ปาล์ม
อาจารย์พรพันธุ์ศักดิ์ พาหะมาก ข้าราชการวัยเกษียณ มีบ้านพักอาศัยอยู่ริมถนนหนองน้ำส้ม ตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ตนเองทำงานรับราชการสายการศึกษามาก่อน เกษียณจากข้าราชการเมื่อปี 2559 ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศฯ ของสำนักงานอุดมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 1 โดยเริ่มวางแผนปลูกปาล์มน้ำมันตั้งแต่ปี 2548 ก่อนออกจากงานข้าราชการ เพราะคิดว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ปลูกดูแลไม่ยุ่งยาก โรคแมลงน้อย สามารถทิ้งไว้ได้ครั้งละหลายวัน ได้ผลผลิตไว 3 ปี ตัดขายได้ ซึ่งเหมาะกับสายงานเราในตอนนั้นเพราะตนเองยังต้องรับราชการต่ออีก 12 ปี “ตอนนั้นความรู้การปลูกปาล์มน้ำมันเท่ากับศูนย์ แต่ก็พยายามเรียนรู้อยู่ตลอด ปลูกไปด้วยลองผิดลองถูกไปด้วยรวมระยะเวลากว่า 5 ปี ช่วง 5 ปีแรกปาล์มของผมยังไม่สมบูรณ์ เป็นเพราะไม่มีความรู้เรื่องปุ๋ย เรื่องดิน และการรักษา แต่อย่างน้อย 5 ปีที่ทำมาก็ทำให้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่รู้ จุดนี้ทำให้เราศึกษาเพิ่มขึ้น ร่องรอยของความไม่รู้คือ ปาล์มในช่วง 5 ปีแรก คอจะลีบ เพราะดูแลไม่เป็น ขาดความรู้เรื่องปุ๋ย เมื่อรู้ถึงปัญหาจึงแก้ไขอยู่ตลอด ช่
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 7 บ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ 81000 เดิมประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเคมีภัณฑ์แห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี มีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ ทำให้คิดถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนให้คิดเรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน เนื่องจากเป็นพนักงานบริษัทเคมีภัณฑ์ ทำให้เห็นข้อดีและข้อเสียของเคมีภัณฑ์ จึงหันมาทดลองทำการเกษตรโดยไม่พึ่งพาสารเคมี จากนั้นจึงตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำการเกษตรที่บ้านเกิดของภรรยาในจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีพื้นที่ 8 ไร่ และศึกษาเรียนรู้เอง โดยได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักในการใช้ชีวิต จนในที่สุดประสบผลสำเร็จ หลังจากที่ตัดสินใจกลับมาทำการเกษตรแบบไม่พึ่งพาสารเคมี ก็ได้สร้างโรงปุ๋ยประกอบกับพื้นที่เป็นสวนปาล์ม ทางปาล์มมีเยอะจึงสามารถใช้เป็นอาหารของโค โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้ว นำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้โค เมื่อโคถ่ายออกมา นำมูลโคมาหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
นับวันตลาดความนิยมแพะดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อย เพราะไม่เพียงนำมาใช้ในพิธีทางศาสนา แต่ด้านโภชนาการและอุตสาหกรรมแปรรูปหลายอย่างมีความนิยมใช้แพะมากขึ้น จึงทำให้อาชีพเลี้ยงแพะเกิดการตื่นตัวทันที จังหวัดอำนาจเจริญ มีแหล่งเลี้ยงแพะหลายแห่ง ทั้งขนาดใหญ่-เล็ก ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดสำคัญคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีความต้องการตลอดเวลา อีกทั้งยังมีอำนาจซื้อจำนวนมาก ดังนั้น แหล่งเลี้ยงแพะที่มีคุณภาพอย่าง “สาริพันธ์ ฟาร์มแพะ” จึงเป็นที่รู้จักกันดี สาริพันธ์ ฟาร์มแพะ ตั้งอยู่เลขที่ 246 หมู่ที่ 10 ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ จำหน่ายเนื้อแพะ รับซื้อเนื้อแพะ และแพะเลี้ยงแบบครบวงจรในลักษณะ gooat center มีการจัดระบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน แล้วยังต่อยอดด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นแพะ คุณณัฐพล สาริพันธ์ ร่ำเรียนมาทางด้านการประมง จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขณะนี้เป็นเจ้าของฟาร์มแพะ “สาริพันธ์ ฟาร์มแพะ” เล่าว่า แต่เดิมครอบครัวทำสวนปาล์ม แต่พอราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำลงจึงหาวิธีที่จะเพิ่มรายได้จากการใช้พื้นที่ในบริเวณสวนปาล์มตนเอง ด้วยการเลี้ยงแพะเนื้อขาย ในปี 2558 เนื่องจากพบว่า ทาง สปป.ลาว นิยมบ
พบวิธีแก้ปัญหาวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล บี 100 ราคาสูง ไม่เพียงพอต่อความต้องการได้แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์ข้อมูลหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร คุณนวพรรณ แก้วนาโพธิ์ ประธานชมรมผู้ใช้น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล บี 100 ตามรอยพ่อ จังหวัดชุมพร พร้อมด้วย คุณวิโรจน์ แสงบางกา ประธานชมรมธนาคารสมองจังหวัดชุมพร ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมแปรรูปลูกปาล์มน้ำมัน โดยได้รับความร่วมมือจาก คุณสุชาติ แสงบางมุด อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลนาโพธิ์ ในการเชิญชาวบ้านทั้งในพื้นที่ หมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านต่างอำเภอ และต่างจังหวัด ประมาณ 50 คน เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งหลายคนใช้น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล บี 100 กับรถยนต์ รถแบ๊กโฮมาแล้ว แต่มามีปัญหาราคาสูงขึ้นและหาซื้อไม่สะดวกเหมือนก่อน จึงมาร่วมกันคิดหาวิธีผลิตใช้เอง เนื่องจากได้ไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติจาก อาจารย์ชาญณรงค์ ไชยรัตน์ โรงเรียนบางขันวิทยา และศูนย์เรียนรู้บ้านไชยรัตน์ อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งทดลองทำด้วยตนเองเป็นเวลาร่วม 15 ปีแล้ว โดยสามารถผลิตมาใช้ได้ทั้งเป็นอาหาร เครื่องดื่ม แยม เครื่องสำอาง ได้น้ำกะทิปรุงอาหาร และ
ปัจจุบัน สับปะรดสี มีการนำมาเพาะขยายทำเป็นธุรกิจส่งจำหน่ายสร้างรายได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในแหล่งที่กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ปลูก พ่อค้า แม่ค้า อยู่ ณ วันนี้ คือ สวนเกษตรจอมพล ชะอำ แหล่งเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสีที่มีความโดดเด่นด้านสายพันธุ์ รูปทรงที่แปลก สีใบที่สดและหลากหลาย เป็นที่โดนใจของเหล่าผู้เพาะปลูกได้ไม่ยาก สวนเกษตรจอมพล ชะอำ ตั้งอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่สวนแห่งนี้มีสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์ ขายกันตั้งแต่ต้นละ 25 บาท ไปจนถึง 5,000 บาท ซึ่งดำเนินงานโดย คุณปาริชาติ ทิพย์อักษร (พี่หมวย) หญิงผู้มากความสามารถ พี่หมวย เล่าให้กับทีมงาน ฟงว่า ก่อนหน้าจะมาปลูกสับปะรดขาย ตนเคยปลูกปาล์มประดับจำหน่ายส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ดลาดนัดจตุจักร แต่ด้วยปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ต้องใช้ดูแล ไม่สามารถควบคุมได้ จึงคิดมองหาไม้ที่สามารถทำได้คนเดียวไม่ต้องอาศัยแรงงานอื่นๆ เข้ามาช่วยมาปลูกแทน และการไปส่งต้นไม้ขายในหลายๆ ครั้ง ทำให้มีโอกาสได้เห็นต้นสับปะรดสีที่วางขาย ซึ่งมีสีสันและลวดลายที่ดึงดูดใจ จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกเพาะขยายพันธุ์แทนปาล์ม ปรับเปลี่ยนไม้ปลูก พั
นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม 2561 ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ว่า ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นพืชหลักสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.06-0.16% โดยอยู่ที่ราคา 7,975-7,983 บาท/ตัน เพราะมีความต้องการจากผู้ประกอบการ เพื่อส่งมอบสินค้าให้กับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ข้าวเปลือกหอมมะลิ จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.73-5.83% อยู่ที่ราคา 15,614-16,404 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ และสต๊อกข้าวของผู้ส่งออกข้าวลดลง จึงเร่งซื้อข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดเพื่อส่งออกให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ ส่วน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.26-2.82 % อยู่ที่ราคา 9,335-9,479 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวของภาครัฐ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.5-1.5% อยู่ที่ราคา 8.28-8.36 บาท/กก. เนื่องจากสิ้นสุดช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิต
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ เนื่องจากปริมาณสต๊อกที่ล้นตลาด โดยการช่วยลดสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสู่ระดับปกติให้เร็วที่สุด และมีเป้าหมายพยุงราคาปาล์มทะลายให้อยู่ในระดับ ราคา 3.25 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) จากปัจจุบัน อยู่ที่ 2.50 บาท ต่อ กก. ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 มีมติเห็นชอบเพิ่มเงินอุดหนุนราคาไบโอดีเซลเกรดพิเศษ? หรือ บี 20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ในภาคขนส่งเป็นกรณีพิเศษอีก 2 บาท ต่อลิตร เป็น 5 บาท ต่อลิตร จากเดิม 3 บาท ต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 1 ธ.ค. 2561-28 ก.พ. 2562 คาดว่า จะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้ บี 20 ในปริมาณเพิ่มขึ้นช่วง 6 เดือน นับจากนี้ (ธ.ค. 2561-พ.ศ. 2562) ได้ 10 ล้านลิตร ต่อวัน และเพิ่มเป็น 15 ล้านลิตร ต่อวัน ภายในสิ้นปี 2562 ตามเป้าหมายที่กำหนด จากปัจจุบันปริมาณการใช้อยู่ที่ 5 แสนลิตร ต่อวัน คิดเป็นเป้าหมายดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบให้อยู่ในระดับปกติที่ 4 แสนตัน ภายใน 6 เดือน จากสต๊อกที่มีอยู่ประมาณ 4.2-4.5 แสนตัน โดยล่าสุด ค่ายรถบรรทุกอีซูซุ ได้แจ้งความพร้อมในการใช้น้ำมั
นายอยุพงศ์ ภูมิภมร ประธาชมรมคนปลูกปาล์ม จังหวัดกระบี่ ได้กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารออกมา วบคุม คัดแยกปาล์ม ตามโรงงานต่างๆ จนถึงตอนนี้ใกล้จะครบ 15 วัน โรงงานได้ปาล์มที่มีคุณภาพเข้าไปสกัด แต่ขณะนี้โรงงานยังกลับมาอ้างว่า เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำลง จนกระทั่งวันนี้ราคารับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรตามลานเทต่าง (จุดรับซื้อผลปาล์ม) ขึ้นป้ายเหลือราคา กิโลกรัมละ 2.10 บาท เท่านั้นเอง ภาครัฐไม่มีความสามารถ ไม่มีอำนาจ เข้าไปตรวจสอบอะไรได้เลย นอกจากมีอำนาจหน้าที่แยกปาล์มสุขปาล์มดิบเท่านั้นเอง นายอนุพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติของรัฐบาลที่ให้ทหารเข้าไปควบคุม คัดแยกผลปาล์ม ดูเหมือนว่าจะเข้าทาง นายทุนหรือโรงงานสกัด ยิ่งโรงงานได้ปาล์มที่มีคุณภาพ เปอร์เซ็นต์ น้ำมันยิ่งต่ำ ราคาผลปาล์มจากเกษตรกรยิ่งต่ำลงๆ อย่างนี้มันเกิดอะไรขึ้น
ชาวสวนปาล์มยกระดับเผาผลปาล์มทิ้งทุกอำเภอ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ไข ขณะที่จังหวัดออกมาตรการคุมโรงงานสกัดให้หีบได้ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 14 พย.61 ที่ลานข้างโรงไม้ทรัพย์สิริ ตรงข้ามโรงเรียนบ้านไสโป๊ะ ริมถนนเพชรเกษม ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน นำโดย นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และชาวสวนยังคงเผาผลปาล์มสดทิ้งอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยได้มีเกษตรกรนำผลปาล์มมาบริจาคเพื่อให้เผาอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 50 ตัน ซึ่งการเผาครั้งนี้ เพื่อแสดงสัญลักษณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันที่ตกต่ออย่างหนัก พร้อมนำป้าย และภาพของผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันมาติดตั้งไว้ด้วย นายชโยดม กล่าวว่า จะเผาต่อเนื่องและขณะนี้ทางเกษตรกรในกลุ่มคนปลูกปาล์ม กำลังเริ่มเผาในอำเภอต่างๆ เพื่อยกระดับการเรียกร้องในทุกอำเภอ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้แก้ไขปัญหาราคาปาล์มที่ตกต่ำไม่ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงสามารถทำได้ทันที เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าควบคุม ใช้ในประเทศเพียงอย่างเดียว สามารถนำมาผลิตเชื้อเพลิง แต่
