายกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะตามงานเทศกาลต่างๆ เเต่ปัจจุบันยังคงเหลือเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น เมธี เมืองแก้ว ผู้สื่อข่าวข่าวสด จ.ตรัง พาไปกินขนม “ปอดควายแม่แปลกเมืองตรัง” ที่สืบทอดมาจนถึงรุ่นลูก อย่าง “ป๋าน้อง” นายจีระศักดิ์ จักรกฤษ วัย 38 ปี เปิดเผยว่า เปิดร้านเล็กๆ ที่ อ.ห้วยยอด ริมถนนเพชรเกษม นานกว่า 10 ปีแล้ว ประกอบกับปีนี้นับเป็นปีทองของราชาผลไม้อย่างทุเรียน จึงคิดค้นเมนูเด็ด ผสมผสานระหว่างขนมพื้นเมือง กับทุเรียนพื้นบ้าน จนเกิดความอร่อยแบบลงตัว ภายใต้ชื่อ “ปอดควายทุเรียน” ได้เป็นรายแรกของไทย และได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนการผลิต ผสมทุเรียนพื้นบ้านที่สดและสุกเต็มที่กับแป้ง แล้วตีให้เข้ากัน ก่อนนำไปทอดในกระทะ กลิ่นหอมของทุเรียนโชยไปทั่ว ควบคู่กับความอร่อย ไม่ว่าจะนำไส้อะไรมาใส่ลงไป ทั้งไส้มะพร้าว ไส้ถั่ว และไส้สังขยา ขายราคาชิ้นละ 50 บาท จุดเด่นของ “ปอดควายแม่แปลกเมืองตรัง” ยังอยู่ตรงที่
ตรังของบประมาณ 30 ล้าน หนุน 11 โครงการประชารัฐ 3 ด้าน “การเกษตร-แปรรูป-ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน” ทั้ง “เพาะเลี้ยงปลิงทะเล-ทำฝายเก็บน้ำ-ธนาคารปูม้า-แปรรูปผลิตภัณฑ์ต้นจาก-ส่งเสริมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฯ พร้อมดันพัฒนาเมืองกันตังเป็นเมือง Classic Vintage Town หวังสร้างรายได้เพิ่ม ทำเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง นายวสันต์ ถนอมทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้จังหวัดตรังได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.) ขึ้นสืบเนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสานพลังประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และยุทธศาสตร์ประชารัฐพัฒนาประเทศ จึงได้กำหนดกลไกการขับเคลื่อน 2 กลไกหลัก คือ คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.จังหวัด) และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประจำจังหวัด โดยมีเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนได้กำหนดภารกิจหลักในการขับเคลื่อนไว้ 3 ด้าน คือ ด้านการเกษตร ด้านการแปรรูป และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยผ่านกระบวนการพัฒนา 5 ฟันเฟืองหลัก คือ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต
ตรัง – นางสาวนุชรีย์ หมวดเมือง ชาวบ้าน ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 9101 โดยรวมกลุ่มกันเลี้ยงไก่บ้านจำหน่าย แต่ประสบปัญหาเนื่องจากพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน ส่วนใหญ่จะซื้อไก่เนื้อ จึงนำไก่บ้านมาแปรรูปทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งไม่เหมือนใคร โดยนำมาสับเป็นชิ้นๆ ผสมคลุกเคล้ากับเครื่องสมุนไพร หมักไว้แล้วนำมาใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ นำกาบมะพร้าวกับใบตองปิดด้านบน จากนั้นนำไปเผาไฟให้สุกใช้เวลาครึ่งช.ม.ทำให้มีรสชาติดีขึ้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จำหน่ายกระบอกละ 100 บาท ในแต่ละวันมีรายได้ 1,500-2,000 บาท สร้างรายได้ให้กับสมาชิก ขณะนี้มีอยู่ 8 คน ทั้ง 8 คนนี้มีอาชีพกรีดยางพารา และตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ 9101 มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก มีรายได้เพียงพอ เนื่องจากยางพาราแทบไม่ใช่อาชีพหลักแล้ว เพราะราคาตกต่ำอย่างมาก นับว่าโครงการ 9101 ได้สร้างอาชีพ ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นอย่างมากและจะดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดไป ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
ตรัง – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ชาม 10 บาท ชื่อ “ลองแล” ริม ถนนตรัง-ย่านตาขาว ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงข้าวยากหมากแพง ราคายาง ปาล์ม ตกต่ำ จึงทำให้ลูกค้าทุกสาขาอาชีพไปนั่งรับประทานกันแน่นร้านทุกวัน เนื่องจากมีรสชาติไม่แพ้ร้านใหญ่ๆ ส่วนมากทานกันอย่างน้อยคนละ 2 ชาม เนื่องจากราคาถูกกว่าร้านทั่วไป แถมยังมีหลากหลายเมนู นายจักรภพ คงแก้ว หรือ หลวงกบ อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลองแล เปิดร้านมาได้ 3 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้เคยไปทำงานในเมืองกรุง และตัดสินใจกลับมาบ้านเกิดที่ จังหวัดตรัง เพื่อเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ นับเป็นการสวนกระแสในช่วงที่ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นและอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากคนตรังส่วนใหญ่ประกอบอาชีพสวนยางและปาล์ม ดังนั้น จึงหันมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือ แค่ชามละ 10 บาท โดยยังคงคุณภาพมาตรฐาน และไม่ลดปริมาณ เพราะถ้าลูกค้ากินได้ทางร้านก็อยู่ได้ สามารถนำเงินส่วนนี้เลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องได้อย่างไม่ขัดสน ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
นายสัตวแพทย์ อภิชาติ ทรัพย์สิริไพบูลย์ สัตวแพทย์ปฏิบัติการ สนง.ปศุสัตว์ จังหวัดตรัง กล่าวว่า หลังจากสุนัขที่มีเชื้อบ้าไล่กัดวัวในตำบลย่านตาขาว ทำให้วัวติดเชื้อตาย 8 ตัว และบางตัวแสดงอาการอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นวัวแม่ลูกอ่อน จึงได้ฉีดวัคซีนให้วัวที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยจังหวัดตรังมีโรคพิษสุนัขบ้าระบาดแล้ว 2 ครั้ง และในรอบ 5 ปี ระบาด 3 ครั้ง พาหนะนำโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะ สุนัข และแมว ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาท้องถิ่นทำหน้าที่คุมกำเนิด ฉีดวัคซีน สุนัขและแมวได้ดีและต่อเนื่องตลอด แต่หลังจากสตง.ท้วงติงว่า ท้องถิ่นไม่มีหน้าที่ฉีดวัคซีน ทำให้ท้องถิ่นจำเป็นต้องลดบทบาท ส่งผลให้ 2 ปีที่ผ่านมาโรคพิษสุนัขบ้าระบาดในพื้นที่บ่อย อีกสาเหตุหนึ่งคือเจ้าของไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องสุนัขและแมวจรจัด ขณะนี้ในพื้นที่ จ.ตรัง ประกาศเป็นพื้นที่เฝ้าระวังแล้ว 3 อำเภอ คือ ตำบลบ้านควน อำเภอเมือง, ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน และ ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้ ทางกรมปศุสัตว์ สตง.และท้องถิ่น ได้ทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกัน เพื่อจะดูแลเรื่องนี้อีกครั้
