ท่องเที่ยวเชิงเกษตร
หากใครกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ไปเช้าเย็นกลับได้ ขอแนะนำ “เกษตรฯศูนย์บาท @ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง” ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ในวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ทำนา ในพื้นที่เดียวกัน ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ได้ที่ชุมชนแผ่นดินทองคอยรุตตั๊กวา บ้านเลขที่ 23/2 หมู่ที่ 5 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ 087-908-0662
สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการทำเกษตรอินทรีย์ที่เกิดการรวมกลุ่มของ Young Smart Farmer Smart Farmer และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์โคกหนองนา ร่วมกับเกษตรกรในชุมชนวิถีดั้งเดิมที่มีแนวคิดร่วมกันเพื่อสร้างพลังชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเน้นวิถีชีวิตให้คงไว้แบบดั้งเดิม อนุรักษ์วัฒนธรรม แหล่งน้ำป่าธรรมชาติ ให้คงอยู่และสร้างพื้นที่สวนป่าให้มากขึ้น โดยเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2560 มีนางรุ่งนภา กงซุย เป็นผู้ก่อตั้งและได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างด้านวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ และประสบความสำเร็จด้านการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิคและมาตรฐานเกษตรปลอดภัยจากกรมวิชาการเกษตร สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม บนพื้นที่ 30 ไร่ แบ่งสัดส่วนเป็น ข้าวอินทรีย์ จำนวน 16 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 7 ตัน/ปี สวนไม้ผล จำนวน 1 ไร่ ปลูกฝรั่งกิมจู กล้วย น้อยหน่า และมะม่วง ให้ผลผลิตรวม 1 ตัน/ปีสวนป่ากินได้ จำนวน 4 ไร่ พืชผักเกษตรผสมผสานและที่พักอาศัย (ฟาร์มสเตย์) รวม 8 ไร่ โดยสวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั
เมื่อพูดถึง “หอยทาก” หลายคนอาจนึกถึงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร หรือเป็นสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ไม่น่าเข้าใกล้ แต่ใครจะคิดว่าหอยทากจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมันให้กลายเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ได้อย่างน่าทึ่ง คุณกฤตพง ภัทรธุวานัน กรรมการบริหารบริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการผลิตและส่งออกอาหารอินทรีย์มายาวนานกว่า 27 ปี ได้ริเริ่มโครงการ “เอเดนฟาร์ม” ขึ้นด้วยแนวคิดในการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมทั้งตั้งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยคุกคามทางการเกษตร โดยเฉพาะการระบาดของหอยทากยักษ์แอฟริกา ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่อพืชผลและระบบนิเวศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหอยทากสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศกานา และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค เอเดนฟาร์มจึงมองเห็นโอกาสในการจัดการปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำหอยทากมาเลี้ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งขยายเครือข่ายฟาร์มออกไปในพื้นที่เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ปัจจุบ
ครูแหม่ม หรือ นางศิริรัตน์ พุมดวง วัย 54ปี เจ้าของบ้านสวนครูแหม่ม จ.นครศรีธรรมราช ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผักเหลียงได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ข้าวเกรียบใบเหลียง หรือใบเหลียงสแน็ก ผงโรยข้าวผักเหลียง ซาใบเหลียง ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากใบเหลียง สบู่น้ำแร่ผักเหลียง ผงพอกหน้าผักเหลียง กลายเป็นสินค้าเด่นของชุมชนที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดมือกลับบ้าน ปลูกผักเหลียงอินทรีย์ในสวนยางพารา บ้านสวนครูแหม่ม ปลูกผักเหลียงแบบอินทรีย์ในสวนยางพารา ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 8 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ครูแหม่มได้ศึกษาพบว่าในสวนยางพารามีต้นผักเหลียงซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองของตำบลนบพิตำ จึงได้ศึกษาทดลองปรับปรุงสายพันธุ์ตลอดจนวิธีการเพาะปลูก และการตูแลรักษาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ จนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และได้ใบรับรอง Organic Thailand เป็นเครื่องการันตีคุณภาพสินค้าสะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมี จึงสามารถขายผักเหลียงได้ราคาสูงถึง กก.ละ 100 บาท ครูแหม่มคว
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดนโยบายการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย โดยการนำทรัพยากรทางการเกษตร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งให้ประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายผลผลิตอย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้เสริมจากนักท่องเที่ยว เช่น ค่าเข้าชม ค่าอาหาร ที่พัก ของที่ระลึก ฯลฯ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การขายผลผลิตหรือแปรรูปภายในแหล่งท่องเที่ยว สามารถตั้งราคาสูงขึ้นเพราะมีประสบการณ์เชิงเรื่องราว (Storytelling) ร่วมด้วย ส่งเสริมการเรียนรู้และภูมิปัญญาให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ได้เรียนรู้วิถีเกษตรแบบไทย เช่น ปลูกข้าว ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ กระจายรายได้สู่ชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะชุมชนชนบทสามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งจากการท่องเที่ยว รวมทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์วิถีชีวิตเกษตรดั้งเดิม วิสาหกิจชุม
นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามนโยบายเน้นหนักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาต่อยอดพื้นที่การเกษตรของกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวช่วยสร้างงาน สร้างรายได้หลัก หรือรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้มีช่องทางขยายผลจากอาชีพของตน เกษตรกรมองเห็นคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งเจ้าหน้าที่ และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวและตลาดโลก โดยยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการวางแผนการดำเนินงาน การควบคุมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนในการดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่ง
หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของผลไม้สุกหวาน จันทบุรีคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด และหนึ่งในสวนผลไม้ที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ “สวนสาวสุดใจ” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสุดอบอุ่นของครอบครัว “ป้าสาว-ลุงสุดใจ สุดประเสริฐ” ที่เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวิถีชีวิตสวนผลไม้แท้ๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง กลิ่นอายสวนผลไม้…จากรุ่นสู่รุ่น “สวนสาวสุดใจ” มีที่มาที่ไปอันยาวนาน เริ่มต้นจากรุ่นคุณพ่อของป้าสาวที่บุกเบิกพื้นที่ปลูกผลไม้ไว้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียนพันธุ์ดี มังคุด ลองกอง และเงาะ ด้วยหัวใจรักในผืนดินและการเกษตร ป้าสาวหลังเกษียณราชการได้เข้ามารับช่วงต่อในพื้นที่สวนแห่งนี้ พร้อมนำความรู้ใหม่ๆ ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์สวนแห่งนี้ให้เป็นมากกว่าสวนผลไม้ธรรมดา แต่คือพื้นที่เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับทุกคน “ป้าเริ่มมาทำสวนตั้งแต่ปี 2549 พอเข้ามาทำแล้วก็พัฒนาการสวนมาเรื่อยๆ สวนแห่งนี้อยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ แรกๆ ก็เอาผลผลิตไปส่งตลาดทั่วไป ต่อมาเริ่มมาคิดว่าน่าจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรให้คนได้เข้ามาชิมมาซื้อผลไม้ในสวน ก็เลยปรับกา
สาวโคราชปรับที่ดินแปลงไร่ข้าวโพด 11 ไร่ บริเวณบ้านโป่งแมลงวัน หมู่ที่ 5 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่เคยแห้งแล้ง ทำเป็นสวนเกษตรผสมผสาน และตกแต่งพื้นที่บริเวณโดยรอบให้มีวิวสวยงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.นครราชสีมา ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แห่มาถ่ายรูปเซลฟี่ เช็คอินกันอย่างคึกคัก โดยแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ มีชื่อว่า “วิมาน บ้านโคก” ซึ่งมี น.ส.อานาตา เลาสูงเนิน ดูบัว อายุ 35 ปี เป็นเจ้าของ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ภายในสวนแบ่งเป็น 3 โซน คือ 1.โซนทุ่งนา ซึ่งจะมีทุ่งนาอยู่ประมาณ 5 ไร่ โดยมีสะพานไม้ทอดยาวผ่ากลางทุ่งนา และล้อมรอบทุ่งนาเป็น 4 เหลี่ยม มีต้นทานตะวัน และดอกไม้ชนิดต่างๆ อยู่ 2 ข้างสะพาน อีกทั้งยังมีการจัดทำซุ้มสวยๆ ไว้ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อน และมีถนนดอกหญ้าที่สุดโรแมนติก ให้ถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างจุใจ 2.โซนร้านอาหาร ซึ่งจะมีร้านอาหาร และร้านกาแฟไว้บริการนักท่องเที่ยว โดยจัดทำเป็นกระท่อมเล็กๆ อยู่ชายทุ่งนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศสุดชิล ซึ่งโซนนี้ร้านอาหารและร้านกาแฟยังสร้างไม่เสร็จ คาดว่าจะสร้างเสร็จพร้อมให้บริการ
ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะเสม็ด อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชุมพรที่สมาชิกส่วนใหญ่ของชุมชนต่างยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต สาเหตุที่ชื่อ “บ้านเกาะเสม็ด” คงเป็นเพราะมีต้นเสม็ด รายล้อมอยู่รอบๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านในชุมชนประกอบอาชีพทำสวน ทำนา และปลูกข้าว “พันธุ์เหลืองปะทิว” หลังจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ขึ้นฝั่งที่ชุมพรเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ทำให้ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ชาวบ้านเกาะเสม็ดจึงหันมาทำสวนปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงมีนาข้าวที่รอดพ้นจากพายุไต้ฝุ่นเกย์หลงเหลืออยู่บ้าง ปราชญ์ของชุมชนบ้านเกาะเสม็ดจึงมีการนำข้าวพันธุ์เหลืองปะทิวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพราะต้องการรักษาพันธุ์ข้าวนี้ไว้ให้ลูกหลานสืบไป จนกลายเป็นที่มาของ “ข้าวเหลืองปะทิว” ที่มีโปรตีนสูงกว่าข้าวชนิดอื่น ชาวบ้านจึงหันมาปลูกข้าวเหลืองปะทิวและแปรรูปเป็นขนมจีนเส้นสด ขนมทองม้วน ข้าวแปรรูปส่งขาย ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมจากการทำนาทำสวน เมื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวเ
ใกล้สิ้นปีแบบนี้ หลายท่านคงมองหาที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวไว้พักผ่อนหย่อนใจจากงานที่ทำมาตลอดทั้งปี แต่คงจะดีไม่ใช่น้อยหากได้ท่องเที่ยวและพักผ่อนในสถานที่เที่ยวแบบธรรมชาติ โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่แสนงดงาม คงจะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากงานที่สะสมมาตลอดทั้งปี นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ขอนำเสนอรายงานพิเศษในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร อย่าง “สุดทางรัก” ในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี สถานที่ท่องเที่ยวฟีลธรรมชาติ ฮีลแรงกายและแรงใจจากวันที่เราเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี สุดทางรักมวกเหล็ก ที่พักราคาดี ฟีลธรรมชาติ สุดทางรักมวกเหล็ก ในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ถูกสร้างและเนรมิตที่ดินผืนนี้ให้มีมูลค่า ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครต่างต้องเช็กอินทุกครั้งที่ได้มาเยือนอำเภอมวกเหล็ก ผ่านการสร้างสรรค์และออกแบบโดยสองสามีภรรยาที่ชื่อว่า คุณนิค และ คุณเชอรี่ หากถามถึงจุดเริ่มต้นของสุดทางรักมวกเหล็ก คุณนิค เล่าให้เราฟังว่า จากการมองหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศ สู่การได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนๆ จนนำมาสู่การต่อยอดและพัฒนาที่พักสไตล์มินิมอล ราคาสบายกระเป๋า บรรยากาศดี ได้ฟีลเที่
