ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ซัมเมอร์นี้ ออกไปท้าแดดท่องเที่ยววิถีเท่ สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ พร้อมดับกระหายด้วยน้ำมะพร้าวสดจากต้น โดยนักเดินทาง “จ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร” พาลัดเลาะเมืองชลบุรี ค้นเสน่ห์แห่งดินแดนตะเคียนเตี้ย ชมเรื่องราวของมะพร้าวเงินล้าน ภูมิปัญญาจากโบราณอันภาคภูมิใจที่สร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ รายการสมุดโคจร On The Way ชวนสัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชุมชน ลงไปสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างรายได้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “เที่ยววิถีเท่” โดยพิธีกรรายการ “คุณจ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” รับหน้าที่เจาะลึกวิถีชุมชนตะเคียนเตี้ย จังหวัดชลบุรี ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่นใกล้ชิดวิถีชีวิตชาวตะเคียนเตี้ย จากอดีตชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา และปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพเสริม ส่งผลให้ปัจจุบันชุมชนตะเคียนเตี้ยแห่งนี้ เต็มไปด้วยสวนมะพร้าวอันเขียมชอุ่ม ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องราวมะพร้าวเงินล้าน ที่สร้างรายได้เลี้ยงปากท้องให้คนในชุมชน จากการแปรรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างมูลค่าและรายได้อย่างยั่งยืน ณ สวนฟ้าใส ไอโกะ สวนมะพร
“น่าน” เป็นหนึ่งในเสน่ห์มนตราแห่งลานนา “แอ่วน่านม่วนไจ๋” ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะน่านเป็นเมืองแห่งความสุข สงบ สะอาด มีแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ พืชไร่ไม้ผลก็มากมี รสชาติอาหารพื้นเมืองก็อร่อยเด็ด ชาวเมืองน่านน่ารัก มีน้ำใจ อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ผู้มาเยือนหลายราย “ตกหลุมรัก” Slow Life Slow City ของเมืองน่านอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อย่างเช่น “บัณฑูร ล่ำซำ” เจ้าสัวใหญ่ผู้กุมบังเหียนธนาคารกสิกรไทย ที่ย้ายสำมะโนครัวมาเป็นพลเมืองน่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นต้นแบบชุมชนแห่งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้อย่างยั่งยืน ปี 2550 ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ได้นอกจากจะปลอดภัยต่อผู้ใช้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสมีรายได้สู่ชุมชน กิจการกลุ่มชีววิถีเป็นธุรกิจชุมชนในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งชาวบ้านทุกคนถือหุ้นเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน บริหารงานอย่างเป็นระบบ มีการคัดเลือกคณะกร
เม็ดพืชที่ขบเคี้ยวกันส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดจากธัญพืช ซึ่งเป็นถั่วชนิดต่างๆ แต่ไม่ได้มีเฉพาะเม็ดธัญพืชที่ขบเคี้ยวได้ เม็ดพืชอื่นๆ คนเราก็นำมาเป็นของกินเล่นได้เช่นกัน เม็ดกวยจี๊ คือเม็ดแตงโมก็เป็นเม็ดพืชขบเคี้ยวยอดนิยมในสมัยก่อน กินมากๆ แสบริมฝีปากเพราะสัมผัสกับความเค็มที่เคลือบเม็ดอยู่ เม็ดกวยจี๊มาจากวัฒนธรรมการกินของคนจีน ต่อมาเม็ดทานตะวันเข้ามาทดแทนเพราะทะนุถนอมริมฝีปากได้ดีกว่า เนื่องจากเม็ดทานตะวันไม่มีเกลือในการคั่ว ประกอบกับมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างมากกว่าเม็ดกวยจี๊ เกาลัดป่าซึ่งมีอยู่ในป่าทางภาคใต้ในสมัยก่อน นำมาคั่วขายในงานวัดเป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ นิยมกินกัน โดยใช้ฟันขบเปลือกให้แตกกินเนื้อใน เกาลัดป่าจะมีขนาดเล็กและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่เหมือนกับเกาลัดจีนที่มีขนาดใหญ่และสีน้ำตาลดำเข้ม เม็ดกระบกคั่วถือเป็นอัลมอนต์แห่งภาคอีสาน มีกินกันทั่วไปทางภาคอีสาน ระบาดมาทางภาคกลางพอได้ลิ้มรสบ้างแต่ก็มีไม่มากนัก ส่วนเม็ดมะขามคั่วไว้กินเล่นยามขาดแคลนก็ซาความนิยมเนื่องจากแข็งมาก เม็ดบัวทางภาคกลางก็นิยมกินเล่นสดๆ กัน ปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยม แต่เป็นที่รำลึกถึงความหลังเท่านั้น ในปัจจุบันนอกจากธัญ
ฉันไม่ได้ลิ้มรสชาติจำปาดะ ขนุนถิ่นใต้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว รสชาติจำปาดะครั้งล่าสุดที่อยู่ในความทรงจำคือ จำปาดะทอดกรอบๆ ร้อนๆ หอมจัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของผลไม้ที่ถูกความร้อนเผาให้กำจายกลิ่นไปทั่ว กลิ่นขนุนสำหรับคนที่ไม่ชอบนั่นก็สุดจะทนแล้ว แต่กลิ่นจำปาดะนี้เข้มข้นรุนแรงยิ่งกว่า ใครที่ไม่รักชอบเอาจริงๆ ถ้าโดนกลิ่นเข้าเต็มจมูกอาจถึงขั้นเป็นลมได้ แม้แต่ฉันซึ่งเป็นคนชอบขนุน พอเจอกลิ่นจำปาดะเข้าก็ถึงกับชะงักกึกเลยทีเดียว น่าสังเกตว่า ในพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด ภาคใต้ดูเหมือนจะมีผักผลไม้รสชาติฉุนเฉียวมากกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “กลิ่นแรงจัด” นั้นมีเยอะมาก เช่น ทุเรียน จำปาดะ สะตอ ลูกเนียง กระพังโหมต้น ทำมัง (กลิ่นแมงดา) และหมุยหรือหัสคุณ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงพืชผัก “รสขมจัด” ที่มีอยู่มากมายและนิยมกินเฉพาะในหมู่ชาวใต้เท่านั้น คือ สะเดาเทียม หรือ สะเดาช้าง ซึ่งเป็นไม้ป่าโตเร็ว มีเนื้อไม้สวยงามกว่าไม้ยางพารามาก และด้วยรสขมพิเศษนี่เองทำให้ปลวกและมอดแมลงทำลายเนื้อไม้ทั้งหลายไม่ชอบกัดแทะเลย ไม้สะเดาช้างจึงได้รับความนิยมนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และทุกวันนี้ถูกส่งเสริมใ
กวีรัตนโกสินทร์ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประพันธ์บทกวีเชิดชูเมืองน่านไว้อย่างกินใจว่า “ลำน้ำน่านลำนำน่านน้ำใจ อันนองไหลเลี้ยงถิ่นแผ่นดินหอม หอมหัวใจให้ผจงเป็นเจิมจอม ร่วมถนอมรักษ์น่านนันทบุรี รักวัดวาอารามอร่ามรูป อันรายล้อมจอมสถูปสถิตศรี รักภูผาป่าพงดงดอยดี รินน้ำใจไมตรีน่านนิรันดร์” เสน่ห์เมืองน่านนั้นยากที่ผู้เคยได้มาเยี่ยมเยือนจะลืมได้ สถานที่ควรได้ไปพบเห็น เช่น วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดสวนตาล วัดหัวข่วง วัดหนองบัว วัดหนองแดง วัดต้นแหลง วัดมิ่งเมือง วัดหลวงกลางเวียง วัดภูมินทร์ เป็นต้น ยังมีอุทยานแห่งชาติขุนสถาน บ่อเกลือโบราณ เสาดินนาน้อย อุทยานแห่งชาติขุนน่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ลำน้ำว้า หมู่บ้านไทลื้อ ชาติพันธุ์ลัวะ หอศิลป์ริมน่าน เป็นต้น โดยเฉพาะวัดพระธาตุแช่แห้ง เป็นโบราณสถานที่งดงามแห่งหนึ่งของล้านนา น่าจะมีอายุยาวนานกว่า 800 ปี ตั้งอยู่บนยอดดอยภูเพียงแช่แห้ง บนเนินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน สันนิษฐานว่าพระธาตุแช่แห้งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย พระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน อยู
“บ้านโคกมอญ” ในเขตตำบลโคกไทย ซึ่งแต่เดิมชื่อตำบลโคกมอญ อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตรอยต่ออำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามประวัติบ้านโคกมอญนั้น คุณสุกัญญา เบาเนิด เล่าเรื่อง “บ้านมอญเมืองปราจีนบุรี” ไว้ในวารสาร เสียงรามัญ ปีที่ 5 ฉบับที่ 24 มีนาคม-เมษายน 2553 หน้า 5-9 ความว่า “บ้านโคกมอญ” มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ “ดงศรีมหาโพธิ” ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับ “เมืองโบราณศรีมโหสถ” ที่เป็นเมืองสำคัญในสมัยทวารวดี มีพัฒนาการต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 11 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 “ดงศรีมหาโพธิ” เป็นชายแดนติดต่อกับเมืองเขมรในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ในช่วงเวลาต่อมาเมืองศรีมโหสถได้โรยร้างลง พร้อมกับการเสื่อมถอยของเมืองนครธม ศูนย์กลางของอาณาจักรเขมรโบราณ บริเวณนี้จึงถูกทิ้งร้างมีป่าดงขึ้นปกคลุม ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น “ดงศรีมหาโพธิ” เป็นป่าดงทางชายแดนตะวันออก มีช้างป่าชุกชุม ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 มีพระบรมราชโองการให้ “ขุนอินทร์” นายกองมอญมาตั้งกองจับช้างที่ดงศรีมหาโพธิ และในคราวนั้นได้สร้างเจดีย์เป็นอนุสรณ์ ปัจจุบันเรียกว่า “เจดีย
พะเยา – นายจันทร์ บัวติ๊บ อายุ 75 ปี ประธานกลุ่มผู้สูงอายุบ้างปงใหม่ หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เผยว่า ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย ล่าสุดได้ทำเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุนขึ้น สืบเนื่องจากในอดีตไม่มีโรงสี ผู้คนต้องตำข้าวด้วยครกมอง หรือครกมือขนาดใหญ่ถึงจะมีข้าวสารกิน ขณะเดียวกันในหมู่บ้านมีปราชญ์ท้องถิ่น ชื่อ นายพิชิต กันทรัตน์ หรือ หมอทราย เจ้าของสวนฮอมผญา ได้ไปศึกษาดูงานจังหวัดสกลนคร ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุได้ความรู้เรื่องการทำข้าวปลอดภัยไว้ทานกันภายในหมู่บ้าน ตลอดจนเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุน ที่สามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุได้ออกกำลังสม่ำเสมออีก ทั้งได้ข้าวปลอดภัยไว้กินด้วย “เครื่องสีข้าวชุมชนทำมาจากไม้ไผ่สาน แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนบนที่เป็นเหมือนกระบุงใส่ข้าวเปลือก และส่วนที่สองคือส่วนล่าง สำหรับไว้รองข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกหรือสีแล้ว โดยมีตัวบดเป็นเฟืองทำจากไม้ขัดสีเม็ดข้าวให้เปลือกข้าวหลุดออก ทุกวันนี้ทางกลุ่มทำส่งลูกค้าที่สั่งเข้ามาทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4-5 เครื่อง ราคา
