ทุเรียนหมอนทอง
“ทุเรียนปราจีนบุรี” ติดหนึ่งในทำเนียบทุเรียนพันธุ์ดีของไทย เพราะขึ้นชื่อลือชาในเรื่องรสชาติความอร่อย แต่หากินยากเพราะมีพื้นที่ปลูกไม่มาก ผลผลิตมีจำนวนจำกัด เกษตรกรจึงขายผลผลิตได้ราคาสูง 150-200 บาท ต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ทุเรียนปราจีนบุรี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มีจำนวน 7 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทุเรียนพันธุ์การค้า ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง และมีกลุ่มทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอีก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ กบชายน้ำ ชมพูศรี และพันธุ์กำปั่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับทุเรียนปราจีนบุรี ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอนาดีเท่านั้น เนื่องจากทำเลดังกล่าวมีสภาพดินเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินชั้นบนเป็นดินร่วนปนทราย ดินชั้นล่างเป็นหินผุและศิลาแลง ทำให้การระบายน้ำสะดวก น้ำไม่ขังในเนื้อดิน การกระจายตัวของธาตุอาหารทั่วถึง ลักษณะภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน ประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมพอดีกัน เกษตรกรชาวสวนทุเรียนแต่ละรายในจังหวัดป
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยในปี 2562 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีราคาใกล้เคียงกับที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ ผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทย คือ จีน เวียดนาม ยังดีต่อเนื่อง จากปี 2561 มีการส่งออก 518,882 ตัน เพิ่มขึ้น 3.05% มูลค่า 35,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.21% ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้ใน ปี 2562 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2561 คือ ราคา 78.16 บาท/กิโลกรัม โดยราคาทุเรียนในปีนี้จะสูงกว่าต้นทุนการผลิต 5 เท่า จากต้นทุน 15.10 บาท ต่อกิโลกรัม นายฉันทานนท์ กล่าวว่า อนาคตของทุเรียนไทย สศก. มองว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียนควรเน้นผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีมากกว่าเน้นปริมาณ เพื่อรองรับการแข่งขันของคู่ค้าในอนาคต จากปัจจุบันไทยเน้นส่งออก ทุเรียนหมอนทอง ควรเพิ่มสายพันธุ์ทุเรียนให้มีความหลากหลาย อาทิ ก้านยาว ชะนี พวงมณี เพื่อกระจายความเสี่ยง ยกระดับการขายเป็นขายทุเรียนพรีเมี่ยม และเพิ่มรูปแบบการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนฟรีซดราย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า
เมื่อเร็วๆ นี้ นายวริช วิชิต รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน ชุมพร-ระนอง ได้รับมอบหมายจาก นางวิริยา แก่นแก้ว ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน ชุมพร-ระนอง ให้นำสื่อมวลชนสำรวจเส้นทางเพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-Tourism) ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมชมสวนทุเรียนปลอดสารพิษพันธุ์หมอนทอง พื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.ในวงเหนือ อ.ละอุ่น จ.ระนอง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง อ.ละอุ่น จ.ระนอง กับ ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร และพื้นที่บ้านควนสามัคคี หมู่ที่ 13 ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร ได้พบ นางจารึก ขนอม อายุ 63 ปี เจ้าของสวนทุเรียนปลอดสารพิษพันธุ์หมอนทอง 40 ไร่ เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช และย้ายมาอยู่ใน ต.ในวงเหนือ เมื่ออายุ 22 ปี เริ่มแรกทำสวนกาแฟก่อนหันมาปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 30 ปีแล้ว ตอนนี้มีทุเรียนอยู่ 200 ต้น ให้ผลผลิตปีละประมาณ 40 ตัน มีรายได้ปีละประมาณ 2 ล้านบาท ทั้งนี้ ในระยะแรกที่ปลูกทุเรียนใช้ปุ๋ยเคมีกับสวนทุเรียนมา 20 กว่าปี มีผลกระทบมากมาย เช่น ราคาปุ๋ยค่อนข้างสูง ระยะแรกแม้จะให้ผลผลิตดี แต่ดินเริ่มเสีย ทำให้ต้นทุเรียนทยอยตายลง ส่วนสุขภาพได้รับผลกระทบ รู้สึกเวี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนทุเรียนของ นายสมาน เจ๊ะโซ๊ะ อายุ 67 ปี หมู่ที่ 8 บ้านลือมุ ตำบลกรงปินัง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอกรงปินัง เจ้าของสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทองพื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีการตัดขายเป็นรอบที่ 5 ของปีนี้ อายุต้นทุเรียนล้วนมากกว่า 30 ปี แต่ยังคงให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง นายสมาน เปิดเผยว่า ผลผลิตของปีนี้มีจำนวนลดลง จากที่เคยได้ผลผลิตต่อปีประมาณ 20 ตัน ปีนี้ลดเหลือเพียงกว่า 10 ตันเท่านั้น มาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาเกิดสภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก แต่เมื่อต้นปีกลับมีฝนตกชุก ซึ่งอยู่ในช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังออกดอก ทำให้ดอกทุเรียนร่วง แต่อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่มีน้อยทำให้ราคาและความต้องการจากตลาดเพิ่มสูง โดยตนส่งขายให้กับพ่อค้าที่ จ.ยะลา ประมาณกิโลกรัมละ 55-60 บาท นับว่าเป็นที่น่าพอใจ “สวนทุเรียนของผมใช้วิธีธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี การเอาใจใส่ดูแลทั้งเรื่องของระบบน้ำ และพื้นที่สวนที่ต้องไม่รก เพื่อป้องกันแมลง ทำให้ผลผลิตออกมาดีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และได้ตัดส่งขายไปแล้วถึง 4 ครั้ง ครั้งละกว่า 1 ตัน ตกราคา 5 หมื่นบาท ต่อเที่ยว
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขึ้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี้ได้ งานนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ”คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆด้วยอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำหว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆคือ”หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ด้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆเขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งคือ จีน ด้วยความรู้ความสามารถและยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน
