พายุ
วันที่ 22 พ.ค. ที่บ้านปงชัย หมู่ 11 ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านปงชัย พร้อมด้วย กำลังทหาร ชุด ชป.ข่าว มทบ.ที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ประจำที่ว่าการอำเภอเมืองลำปาง ออกเดินสำรวจ บ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุพัดถล่มเหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลทำให้บ้านเรือนชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับผลกระทบกว่า 50 หลังคาเรือน บ้านพังเสียหายต้นไม้หักโค่นทับหลังคาบ้าน สิ่งสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปาไม่สามารถใช้การได้ ที่บ้านเลขที่ 68 มี นางคำ อุตทาเปีย อายุ 98 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง อาศัยอยู่กับลูกสาววัย 63 ปี กันสองคน หลังคาบ้านถูกพายุพัดเอาโครงหลังคาออกไปครึ่งหลัง กระเบื้องแตกเสียหายเกือบทั้งหลัง ขณะเกิดเหตุลูกสาวต้องอุ้มแม่ที่ไม่สามารถลุกเดินไปมาได้ ไปหลบตามจุดที่ฝนไม่สาดลงมาโดด จนกระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลือ ล่าสุด นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ นายอำเภอเมืองลำปาง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเมืองลำปาง เจ้าหน้าที่ อบต.บ้านเสด็จ รุดเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือบ้านที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยมอบถุงยังชีพ และกระเบื้องเพื่อให้เจ้าหน
พายุถล่มเมืองเพชรบูรณ์ยับ ต้นสักถูกแรงพัดถอนยวงล้มระเนระนาดทับบ้านพังเสียหายยับ ในขณะที่ผู้ประสบภัยและผู้ป่วยติดเตียงแตกตื่นอพยพหนีตายกันอลหม่าน เตรียมประกาศเขตประสบภัยฯ เพื่อเข็ญงบฯ ช่วยราษฎร วันที่ 27 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดวาตภัย โดยมีพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำในเขตพื้นที่อ.เมืองเพชรบูรณ์ กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในหลายตำบล เมื่อช่วงเย็นของ วันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา จนทำให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายจำนวนหลายร้อยหลัง โดยเฉพาะที่ ต.น้ำร้อน ซึ่งมีรายงานว่าได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนหนักที่สุด เนื่องจากมีป่าสัก จำนวนกว่า 30 ต้น ภายในสวนป่าสักเนินแดง หมู่ที่ 5 ถูกแรงลมพายุพัดกระหน่ำจนโค่นล้มระเนระนาด นอกจากนี้ ยังล้มทับบ้านเรือนราษฎรกว่า 27 หลัง ที่อยู่บริเวณใต้ต้นสักและบริเวณใกล้เคียง จนทำให้ราษฎรที่ประสบภัยต่างพากันตื่นตกใจและหนีตายกันอลหม่าน โดยราษฎรบางส่วนอพยพไปหลบพายุฝนในบ้านพักข้างเคียง โดยใช้ระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง พายุจึงสงบ แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาค่ำมืดและกระแสไฟฟ้าดับ จึงทำให้ราษฎรที่ประสบภัยเหล่านี้ต้องทนอยู่ในความมืดมิด ล่าสุด เวลา 09.00 น. ของวันนี้ คณะเจ้า
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เข้าสำรวจพื้นที่เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุพายุฝนพัดบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหายร่วม 200 หลังคาเรือน แรงลมพัดสังกะสีเปิดออก และปลิวหายไป ฝนที่ตกลงมาทำให้ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเปียกและเสียหาย โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เก็บไม่ทันได้รับความเสียหาย ส่วนต้นไม้ใหญ่หักโค่นทับบ้านเรือน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความเดือดร้อนใน 6 หมู่บ้าน ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร น.ส.ยุวดี สวัสดี เจ้าของลานโชคสวัสดี เลขที่ 472/1 หมู่ที่ 5 ต.อ่างทอง กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดพายุฝนพัดแรง นานประมาณ 1 ชั่งโมง ตนและสมาชิกภายในบ้านตกใจมาก ต้องหลบอยู่ข้างมุมบ้าน จากนั้นแรงลมพัดหลังคาปลิวลอยหายไป รอจนแรงลมสงบลงจึงมาตรวจสอบทรัพย์สิน พบว่า โกดังเก็บมันเส้น โรงรถ บ้านพัก ได้รับความเสียหาย ซึ่งได้รับผลกระทบความเสียหายมากที่สุดจากพายุฝนพัด ทำให้หลังคาโกดังเก็บมันเส้น และผนังพังเสียหาย โรงรถ บ้านพักอยู่อาศัย ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 5, 14, 17, 20 ต.อ่า
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายขุนไกร สุขสุมิตร นายอำเภอโพนสวรรค์ จ.นครพนมระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหารจาก มทบ.210 นครพนม ผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาพายุฝนหลงฤดู เนื่องจากเป็นพื้นที่อำเภอที่ได้รับผลกระทบหนักสุด มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ รวม 4 ตำบล 22 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายรวม 320 หลังคาเรือน พังเสียหายหนักสุดรวม 20 หลังคาเรือน โรงเรียนอีก 2 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดุแล เร่งซ่อมแซมช่วยเหลือเบื้องต้น จากการตรวจสอบ นอกจากมีบ้านเรือนของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย ยังพบว่าพืชเศรษฐกิจสวนยางพาราของเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก เบื้องต้นจากการสำรวจพบว่า มีสวนยางได้รับผลกระทบจากพายุฝนหลงฤดูกว่า 300 ไร่ มีต้นยางหักโค่น เสียหายมากกว่า 5,000 ต้น เกษตรกรเดือดร้อนกว่า 150 ราย ส่วนใหญ่เป็นต้นยางที่มีอายุเกินกว่า 10 ปี และสามารถกรีดยางได้ทั้งหมด สร้างมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรสวนยางอย่างหนัก เนื่องจากต้องเจอวิกฤติราคายางตกต่ำ และยังมาเจอพายุฝนถล่มต้นยางเสียหายอีก ด้านนายชุมพล
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ภาพรวมในพื้นที่ยังมีเมฆฝนมืดครึ้มปกคลุมพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ และมีฝนตกลงมาประปรายในช่วงเย็นของทุกวันแต่ไม่หนักมาก มีคลื่นสูงและกระแสลมแรงพัดเข้าหาฝั่ง ทำให้ชาวบ้านที่ยึดอาชีพประมงพื้นบ้านด้วยเรือกอและ ต่างงดนำเรือออกจับปลากลางทะเล จากการตระเวนตรวจสอบอาหารทะเล ที่วางจำหน่ายที่ตลาดสดบาเละฮีเล เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงจำหน่ายอาหารทะเลเป็นประจำส่วนหนึ่งได้พากันปิดร้าน เนื่องจากไม่สามารถนำเรือออกไปจับปลาได้ แต่อีกส่วนหนึ่งเปิดแผงจำหน่ายอาหารทะเลตามปกติ แต่มีปริมาณการจำหน่ายอาหารทะเลลดน้อยลง จากการสอบถามทราบว่า อาหารทะเลที่วางจำหน่ายนั้นเป็นอาหารทะเลที่รับจากเอเย่นต์สะพานปลาในพื้นที่ จ.ปัตตานี ซึ่งมีราคาจำหน่ายสูงขึ้นกว่าช่วงปกติเล็กน้อย อาทิ ปลาทับทิม จำหน่ายกิโลกรัมละ 90 บาท ขึ้นเป็น 110 บาท ปลาทู จำหน่ายกิโลกรัมละ 120 บาท ขึ้นเป็น 130 บาท และปลาซาราแย จำหน่ายกิโลกรัมละ 60 บาท ขึ้นเป็น 70 บา
วันที่ 3 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา พร้อมพบปะให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประชาชน ข้าราชการ ชาวปากพนัง ช่วงหนึ่งว่า ข้อห่วงใยวันนี้คือกรณีที่มีฝนตกหนักแน่น หนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ข้อให้ประชาชนระมัดระวัง ผลกระทบจากดีเปรสชั่นเกือบทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ คลื่นลมแรง 2-3 เมตร เพราะฉะนั้นชาวประมงต้องระมัดระวัง ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไปจัดการ “ โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวในหลายจังหวัดหลายพื้นที่ขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยเตือนนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการหลายคนอาจจำเป็นเรื่องอาชีพเรื่องสร้างรายได้แต่ก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวที่มีสูงด้วย ต้องติดตามสภาพพยากรณ์อากาศไว้ล่วงหน้า ต้องรับผิดชอบอย่าให้มีเรือร่ม อย่าให้มีนักท่องเที่ยวได้รับอันตรายจากการท่องเที่ยวเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศ” นายกฯย้ำ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ถ้าฝนมันตกมากขนาดนี้และมันผ่านช้าก็จะ
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฝนตกหนักถึงหนักมากและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2560) ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (2 พ.ย. 2560) พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 700 กิโลเมตร ทางตะวันออกของจังหวัดสงขลา ประเทศไทย หรือละติจูด 7.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 105.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวไทยตอนล่างในวันนี้ (2 พ.ย.60) ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้ วันที่ 2-3 พ.ย.2560 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือ
ไต้ฝุ่น ‘ขนุน’ ทวีความรุนแรง กรมอุตุฯเตือนฝนหนัก กฟผ.แจงข่าวมั่วระบายน้ำเขื่อนภูมิพลอีกกว่าวันละ 100 ล้านลบ.ม. ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เผยไม่เป็นความจริง หยุดระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.แล้ว ชาวอำเภอสรรพยา-ชัยนาท เร่งกรอกกระสอบทรายเสริมคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่หมู่ 5 น้ำทะลักท่วมแล้ว 4 วัน ชาวบ้านเริ่มทยอยออกมาใช้ชีวิตริมถนน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนพายุโซนร้อน “ขนุน” (KHANUN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนหรือด้านตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้ว และเมื่อเวลา 10.00 น. พายุมีศูนย์กลางอยู่ที่ ละติจูด 20.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.2 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือ ด้วยความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน และอ่าวตังเกี๋ยในช่วง วันที่ 16-17 ต.ค.2560 โดยจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น เริ่มจากด้านตะวันออกขอ
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “พายุ “ขนุน” (KHANUN) ” ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ระบุว่า พายุดีเปรสชันบริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ขนุน” (KHANUN) แล้ว และ วันนี้ (13 ต.ค. 60) เวลา 10.00 น. ได้เคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 119.4 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 26 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-17 ต.ค. 60 พายุจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมประเทศเวียดนามและลาวตอนบน โดยพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในระยะ 1-2 วันนี้ อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ลักษณะเช่น
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมได้เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง พายุดีเปรสชั่นบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันพรุ่งนี้ (13 กันยายน) และจะทวีกำลังแรงขึ้น แล้วเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ และประเทศจีนตอนใต้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่
