น้ำ
คําแถลงล่าสุดอันมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ว่าจะโดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ไม่ว่าจะโดยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ สำคัญ เพราะเป็นเรื่องของคณะทำงานวางแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้เวลาประชุมต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง เพราะเป็นเรื่องที่อาจต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท เป็นเพียง “แผนงาน” อันนำเสนอจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ก่อนผ่านการอนุมัติเห็นชอบจาก“ครม.” นี่คือโครงการระดับใหญ่ ระดับยักษ์ อย่างที่เรียกกันว่า MEGA PROJECT ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการที่มาพร้อมกับ “อุทกภัย” ถามว่าโครงการในระดับ มหึมา มหาศาล หรือ MEGA ระดับนี้เคยมีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับน้ำ หรืออุทกภัย ตอบได้ว่า มี อย่างน้อยตอนที่มีการวางแผนและนำเสนอผ่าน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” (กยน.) ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กำหนดไว้ 75,000 ล้านบาท นั่นก็เกิดขึ้นภายหลังประสบสิ่งที่เรียกว่า “มหาอุทกภัย” ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554 เป้าหมายก็เพื่อสร้าง
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม จัดสรร และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีเนื้อที่ 119 ล้านไร่ จึงทำให้การใช้น้ำสาธารณะไม่มีการคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น นายวรศาสน์ กล่าวต่อว่า โดยมาตรา 39 มีการกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำประเภทที่ 1 ได้แก่ การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการใช้น้ำของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขออนุญาตและไม่เสียค่าใช้น้ำ การใช้น้ำประเภทที่ 2 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อการพาณิชย์ การประปาสัมปทานการท่องเที่ยว และ การใช้น้ำประเภทที่ 3 ได้แก่ การใช้น้ำในปริมาณมากที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตใช้น้ำโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชา
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2,225 ล้านบาท เป็นโครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ 1,737 ล้านบาท และโครงการด้านการพัฒนาการเกษตร 488 ล้านบาท รวม 11 โครงการ ประกอบด้วย โครงการบริหารจัดการน้ำ 3 โครงการ คือ ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาด เล็ก แหล่งน้ำชุมชน แหล่งน้ำที่ ส.ป.ก. แก้มลิง ค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดิน ช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โครงการพัฒนาเกษตร 8 โครงการ 1. สร้างเครือข่ายผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วปลูกหลังนาพื้นที่แปลงใหญ่ 2. ตลาดเกษตรอินทรีย์ 3. สร้างปัจจัยพื้นฐานเก็บข้าวเปลือก 4. พัฒนาตลาดนาอ.ต.ก. 5.ศูนย์เรียนรู้ผลิตสินค้าเกษตร 6. ส่งเสริมใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพ 7.โรงแช่แข็งผลไม้และห้องเย็น 8.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไข่ไหม ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึง การเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำที่ จ.ลำปาง โดย นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง ว่า ถือเป็นเรื่องใหม่มากกับข้อมูลสารสนเทศเรื่องน้ำ/ภูมิอากาศแบบบูรณาการ โดยมีศูนย์บริหารจัดการน้ำเป็นศูนย์เชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร, กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่สภาเกษตรกรฯจะทำต่อไปคือจัดโครงการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ พร้อมกับวิเคราะห์ให้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิตและป้องกันความเสียหาย ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของสภาพอากาศในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่เข้าใจและนำไปใช้เพื่อบริหารงานเกษตรแล้ว โดยข้อมูลจะมีทั้งรายวัน / สัปดาห์ ระยะสั้นและระยะยาว เกษตรกรสามารถนำไปวางแผนการเก
นักศึกษา 3 คนจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้แนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนขวดบรรจุน้ำพลาสติกให้เป็นวัสดุแบบใหม่ มาตั้งแต่ร่วมกันทำโครงงานในสถานศึกษา และประสบความสำเร็จในการคิดค้นขวดบรรจุน้ำแบบใหม่ด้วยการหันเข้าหาวัสดุในธรรมชาติ มาทดแทนพลาสติก ที่นับวันจะกลายเป็นขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกที สิ่งที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาได้คือ “โอ้โฮ” (Ooho) น้ำดื่มที่บรรจุอยู่ในเนื้อเยื่อใส ไร้สี ไร้กลิ่น สามารถกินเข้าไปพร้อมกับน้ำก็ได้ หรือ จะคายทิ้งก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเนื้อเยื่อที่เป็นภาชนะบรรจุน้ำดังกล่าวสามารถย่อยสลายไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติภายใน 6 สัปดาห์ ทั้ง 3 ออกมาก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพชื่อ สคิปปิง ร็อคส์ แล็บ ใช้เวลาในการระดมทุนและพัฒนากระบวนการผลิต “โอ้โฮ” อยู่นาน 2 ปีเศษ ก็สามารถระดมทุนและพัฒนาระบบการผลิตจนสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้แล้วในตอนนี้ “โอ้โฮ” เป็นน้ำดื่มบรรจุในภาชนะทรงกลม ซึ่งผลิตจากวัสดุชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทียบได้กับเปลือกผลไม้สักอย่างหนึ่ง ตัวเนื้อเยื่อดังกล่าวเป็นเนื้อเยื่อชีวภาพประกอบด้วย “โซเดียม อัลจิเนท” กับ “แคลเซียม คลอไรด์” ซึ่งเป็นส่วนผสมที่
เป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับประเทศไทย เมื่อ“นักวิจัย” ของไทย โดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หันมาให้ความสนใจข้อมูลทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อภาคการเกษตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเกษตรกร เพราะไม่ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพียงด้านเดียว แต่นั่นหมายถึง ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เกษรตรกรมีโอกาสทราบได้จาก สกว.อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดการรับมือ และ ปรับตัวได้ทันนั่นเอง ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบริบทของระบบเกษตรที่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” (Robust Agriculture System to Climate Change) โดยคุณศุภกร ชินวรรโณ ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.พนมศักดิ์ พรหมบุรมย์ ศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (ศวพก.) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลจากนักวิจัยทั่วประเทศและมาสังเคราะห์ข้อมูลให้เราได้ทราบกัน โดยทั้ง 2 ท่านได้เปิดเผยข้อมูลทางการวิจัยที่เป็นประโยชน์ โดยใช้หัวข้อดังกล่าวนั้นมีความหมายและ
“การบริหารจัดการน้ำ” เป็นโจทย์สำคัญและโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ แต่ละปีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จะจัดเวทีสาธารณะขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้หลายภาคส่วนในประเทศไทย และ นักวิจัยในไทย ได้มีโอกาสใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และ บอกเล่าเรื่องราวสู่กันทั้งในด้านวิชาการของการบริหารจัดการน้ำในแง่มุมต่างๆ รวมไปถึงความคืบหน้าในการนำผลงานวิจัยออกไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จากบรรยากาศเวทีสาธารณะนโยบายน้ำครั้งนี้ ไฮไลต์อยู่ที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ และ คณะ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ “มุมมองสถานการณ์น้ำในมิติเศรษฐกิจสังคม” โดยมี “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีการข้อมูลในหัวข้อ “การสนับสนุนการวางแผนน้ำและเกษตรเชิงพื้นที่” โดยนับว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลครั้งสำคัญ ผ่านเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 8 เรื่องการวางแผนด้านน้ำในบริบทการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการบูรณาการเชิงพื้นที่ เมื่อวันพฤหัสบดี 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทีมวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมให้กับนโยบายภาครัฐในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นโครงการแผน
“น้ำ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝน และอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลง และมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต 52 ปท. เข้าร่วมงาน ชลประทานโลก ครั้งที่ 2 ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1,200 คน จาก 52 ประเทศ ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้ให้ความสำคัญในเรื่องการชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่ว
เศรษฐกิจไทยคึก ชาวนาได้เฮแน่ กรมชลประทานคาดน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยาสิ้นเดือนตุลาคมนี้พุ่งเป็น 10,000 ล้าน ลบ.ม. ระบุหากน้ำไหลผ่านนครสวรรค์เพิ่มเป็น 300 ลบ.ม./วินาที พร้อมยกระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยา และบีบอัดด้วยประตูระบายน้ำปล่อยน้ำให้ชาวนาปลูกข้าวนาปี คาดแล้งหน้านี้ทำนาทั่วประเทศได้ประมาณ 7 ล้านไร่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า ทางกรมชลประทานได้ทำแบบจำลองถึงปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยอิงจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ปริมาณฝนที่จะตกในแต่ละเดือนของปีนี้พบว่า ทั้ง 4 เขื่อนจะมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้จริงรวม 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2559 ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 4,200 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เต็มความจุของเขื่อนที่ 1,060 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เต็มความจุของเขื่อนที่ 960 ล้านลบ.ม. ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่าจะมีพายุ
