ภูมิปัญญา
การบันทึกอักษรลงในแผ่นวัสดุต่างๆ แต่ละสมัยมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้เป็นสำคัญ สมัยเรายังไม่มีสมุดใช้บันทึกเรื่องราว ไทยเรารู้จักทำสมุดข่อยใช้เอง และยังใช้ใบลานแทนกระดาษอีกด้วย หลักฐานยังปรากฏอยู่ตามตู้เก็บรักษาใบลานตามวัดต่างๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ดูแลดีบ้าง และดูแลไม่ดีบ้าง ขึ้นอยู่กับความรักความชอบของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ เอาเข้าจริงจะโทษเจ้าอาวาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องคณะกรรมการที่ไม่เห็นคุณค่าด้วย ต้องยอมรับว่า ใบลานที่เป็นองค์ความรู้ต่างๆ มากมายตามวัด ต่างเสียหายไปมากโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาทิ เก็บไว้ไม่ดี ทำให้ชำรุดเสียหายไปอย่างน่าเสียดาย และบางวัดไม่มีใครเอาใจใส่ดูแล ทำให้เสียหายไปกับกาลเวลาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ต้องทิ้งไปเสมือนไม่มีคุณค่า การเขียนหนังสือลงบนใบลาน เราชาวบ้านเรียกว่า “จาร” อุปกรณ์จารก็คือเหล็กแหลมๆ ใบลาน ที่จัดเตรียมไว้แล้วเป็นอย่างดี แน่นอนว่าเราชาวบ้านตัดออกมาจากต้นลาน นำมาผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนกว่าจะมาใช้เหล็กแหลมๆ จารได้ การจารไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องกะวางระยะดีๆ คนจารมือต้องมั่นคง มีสมาธิ ไม่อย่างนั้นจะออกมาไม่สวย และอาจจะอ่านไม่ออกเลยว่าจารอ
จากวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคน เข้ารับราชการครูด้วยวัยเพียง 48 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายข้าราชการ แต่ฐานะไม่ดีขึ้น จึงหันมายึดอาชีพที่รับการถ่ายทอด “ปั้นดิน” มาเป็นเงิน จากพ่อแม่ จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของผู้ค้าขายเครื่องปั้นดินเผา ในระดับจังหวัด ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้ชื่อ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ” คุณบุญเรื่อง พรหมพันธุ์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 14 บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร เจ้าของและผู้จำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ เล่าว่า เป็นคนบ้านเชียงเครือโดยกำเนิด และมีอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำสวน มีอาชีพเสริมคือ การปั้นโอ่งน้ำ และเครื่องปั้นดินเผา คุณบุญเรื่อง เล่าอีกว่า แต่เดิมที่บ้านมีฐานะยากจน เป็นบ้านนอก ห่างไกลความเจริญ พ่อแม่ทำนา และอาศัยความรักเรียน จึงพยายามเรียนจนจบวิทยาลัยครูสกลนคร ในสมัยนั้นสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่บ้าน นอกจากจะทำนาแล้วยังปั้นตุ่มหรือโอ่งน้ำ เพื่อนำไปแลก หรือขาย โดยเมื่อเสร็จจากหน้าทำนา จะมาช่วยพ่อแม่ จนสามารถเรียนรู้
