พืชทางเลือก
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พบว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัด ได้แก่ ข้าวเหนียวนาปี ข้าวหอมมะลิ และอ้อยโรงงาน โดยข้อมูลสำรวจสินค้า ทั้ง 3 ชนิดพบว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวที่เหมาะสม (S1, S2) จำนวน 2.39 ล้านไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) จำนวน 3.28 ล้านไร่ โดยผลตอบแทนสุทธิจากการผลิต ข้าวเหนียวนาปี ในพื้นที่เหมาะสม (S1, S2) เกษตรกรได้กำไร 1,743 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรขาดทุน 1,735 บาท/ไร่ ส่วนข้าวหอมมะลิ พื้นที่เหมาะสม (S1, S2) เกษตรกรได้กำไร 1,822 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรขาดทุน 1,791 บาท/ไร่ อ้อยโรงงาน มีพื้นที่เหมาะสม (S1, S2) สำหรับการปลูก 2.36 ล้านไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) 3.38 ล้านไร่ ผลตอบแทนสุทธิในพื้นที่เหมาะสม (S1, S2) เกษตรกรได้กำไร 3,729 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ได้กำไร 2,785 บ
อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแบบทะเลทราย ลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เมตร โดยใบติดอยู่บนต้น 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ลักษณะใบของอินทผลัมเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ เมื่อติดผลมีลักษณะเป็นรูปทรงรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีรสหวานฉ่ำ รับประทานได้ทั้งผลสดและสุก ซึ่งผลมีสีเหลืองถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด โดยผลสุกจะนิยมไปตากแห้ง จึงเป็นหนึ่งพืชที่น่าจับตามองในเรื่องของการทำตลาด คุณธัญญา กาญจนประดิษฐ์ อยู่บ้านเลขที่ 21/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรที่ได้มองเห็นถึงอนาคตของการทำตลาดของอินทผลัมว่า เป็นสินค้าที่มีราคา โดยเธอได้แบ่งพื้นที่ทำนาบางส่วนมาปลูกอินทผลัมเพื่อเป็นการกระจายรายได้ เมื่อราคาข้าวตกต่ำก็ยังมีผลผลิตของอินทผลัมอยู่ แม้พื้นที่ปลูกจะเป็นดินที่ผ่านการทำนามาก่อน แต่ก็สามารถปลูกจนประสบผลสำเร็จ มอง อินทผลัม เป็นพืชที่สามารถทำราคาได้ คุณธัญญา เล่าให้ฟังว่า เป็นคนที่ชอบรับประทานอินทผลัมมานานมากแล้ว แต่ด้วยพืชชน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ชวนเกษตรกรที่สนใจ หันมาปลูกโกโก้ หนึ่งในพืชทางเลือกปลูกแซมสวนปาล์มและมะพร้าว ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตตั้งแต่อายุ 3 ปี แถมตลาดมีความต้องการสูง ช่วยสร้างรายได้งาม ปีละ 62,000 บาท นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน โกโก้ เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) พบว่า เกษตรกรหันมาปลูกต้นโกโก้เป็นพืชเสริมในสวนปาล์มน้ำมันและสวนมะพร้าว เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงา นับเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งแก่เกษตรกร โดยโกโก้ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยวและแซมในพืชอื่น หากปลูกในสวนมะพร้าว 1 ไร่ สามารถแซมโกโก้ได้ประมาณ 84 ต้น และในสวนปาล์ม 1 ไร่ สามารถปลูกแซมโกโก้ได้ประมาณ 54 ต้น สำหรับ โกโก้ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถให้ผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เมื่อต้นยิ่งมีอายุมาก ยิ่งให้ผลผลิตสูง อีกทั้งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตทั้งปี ตลาดมีความต้องการสูง เพราะสามารถป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้มากมาย ทั้งบริโภคเป็นอาหาร ใช้เป็นผ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 แนะ หม่อน หรือ มัลเบอรรี่ พืชทางเลือกที่น่าจับตาจังหวัดสกลนคร เกษตรกรพื้นที่ร่วมใจ ดึงตลาดนำการผลิต หันรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนที่มีคุณภาพ พร้อมเดินหน้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รุกสร้างแบรนด์เข้าตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจสินค้าเกษตร ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ซึ่งในส่วนของจังหวัดสกลนคร มีการปลูกหม่อนผลสด หรือ Mulberry เพื่อเป็นพืชทางเลือก มีการแปรรูปแบบครบวงจร โดยมีพื้นที่ปลูกหม่อน 54.25 ไร่ เกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกหม่อนผลสด จำนวน 30 ราย ซึ่งได้รับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม โดยส่วนใหญ่ปลูกในอำเภอภูพาน และอำเภอเมือง พันธุ์ที่นิยมปลูกกินผลสด คือ พันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ต่อปีสูง มีขนาดผลใหญ่และมีปริมาณกรดสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ โดยหม่อนผลสดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2-3 ครั้งต่อปี ผลสุกมีรสหวาน สำหรับฤดูร้อน จะมีค่า
แก่นตะวัน สุดยอดพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ คุณบาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัว หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา ได้นำผู้เขียนไปเยี่ยมชมการทดลองปลูกพืชชนิดนี้ ที่ครอบครัวของ คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ได้ทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ “แก่นตะวัน” และวันนี้ก็รู้สึกประทับใจ ที่พืชผลชนิดนี้ให้ผลผลิตที่น่าทึ่งมาก จึงน่าจะเป็นพืชทางเลือกของเกษตรกรของชุมชนแห่งนี้อีกทางหนึ่งในอนาคตที่ดีและแจ่มใสแน่นอน คงไม่ใช่แค่คนที่ชอบปลูกต้นไม้ หรือสนใจสมุนไพรเพียงเท่านั้นที่รู้จัก “ต้นแก่นตะวัน” เพราะปัจจุบันนี้ “แก่นตะวัน” กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ เราไปดูกันซิว่า “แก่นตะวัน” เป็นพืชประเภทไหน และความมหัศจรรย์ของ “แก่นตะวัน” มีอะไรบ้าง “แก่นตะวัน” นั้น เรียกได้หลายชื่อ ทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก บางทีก็เรียกว่า ซันโชก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภา
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ศึกษาทางเลือกให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด แจงผลตอบแทนสุทธิของเกษตรกร ในการปลูกข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ถั่วเหลือง รุ่น 2 และถั่วเขียว รุ่น 2 แนะ เกษตรกร ควรเน้นการปรังปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดมากกว่าปริมาณ นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีทางเลือกในการพิจารณาตัดสินใจลงทุนปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าข้าว และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) จึงได้ทำการศึกษาวิจัยสินค้าที่จะนำมาปลูกทดแทนข้าวนาปรัง เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด (พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์) เพื่อมุ่งเน้นพิจารณามิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนแผนการผลิตพืชใน 1 ปีการเพาะปลูก จำนวน 4 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ถั่วเหลือง รุ่
