ภูมิปัญญาท้องถิ่น
“คุณพัชรินทร จำรัส” หญิงสาวคนรุ่นใหม่ที่เลือกสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ประจำครอบครัว เพื่อสร้างธุรกิจครอบครัว (Family Business) ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่ง “ปลาส้มไร้ก้าง แม่ทองปอน” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาว ตั้งแต่ปี 53 และผ่านการรับรองจาก อย. จัดเป็นของฝากระดับท็อปของเมืองพะเยา มากว่า 30 ปี จุดเริ่มต้นธุรกิจ คุณพัชรินทร จำรัส กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปลาส้มไร้ก้าง แม่ทองปอน บอกถึงที่มาของการทำธุรกิจว่า เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ที่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน ที่ตัวเธอต้องการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของคุณแม่ในการแปรรูปอาหารที่เรียกว่า “ปลาส้ม” ซึ่งคุณแม่เคยทำมาก่อน โดยมองว่าอาหารประเภทดังกล่าวมีความต้องการจากผู้บริโภคอยู่เป็นจำนวนมาก และสูตรของคุณแม่ก็เป็นสูตรที่มีรสชาติดี มีคุณภาพ จึงมองว่าน่าจะแข่งขันในตลาดได้ “ปลาส้ม แม่ทองปอน” การันตีด้วย คุณภาพ ความสะอาด ถูกหลักอนามัย คุณพัชรินทร บอกว่า เมื่อสูตรปลาส้มของตัวเธอเป็นของคุณแม่ คุณพัชรินทรจึงตั้งชื่อแบรนด์ “แม่ทอ
เกษตรกรรมนับเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ที่หล่อเลี้ยงปากท้องคนไทยมาช้านาน แต่ทำไมเกษตรกรในประเทศไทยถึงยังต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จุนเจือครอบครัวอยู่ ซึ่งถ้าหากลองมองย้อนดูดีๆ แล้วจะเห็นช่องว่างอยู่มากมายที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านราคาผลผลิตที่ตกต่ำ หรือในบางปีสภาพฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลทำให้ไร่นาเกิดความเสียหาย รวมถึงการที่เกษตรกรรุ่นเก่าเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จึงต้องตั้งความหวังไว้ที่คนรุ่นใหม่หรือเกษตรกรรุ่นลูก ในการเข้ามาพัฒนาผืนดินทำกินของพ่อแม่ ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืนได้อีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งทางบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรไทย อยากให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงได้เดินหน้าขยาย “ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ โดยผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้า” เปิดแห่งแรกในจังหวัดมหาสารคาม ภายใต้ชื่อ “ณ นา ฟาร์ม” สนับสนุนผู้แทนจำหน่ายคูโบต้า มหาสารคาม ยก “คูโบต้า
ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) นับเป็นนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อาศัยหลักการเติมน้ำไปเก็บในชั้นใต้ดิน ด้วยการขุดบ่อในบริเวณพื้นที่ที่มีจุดรวมของน้ำ น้ำท่วม น้ำขัง น้ำหลาก เป็นการกักเก็บน้ำให้ซึมลงไปในชั้นหิน ช่วยพักน้ำรวมไว้เหมือนกับธนาคาร เหมือนการเก็บออมและกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง และอุ้มน้ำที่มีมากในยามน้ำหลากน้ำท่วม ถือเป็นการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า “ธนาคารน้ำใต้ดิน หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำ ที่เกิดจากแนวความคิดของกลุ่มเกษตรกรและซีพีเอฟ ที่ต้องการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม จากโจทย์สำคัญที่ต้องซื้อน้ำมาใช้ในกระบวนการเลี้ยงหมู ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในหมู่บ้าน และยังจำเป็นต่อการปลูกพืชที่เป็นอาชีพเสริม รวมถึงใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งที่ผ่านมาหมู่บ้านประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง กระทบต่อรายได้ของเกษ
“ปลาสลิดบางบ่อ” นับเป็นสัตว์น้ำจืดที่สำคัญของการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการ ขณะเดียวกัน ปลาสลิดก็เป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย รองจากปลานิล ปลาดุก และปลาตะเพียน (กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2558) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้พัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับปลาสลิด เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปลาสลิด ให้มีความเข้มแข็ง สามารถเพิ่มมูลค่าของห่วงโซ่เศรษฐกิจปลาสลิดบางบ่อ ทั้งด้านต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาจารย์เกษม พลายแก้ว และคณะ ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้ศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงปลาสลิดจำนวน 618 ราย ในพื้นที่อำเภอบางบ่อ อำเภอเมือง และอำเภอบางพลี คิดเป็นเนื้อที่เลี้ยงรวม 15,215.50 ไร่ มีกำลังการผลิตต่อปีทั้งหมด 3,451,677 กิโลกรัม โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลคลองด่าน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดจำนวน 190 ราย คิดเป็นเนื้อที่การเลี้ยงทั้งสิ้น 4,643 ไร่ มีกำลังการผลิตต่อปี 782,180 กิโลกรัม แต่ในปัจจุบันความเจริญทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม หมู่บ้านจัดสรร ส่งผลให้เกิดการใช้พื้นที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อกา
สสก.3 ระยอง จับมือเกษตรฉะเชิงเทรา เฟ้นหาแปลงเกษตรภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร พบนาขาวัง ที่บ้านเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดดเด่นด้านภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศของพื้นที่ 3 น้ำ จืด กร่อย และเค็ม ใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี ปลูกข้าวคุณภาพ ตามด้วยเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู และปลา มีรายได้จากการผลิตตลอดทั้งปีจากพื้นที่แปลงเดียว นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สสก.3 ระยอง ได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา ในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดเวทีกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์ และสามารถนำไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ณ ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา “นาขาวัง ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ขาดผู้สืบทอด เป็นภูมิปัญญาบอกเล่าสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเวลาติดต่อกันกว่า 30 ปี มีประวัติความเป็นมา เป็นเอกลั
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วังศุโขทัย สืบเนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ในงานสืบสานอนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา OTOP ณ หอประชุมจามจุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2563 โดยกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ จำนวน 42 ราย ใน 20 จังหวัด ทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในโครงการดังกล่าว ทรงมีพระปฏิสันถารกับผู้ประกอบการที่เฝ้ารับเสด็จฯ และมีพระวินิจฉัยแนะแนวทางการพัฒนากรรมวิธี คุณภาพ ลวดลาย เพื่อนำไปต่
จังหวัดสกลนคร เป็นเมืองที่มีหลักฐานปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นดินแดนแห่งอารยธรรม 3,000 ปี ก่อนประวัติศาสตร์ยุควัฒนธรรมบ้านเชียง สมัยทวารวดี ลพบุรี ล้านช้าง สุโขทัย อยุธยา และจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จากหนังสือ สกลนครสัญจรได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งจัดพิมพ์โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เขียนไว้ว่า ในจังหวัดสกลนครมีแห่งประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีถึง 83 แห่ง โดยมีชุมชนโบราณของแอ่งสกลนคร มีอายุ 600 ปี ก่อนพุทธกาล จนถึงพุทธศตวรรษที่ 8 หรือ 3,000-1,800 ปี มาแล้ว จุดเด่นของจังหวัดสกลนคร จึงปรากฏความชัดเจนในเรื่องวัฒนธรรมและวิถีชาวบ้านที่โดดเด่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ วิถีการทำผ้าย้อมครามอันเลื่องชื่อ และที่พลาดไม่ได้คือ ผ้าย้อมครามของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ความโดดเด่นของผ้าย้อมคราม ซึ่งเป็นวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมานาน ทำให้วันนี้สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ในพื้นที่เกือบ 10,000 บาท ต่อคน เศรษฐกิจพอเพียง ที่บ้านดอนกอย แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้สร้างความสุข และความอิ่มใจให้กับ คุณพอดี เถื่อนโยธา หนึ่งในชาวบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่กำเนิด คุณพอ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยนำนวัตกรรมม้วนเส้นไหมยืนที่ออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดย วช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ยกระดับคุณภาพการผลิตผ้าพื้นเมืองที่ครอบคลุมกระบวนการ ตั้งแต่การเตรียมเส้นยืนก่อนการทอ การออกแบบอุปกรณ์ม้วนเส้นไหม และการทอผ้า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.พรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้ติดตามความสำเร็จของการนำนวัตกรรมเทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืน ไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพชุมชน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหว้าทอง ต.โนนม่วง อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมที่สามารถนำนวัตกรรมไปผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มมีรายได้ในการผลิตผ้าพื้นเมือง เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า และผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจได้รับการตอบรั
จากเบี้ยเสียสองเพราะต้องฆาต ฟันฟาดเบี้ยหงายกระจายป่น ม้าก้าวยาวเรือก็เหลือทน เมื่อพี่จนแล้วจะไล่แต่รายโคน คำรำพึงรำพันของขุนแผนแสนสะท้านในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนข้างต้นเกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ขุนแผนต้องถึงคราวอับจนข้นแค้น ผู้ประพันธ์ตอนนี้น่าจะเป็นล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 ที่กล่าวในเชิงอุปมาเปรียบเทียบเหมือนการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากชื่อต่างๆ ตามศักดิ์มีขุน ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ จากนั้นก็ยังมี ม้า เรือ โคน เม็ด จนถึงหอย หรือเปลือกหอยที่เรียกกันว่า หอยเบี้ย ซึ่งนำมาใช้แทนบรรดาทหารทั้งปวง หอยชนิดนี้เปรียบเสมือนทหารกล้าแนวหน้า เพื่อประจันบางกับฝ่ายข้าศึกศัตรู แต่ครั้นทหารเหล่านี้มีชัยยึดฐานที่มั่นของศัตรูได้ ก็ได้เลื่อนยศมีอำนาจหน้าที่สูงศักดิ์ขึ้นจากเบี้ยคว่ำกลายเป็น เบี้ยหงายทันที เมื่อกล่าวถึง “เบี้ย” ในกระดานหมากรุก จึงนึกถึง “เบี้ยซัด” ในสมัยอดีตที่บริเวณชายหาดจำนวนมาก ซึ่งต่อมาได้ชื่อเป็น “เมืองปากพนังในปัจจุบัน” “อำเภอเบี้ยซัด” หมายถึง หอยเบี้ยที่คลื่นซัดเอาเปลือกหอย หรือเบี้ยหอยจากท้องทะเลขึ้นมาเรียงรายเป็นกองมหึมาทับถมกันตามแนวชายหาดยื่นยาว เบี้ยในสมัยโบราณนั้นได้เก็บมาใช้เป็นสื่อกลางใ
สสว. ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ บูสต์อัพสินค้านวัตกรรมที่มีดีไซน์โดดเด่นของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (SME Early Stage) ในธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ กว่า 85 แบรนด์ ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ระหว่าง วันที่ 24-25 สิงหาคม นี้ นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ดำเนินการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (SME Early Stage) ในสาขาแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ต่อยอดนักออกแบบ นักศึกษา และทายาทธุรกิจ ให้มีความสามารถในการทำธุรกิจและเติบโตอย่างมีศักยภาพ ด้วยการยกระดับองค์ความรู้ในการพัฒนาสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่นและเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value Added) เช่น นวัตกรรมการเขียนลายจากยางกล้วย เป็นการใช้วัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับนวัตกรรมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคต การใช้เทคโนโลยีตกแต่งสำเร็จช่วยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น กระเป๋าเป้สะท้อนน้ำ เสื้อผ้าป้องกันยุง
