ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ลงนามกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดทำวิจัย โดยใช้ข้อมูลทางด้านสินเชื่อของเกษตรกร มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลด้านเครดิต การใช้เทคโนโลยี Geographic Information System (GIS) มาพัฒนาระบบประกันความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการผลิใบต้นกล้าการเกษตร เพื่อกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ มาร่วมพัฒนาภาคเกษตรกรรมในรูปของทุนการศึกษา 56 ทุน ทุนสนับสนุนการฝึกงานและการศึกษาดูงาน 20 โครงการ และสนับสนุนเงินทุนเพื่อเสริมสร้างทักษะตามแผนธุรกิจ 50 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 23 ล้านบาท สำหรับความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ เป็นการนำจุดเด่นด้านองค์ความรู้ ด้านวิชาการ นวัตกรรม การวิจัยรวมถึงการใช้เทคโนโลยี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเชื่อมโยงกับ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการสินเชื่อทางการเกษตร และมีความใกล้ชิดกับเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ขอ
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เปิดเผย ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงการคลัง มูลนิธิอาจารย์ป๋วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันศึกษาเพื่อพัฒนาการทำประกัน ให้ครอบคลุมความเสียหายใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับ 4,000 บาทต่อไร่ แต่การประกันภัยนาข้าวจ่ายให้ระดับ 1,260 บาทต่อไร่ คิดค่าเบี้ยประกัน 90 บาทต่อไร่ ซึ่งได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันจากรัฐบาล 54 บาท และอีก 36 บาทนั้นในกรณีที่เป็นลูกค้า ธกส. ธนาคารจะช่วยจ่ายให้ชาวนา ดังนั้นถ้าต้องการให้ครอบคลุมต้นทุนการผลิต ชาวนาต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธ.ก.ส.เตรียมขยายการรับประกันไปยังพืชชนิด นำร่องไปแล้วสำหรับการทำประกันภัยข้าวโพด เริ่มทดลองรับประกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งการประกันจะมีลักษณะคล้ายการประกันภัยข้าวนาปี คือรับประกันภัยแล้ง และศัตรูพืช นอกจากนี้ยังมีแนวคิดทำประกันภัยโคนม ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การประกันผลผลิตน้ำนม หรือการประกันภัยราคาน้ำนมดิบ เป็นต้น ทั้งนี้การเลือก 2 ข้าวโพด และโคนมมาทำประกันภัย เนื่องจากเกษตรกรในกลุ่มนี้มีการลงทะเบียนอย่างชัดเจน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่างกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร ชุมชน และสถาบันเกษตรกร ผลิตสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้มีมาตรฐาน ซึ่ง ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อยกระดับเป็นเอสเอ็มอีเกษตรในโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร ล่าสุดมีการจ่ายสินเชื่อในโครงการดังกล่าวแล้วเป็นเงิน 48,507.67 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตร 32,670 ราย ซึ่งผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะเป็นหัวขบวนเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยจากต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ เมื่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มลูกค้าเกษตรของ ธ.ก.ส.ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบวิเคราะห์ โดย บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง จะสร้างความมั่นใจความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทห้องปฏิบัติการกลางฯ กล่าวว่า ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษลด 30% แก่เกษตรกร ชุมชน และสถาบันเกษตรกร ที่นำสินค้าไปตรวจทั้ง 6 สาขาทั่วประเทศ สำหรับการตรวจสินค้าทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารหรือไม่ใช่อาหาร พ
นายเฉลิมชัย ชาตะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีนโยบายจัดทำประกันภัยให้เกษตรกรผู้ผลิตข้าวนาปีในฤดูกาลนี้ สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดกาญจนบุรี และสาขาในจังหวัด มีเป้าหมายในการจัดทำประกันภัยข้าวนาปี 2560 ให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 220,600 ไร่ สาขาในสังกัดทั้ง 12 สาขาครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ ได้กำหนดเป็นแผนเพื่อออกบริการในพื้นที่เป้าหมายตั้งแต่วันที่ 7-31 สิงหาคม 2560 โดยขณะนี้มีลูกค้าและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ความสนใจและแสดงความประสงค์ทำประกันภัยข้าวนาปีแล้ว จำนวน 5,577 ไร่ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการจะมีเกษตรกรมาทำประกันตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับเกษตรกรผู้ทำนาข้าวในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหลักจะมีด้วยกัน 4 อำเภอ คือ อำเภอพนมทวน อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา และอำเภอห้วยกระเจา สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดกาญจนบุรี และสาขาในสังกัด ได้ทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. FM. รายการ “ธ.ก.ส.เคียงคู่คุณ” ประชาสัมพันธ์ผ่านหัวหน้ากลุ่มลูกค้า เพื่อนำข่าวสารส่งตรงถึงเกษตรกรผู้ทำข้าวในพื้นที่ให้ครอบคลุมและมีปร
คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ดำเนินโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ โดยตั้งเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการ SMEs รายใหม่ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ระหว่างปี พ.ศ.2559-2561 ในปี 2559 สสว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 9 แห่ง และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดำเนินโครงการ Start Up มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 11,065 ราย ผ่านเข้าสู่ขั้นทำแผนธุรกิจจำนวน 5,370 ราย แบ่งเป็นภาคการผลิต 3,866 ราย ภาคบริการ 1,504 ราย ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในภาคการเกษตร อาหาร เกษตรแปรรูป สปา และร้านอาหาร ปัจจุบัน มทร. และพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นนักธุรกิจในท้องถิ่นให้การบ่มเพาะและจูงใจให้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในรูปแบบนิติบุคคลหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 3,000 ราย โดย สสว. มีแผนนำ SME ใหม่ จำนวน 1,500 ราย ร่วมกิจกรรมทดสอบตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป นางปริญดา ตันติเสวี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ วิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มสมุนไพรโพ
ธ.ก.ส. ใช้กระบวนการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ยกระดับรายได้เกษตรกร ผ่านสกต. ทั่วประเทศ 75 แห่ง ทำธุรกิจรวบรวมและรักษาเสถียรภาพ ราคาผลผลิตมูลค่ารวมกว่า 10,170 ล้านบาท เล็งนำต้นแบบ ความสำเร็จ “นครสวรรค์โมเดล” ในโครงการจัดการข้าวเพื่อยกระดับรายได้ชาวนาด้วยระบบสหกรณ์ สร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ทั่วประเทศ 75 แห่ง โดยในปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวม แปรรูป เก็บรักษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตเกษตรกรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา กาแฟ และผลไม้ มูลค่าการรวบรวม 10,169.64 ล้านบาท สำหรับนครสวรรค์โมเดล หรือ โครงการจัดการข้าวเพื่อยกระดับรายได้ชาวนาอย่างยั่งยืนด้วยระบบสหกรณ์เป็นโครงการที่ ธ.ก.ส. และสกต.นครสวรรค์ ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เกษตรกรผู้ปลูกข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่ วมมือ (MOU) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เรื่อง การเชื่อมโยงการจัดการฐานข้อมู ลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพั ฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตของสมาชิกและการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่ อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้มีความเห็นร่วมกันในการเชื่ อมโยงการจัดการฐานข้อมูลสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร เพื่อบูรณาการข้อมูลในการสนั บสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้ นการให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตร
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีประวัติการชำระหนี้ดีตามนโยบายของรัฐบาล โดยเดือนมกราคม 2560 สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่เกษตรกรลูกค้าแล้ว 487,274 ราย วงเงินรวม 698 ล้านบาท เป็นการจ่ายคืนโดยตัดชำระเงินกู้สำหรับเกษตรกรที่ยังมีหนี้เหลืออยู่จำนวน 518 ล้านบาท และโอนเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ไม่มีหนี้คงเหลือจำนวน 180 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการชำระดีมีคืนจะต้องมีหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ซึ่งมีจำนวนรวม 2.2 ล้านราย คิดเป็นดอกเบี้ยที่คืนให้กับเกษตรกร 5,700 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มาชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 ตุลาคม 2560 ในอัตรา 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ โดยจะนำไปตัดชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่เหลืออยู่ก่อน หากมีจำนวนเงินเหลือหรือลูกค้าไม่มีหนี้เงินกู้คงเหลือแล้วธนาคารจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าต่อไป “เป็นมาตรการที่รัฐบ
