พริก
“พริก” กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อกังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้ “รันตี” จึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จาก
“ผมเป็นอาจารย์เกษตรกร ศึกษาเรื่องพริกมาทั้งชีวิต เรียนมาด้านการปรับปรุงพันธุ์พริกอย่างเดียวเพราะเป็นพืชในดวงใจเลยก็ว่าได้เพราะผมก็ชอบกินเผ็ดมาก แถมพ่อแม่ผมก็เป็นเกษตรกรทำไร่ไถนา แต่เขาคงภูมิใจที่ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นเกษตรกรเหมือนเขา แต่ก็ได้ใช้ความรู้วิชาการเกษตรให้เป็นประโยชน์กับสังคม ช่วยเกษตรกรและปลูกฝังให้เด็กยุคใหม่อยากทำเกษตร อยากเป็นนวัตกรการเกษตรได้ไม่มากก็น้อย” แม้ “พริก” จะไม่ใช่ของไทยเพราะมีต้นกำเนิดในลาตินอเมริกาที่มาถึงไทยเมื่อศตวรรษที่ 16 ทว่า “พริก” กลับกลายเป็นพืชที่ช่วยชูรสเผ็ดให้อาหารไทยได้อย่างเอร็ดอร่อยจนขึ้นชื่อถูกปากติดใจได้ในหลายเมนูในคนหมู่มาก รวมทั้ง “อาจารย์แบงก์” (ดร.ธนประสงค์ อยู่พิศิษฐ์ไตรวัติ) รองคณบดีฝ่ายบริหาร ภาควิชานวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อาจารย์นักวิจัยหนุ่มคนรุ่นใหม่ผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารรสเผ็ดที่มาจากพริก กระทั่งสนใจศึกษาเรื่อง “พริก” อย่างรู้ลึกรู้จริง “ผมเรียนมาทางด้าน การปรับปรุงพันธุ์พริกต้านทานโรคแอนแทรกโนส และการผลิตพืชอินทรีย์ (โครงการที่ทำการป
“พริก” เป็นหนึ่งในพืชทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างดี ยกตัวอย่าง นายสรรเสริญ สวรรค์บรรพต เป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการผลิตพริกซอส และเกษตรผสมผสาน นายสรรเสริญ เป็นประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร และได้รับรางวัลเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ดีเด่น ประจำปี 2567 โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยแนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ นายสรรเสริญ ยังเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ผัก ตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ตำบลบ่อถ้ำ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร และประธานวิสาหกิจชุมชนผักแปลงใหญ่และพืชสมุนไพรหนองช้างงาม เดิม นายสรรเสริญ เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวและมันสำปะหลัง ทำให้มีรายได้ปีละครั้ง และปัจจัยด้านราคา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่แน่นอน จึงปรับเปลี่ยนการผลิตปลูกพืชอื่น ทดแทนการปลูกมันสำปะหลัง เริ่มจากการแบ่งพื้นที่จำนวนน้อยมาปลูกพืชผักก่อน ได้แก่ พริกเม็ดใหญ่ลูกผสม โดยยังยึดแนวทางของแปลงใหญ่คือ
พริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร และสามารถปลูกในดินได้แทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย เพราะมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขังหรือชื้นแฉะซึ่งจะทำให้รากเน่าและตายได้ ใครปลูกพริกแล้วเจอปัญหาเหล่านี้ “พริกไม่ดก ใบเหลือง” ไม่รู้จะแก้ยังไงดี วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีสูตรบำรุงต้นพริกทางใบ ที่ใครๆ ก็ทำได้ วัตถุดิบหาง่าย ใช้งบน้อย ติดดอก ติดผลเต็มต้น ในสูตรบำรุงมีส่วนประกอบของเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งในเครื่องดื่มชูกำลังมีวิตามินจำนวนมาก บำรุงพืชทางใบได้ผลดี และมีส่วนประกอบของยาพารา ซึ่งยาชนิดนี้ไม่ได้ช่วยรักษาโรคของคนเท่านั้น แต่ยังช่วยกำจัดเชื้อราในดินและบำรุงให้พืชผักเจริญเติบโต แข็งแรงอีกด้วย หากใครเจอปัญหาต้นพริกที่ไม่ค่อยออกดอก ติดผล ลองนำสูตรนี้ไปใช้กันได้ ทำตามได้ง่ายๆ วัตถุดิบ ยาพาราเซตามอล 1 เม็ด ถุงแกงหรือถุงพลาสติก 1 ใบ เครื่องดื่มชูกำลัง (ยี่ห้อไหนก็ได้) 1 ฝา น้ำเปล่า 1 ลิตร กระบอกฉีดน้ำฟ็อกกี้ วิธีการทำ 1. นำเม็ดพาราใส่ถุงแกง ทุบให้แตกละเอียด 2. หลังจากนั้นใส่เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา ผสมกับยาพาราที่ทุบไว้ให้เข้ากัน เสร็จแล้วจะได้หัวเชื้อบำรุง
นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา ได้นำวัตถุดิบเหลือใช้จากการขายน้ำเต้าหู้ของกลุ่มเพื่อนในห้องเรียนมาคิดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบเหลือใช้ โดยนำกากถั่วเหลืองมาพัฒนาทำเป็นน้ำพริกเพื่อเสริมคุณค่าทางอาหารและเป็นการสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ เนื่องจากถั่วเหลืองมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการ จากการศึกษาวิจัยพบว่า “ถั่วเหลือง” เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและหลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน มีไขมันชนิดดีสูง มีเส้นใยอาหารสูง มีวิตามินและเกลือแร่สูง มีสรรพคุณช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด โปรตีนในถั่วเหลือง ถือเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี มีโปรตีนสูงเทียบเท่ากับนมวัว (แต่มีแคลเซียมน้อยกว่า เพียง 1 ใน 5 ของนมวัวเท่านั้น) สามารถใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่หลายชนิดในปริมาณที่สมดุลมากกว่าถั่วชนิดอื่น ถั่วเหลืองมีไขมันสูง โดยมีปริมาณน้ำมันถึงร้อยละ 12-20 น้ำมันจากถั่วเหลืองมีส่วนประกอบของไขมันไม่อิ่มตัวอยู่หลายชนิด ที่เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กและทารก ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้
จากการสํารวจข้อมูลของผู้รับซื้อพริกในเว็บไซต์ต่างๆ พบว่า มีการประกาศรับซื้อพริกกันอย่างหลากหลาย แต่เมื่อสรุปประเด็นออกมาในแต่ละสายพันธุ์แล้วพบว่า มีสายพันธุ์พริกยอดนิยมที่ตลาดต้องการมากมาย จึงขอจัดเรียงอันดับ 10 ชนิดสายพันธุ์ ดังนี้ 1. พริกชี้ฟ้า พริกชี้ฟ้า มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกกันในแต่ละท้องถิ่น คือ พริกชี้ฟ้า พริกเดือยไก่ พริกบางช้าง พริกหนุ่ม (ภาคเหนือ) พริกมัน (กรุงเทพฯ) พริกแล้ง (เชียงใหม่) พริกซ่อม พริกขี้หนู พริกนก พริกแด้ (เหนือ) พริกขึ้นก ดีปลีขึ้นก (ใต้) ดีปลี (ปัตตานี) ปะแกว (นครราชสีมา) หมักเพ็ด พริกแกว (อีสาน) เป็นต้น พริกชี้ฟ้า เป็นไม้ล้มลุก สูง 0.5-1.5 เมตร ใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามหรือออกสลับ รูปใบหอก กว้าง 1-4 เซนติเมตร ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกสีขาว ออกเดี่ยวตามซอกใบและปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกห้อยลง เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 5 อัน ผล รูปทรงกระบอกยาว ปลายเรียวแหลม มักโค้งงอ ยาว 6-9 เซนติเมตร ผิวเป็น มันสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีแดง มีเมล็ดแบนสีนวลจํานวนมาก สายพันธุ์พริกชี้ฟ้า สามารถแบ่งได้ตามความต้องการ
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ด้วยวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และในปี 2567 นี้ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2567 ณ อุทยาน ร. 2 อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยในปีนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานเป็นการส่วนพระองค์ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) จะถ่ายทอดสดให้พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมี ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยภายในงาน จะพบกับกิจกรรมการแสดงนาฏศิลป์ตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้แก่ รำอาศิรวาทราชสดุดี การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ทั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ จะเปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมรอบวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 ทางเพจ Facebook : อุทยาน ร.2 บัตรราคา 1,000-2,000 บาท เปิดจำหน่ายตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เชื่อว่าหลายท่านคงเข้าใจกันมาตลอดว่า “พริก” ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้เป็นผัก แต่จริงๆ แล้ว “พริก” ไม่ใช่ผัก แล้วเป็นอะไร เทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบ คนส่วนใหญ่รู้ว่าผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ผักและผลไม้แตกต่างกันอย่างไร ถ้าพูดถึงทางวิชาการ ผักและผลไม้มีรสชาติและโภชนาการที่แตกต่างกันมาก ต่อไปนี้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผักและผลไม้ ตลอดจนประโยชน์ของผักและผลไม้ที่มีต่อร่างกาย ความแตกต่างระหว่างผักและผลไม้ การจำแนกผักผลไม้สามารถจำแนกโดยทางพฤกษศาสตร์ และการทำอาหาร ในทางพฤกษศาสตร์ ผลไม้ และผักถูกจำแนกตามส่วนต่างๆ ของพืช ผลไม้เติบโตจากดอกของพืช ในขณะที่ผักจะเจริญเติบโตจากส่วนอื่นๆ ของพืช ผลไม้มีเมล็ด ในขณะที่ผักส่วนมากจะประกอบด้วยราก ลำต้น และใบ ในการจำแนกจากการทำอาหาร จะมีการจำแนกผักและผลไม้ตามรสชาติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผลไม้จะมีรสหวานหรือรสเปรี้ยว และสามารถนำมาทำเป็นของหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ ในขณะที่ผักจะมีรสชาติจืด หรือขมกว่า และใช้ประโยชน์ในการทำอาหารจานหลัก สรุปสั้น ๆ ว่า : ในทางพฤกษศาสตร์นั้น ผลไม้จะมีเมล็ดและเติบโตมาจากดอกของพืช และมีรสหวาน ในขณะที่ผักจะเจริญเติบโตจากส่วนอื่นๆ
เกษตรทางรอดวันนี้ ขอแนะนำการปลูกสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว นั่นคือเมล็ดแดงๆ ที่เรียกว่า พริก มีคำถามว่าพริก เรียกเป็นผักหรือผลไม้ ทำไมพริกอยู่กับวิถีคนไทยมาตลอด เกิดมาก็พบพริกอยู่ทุกภูมิภาคของไทย คนไทยบริโภคพริกมายาวนาน คนไทยกินเผ็ดมาก อาหารไทยก็เผ็ด แต่จริงๆ แล้วคนไทยรู้จักและกินพริกหลังชาติอื่นนานมาก เมื่อเรานึกถึงอาหารไทย ใครๆ ก็คงจะนิยามว่าเผ็ดจัดจ้าน ส่งผลให้ “คนไทยกินเผ็ด” เป็นภาพจำของคนส่วนใหญ่ และเราคนไทยเองก็ไม่ปฏิเสธเสียด้วย ว่ากันจากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเจอคนไทยกินเผ็ดมากกว่าคนไม่กินเผ็ดแบบสู้กันไม่ได้ และแม้แต่คนที่บอกว่าไม่กินเผ็ดก็ยังกินผัดกะเพรา (เผ็ดน้อย แต่ก็ใส่พริกนั่นละ) ยังเติมพริกป่นในก๋วยเตี๋ยว (นิดหนึ่ง แต่ก็เติม) นึกๆ ดูฉันยังไม่เคยเจอคนที่ไม่กินเผ็ดแบบไม่แตะพริกไม่แตะพริกไทยเลยสักคน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอาหารไทยนั้นผูกโยงอยู่กับวัตถุดิบที่มีความเผ็ด ตั้งแต่เผ็ดจริงจังอย่างพริก เผ็ดเบาลงหน่อยอย่างพริกไทย ไปจนถึงเผ็ดร้อนน้อยๆ จากสารพันเครื่องเทศและสมุนไพร ฉะนั้น จะบอกว่าเราชาวไทยคุ้นชินกับความเผ็ดกันตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ว่าได้ กล่าวถึงพริกยังไม่บอกเลยนะครับว่าเป็นผลไม้หรือผั
พริก สมุนไพรรสเผ็ดร้อน ที่หลายๆ คนติดใจ ประโยชน์ของพริกนั้นดีงามมาก ทั้งช่วยลดน้ำหนัก สร้างภูมิต้านทาน ลดน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ พริก ประวัติและความเป็นมา มีการบันทึกว่าพริกถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จากนั้นก็มีการนำพริกมาปลูกและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป และลามไปทั่วโลก ทำให้พริกมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปมากมาย เช่น พริก ภาษาอังกฤษ คือ Chili หรือ Chili peppers ซึ่งก็มาจากคำว่าพริกในภาษาสเปน หรือ chile โดยพริกจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae สกุล Capsicum ซึ่งพริกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum spp. ส่วนประเทศไทยของเราก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว และสายพันธุ์ของพริกในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย รวมทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามชนิดของพริก ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก ชื่อเสียงที่โดดเด่นที่สุดของพริก ต้องยกให้เรื่องความเผ็ด เพราะว่าพริกคือเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อนชนิดหนึ่ง เนื่องจากในพริกมี “สารแคปไซซิน” (Capsicin) ที่เป็นสารที่ให้ความเผ็ดร
