ภูมิปัญญา
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดนโยบายการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย โดยการนำทรัพยากรทางการเกษตร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งให้ประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายผลผลิตอย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้เสริมจากนักท่องเที่ยว เช่น ค่าเข้าชม ค่าอาหาร ที่พัก ของที่ระลึก ฯลฯ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การขายผลผลิตหรือแปรรูปภายในแหล่งท่องเที่ยว สามารถตั้งราคาสูงขึ้นเพราะมีประสบการณ์เชิงเรื่องราว (Storytelling) ร่วมด้วย ส่งเสริมการเรียนรู้และภูมิปัญญาให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ได้เรียนรู้วิถีเกษตรแบบไทย เช่น ปลูกข้าว ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ กระจายรายได้สู่ชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะชุมชนชนบทสามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งจากการท่องเที่ยว รวมทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์วิถีชีวิตเกษตรดั้งเดิม วิสาหกิจชุม
ใครที่กำลังประสบปัญหาหนูบุกบ้าน จนทั้งบ้านโดนรื้อเละไปหมด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงนำวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้มากฝาก โดยใช้เพียงสมุนไพรไทยที่เราคุ้นเคยในการขับไล่เจ้าหนูตัวร้ายออกไป สูตรที่1 ไล่หนูง่ายๆ ฉบับสมุนไพรไทยพื้นบ้าน ตอบโจทย์ใครที่กำลังยาไล่หนูแต่ไม่อยากใช้สารเคมี ทำสูตรน้ำยาพ่นไล่หนูจากสมุนไพร 3 อย่าง ใบชะพลู ข่า กระเทียม เกลือ ขั้นตอนแรกนำใบพลูมานึ่งให้สุก แล้วเอาออกมาบดหรือโขลกให้ละเอียด จากนั้นให้ใส่ข่าและกระเทียมลงไปในครกตำรวมให้เข้ากัน ก่อนจะนำเกลือไปผสมน้ำแล้วต้ม เมื่อเกลือละลายแล้วให้นำน้ำเกลือมาผสมกันกับส่วนผสมทั้งหมด คลุกให้เข้ากันและตักใส่จานหรือถ้วยพลาสติก ไปวางตามจุดต่างๆ บริเวณบ้าน รับรองได้ว่าเมื่อหนูได้กลิ่นฉุนๆ ของสมุนไพรมีวิ่งหนีกันแน่นอน สูตรที่ 2 เสกให้หนูหายด้วยน้ำมันของใบสะระแหน่ แนะนำให้เริ่มจากการหาน้ำมันสะระแหน่และลำสีก้อน นำมาหยดใส่ก้อนสำลีก่อนจะวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้พอมีกลิ่นฉุนของใบสะระแหน่ (แต่อย่าหยดจนชุ่มเกินไป) ก่อนจะนำไปวางตามซอกตู้ หรือจุดต่างๆ ที่พวกหนูอาจจะซ่อนตัวอยู่ หรือนำต้นสะระแหน่มาปลูกไว้ที่บ้านก็สามารถช่วยได้ เพราะนอกจากจะไล่หนูได้แล
ปัจจุบันท่านผู้อ่านอาจไม่ได้ยินโรคหิดในชีวิตประจำวันมากเท่าไร เนื่องจากโดยรวม ประชาชนมีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้ก็ยังไม่ได้หมดไป การติดต่อเกิดจากการสัมผัสคนที่เป็นโรค มักพบได้บ่อยในบริเวณชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น เช่น ในเรือนจำ ชุมชนแออัด สถานรับเลี้ยงเด็ก อาการคันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน เกิดจากการที่ตัวหิดขุดเจาะผิวหนังชั้นบนสุดจนเป็นโพรง ส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (Immune system) ของร่างกายมีการหลั่งสารเคมี ทำให้เกิดอาการขึ้นมา ซึ่งมักพบตุ่มขึ้นที่ข้อมือ ง่ามนิ้วมือ ข้อศอก ท้อง เอว เมื่อให้การรักษา ควรรักษาผู้เป็นหิดพร้อมผู้ใกล้ชิด หรืออาศัยบ้านเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ รวมทั้งต้องกำจัดหิดในสภาพแวดล้อม เช่น เสื้อผ้า ผ้าปู และที่นอน ยาที่ใช้รักษามีทั้งแบบยากินและยาทาใช้ภายนอก โดยจะใช้เวลารักษาประมาณ 4 สัปดาห์ ปัจจุบันได้มีการวิจัยฤทธิ์ของว่านหางจระเข้ ที่นำมาสกัดแล้วทำเป็นเจลทาภายนอก ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ ทดสอบในผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นโรคหิด โดยให้ทาเจลว่านหางจระเข้ติดต่อกันนาน 3 วัน ตั้งแต่บริเวณลำคอลงมาถึงเท้า และทาซ้ำอีกครั้ง
หลายจังหวัดในประเทศไทย ที่มีพื้นที่ติดกับทะเล ไม่ว่าจะเป็นฝั่งทะเลอ่าวไทย หรือทะเลอันดามัน ล้วนแต่มีความน่าอิจฉาในความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารที่ขึ้นชื่อหลายเมนูที่มนุษย์อย่างเราๆ ชื่นชอบ จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดต้นๆ ที่เมื่อเอ่ยชื่อแล้วต้องนึกถึงเมนูอาหารทะเลและที่ขาดเสียไม่ได้ คือ อาหารทะเลแปรรูป ที่สามารถเก็บเอาไว้รับประทานได้นานๆ เพราะคนจันทบุรีคือผู้ผลิตสินค้าบริโภคในหลายชนิด อีกทั้งยังเป็นผู้แปรรูปสินค้าอาหารที่ขึ้นชื่อมากมาย และหากจะพูดถึงอาหารทะเลแปรรูป ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค หรือบรรดากุ๊ก เชฟ ผู้เลือกสรรวัตถุดิบในการประกอบอาหารแล้วหละก็ จะต้องพูดถึง กุ้งแห้ง ของดีเมืองจันทบุรี ที่ได้รับการบอกต่อว่า อร่อย มีรสชาติเค็มกำลังดี ที่สำคัญสะอาด เก็บได้นานไม่เหม็นหรือขึ้นราง่าย กุ้งแห้ง ของดีเมืองจันท์ ติดอันดับสินค้าแปรรูปโอท็อป กับฝีมือการผลิตอย่างเชี่ยวชาญ ตราบที่มีมนุษย์อยู่คู่กับทะเลเลยก็ว่าได้ หนึ่งในผู้ผลิตสินค้า “กุ้งแห้ง” ของดีเมืองจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลว่า อาชีพการทำกุ้งแห้งนี้ ถือเป็นอาชีพแห่งวิถีชีวิตของประชาชน ชาวอำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ที่ยึดอาชีพการทำกุ้งแห้
ปลาร้า เป็นการถนอมปลาไว้เป็นอาหารนอกฤดูกาล โดยมีข้อมูลเชิงสถิติจาก www.isangate.com ระบุว่า ประเทศไทยเรามีกำลังการผลิตปลาร้าทั่วประเทศ 20,000-40,000 ตัน ต่อปี มีครัวเรือนอีสานผลิตปลาร้าเฉลี่ย 27.09 กิโลกรัม ต่อปี มีอัตราการบริโภคปลาร้าเฉลี่ยประมาณ 15-40 กรัม ต่อคน ต่อวัน และมีปริมาณการซื้อขายปลาร้าทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท ต่อวัน ปลาร้า หรือ ปลาแดก ปลาน้อย เป็นอาหารท้องถิ่นที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคอีสานของไทยและลาว รวมถึงบางส่วนของเวียดนาม โดยแต่ละท้องถิ่นจะมีการทำปลาร้าเป็นเอกลักษณ์ของตน ปัจจุบัน ปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน แต่ส่วนใหญ่ปลาร้าก็ยังคงนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายตามน้ำหนักจำหน่ายในตลาดสดทั่วไป ความหมายของ คำว่า แดก มาจาก คำว่า แหลก มีที่มาจากการนำปลาเล็กปลาน้อยมาทำเป็นปลาร้า หรือหากจะใช้ปลาตัวใหญ่ก็จะใช้วิธีสับให้แหลกก่อน เพื่อให้การหมักเกลือเข้าถึงตัวปลา แต่ชาวอีสานหลายพื้นที่ออกเสียงอักษร ร, ล กับอักษร ด กลับกัน ทำให้ปลาแหลกกลายเป็นปลาแดก ดังนั้น คำว่า แดก ในภาษาอีสานไม่ใช่คำที่ไม่สุภาพ นอกจา
“…ร่วมกันก็หมายความว่าสมาชิกในแต่ละสหกรณ์ จะต้องเพาะความสามัคคีกัน ความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน และสหกรณ์ต่างๆ ก็จะต้องพยายามที่จะอุดหนุนส่งเสริมกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน เพื่อประโยชน์ของแต่ละคน มิใช่เพื่อประโยชน์ของ คำว่า สหกรณ์เท่านั้น…” พระราชดำรัส พระราชทานแก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม และสหกรณ์ประมงทั่วราชอาณาจักร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม 2522 อำเภอลับแล หรือ เมืองลับแล เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองล้านนาโบราณมีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย คำว่า “ลับแล” นั้น ตามข้อสันนิษฐานว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่าย และภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย เมืองลับแล มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูก ชาวเมืองลับแลส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร พืชผลที่ทำรายได้ และสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองลับแล คือ ลางสาด ทุเรียน หอมแดง และยามว่างจากการทำสวน ทำไร่ ทำนา ชาวเมืองลับแลยัง
อาหารเช้าในภาวะเร่งด่วนของหลายๆ คนอาจแค่กาแฟสักถ้วย ขนมปังสักชิ้น หรือไม่อย่างนั้นก็ปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้สักแก้ว ซึ่งสำหรับปาท่องโก๋นั้นเป็นอาหารที่คนไทยรู้จักและนิยมรับประทานเป็นอาหารว่างตอนเช้ามาช้านาน แทบจะเรียกว่าอยู่คู่กับวิถีของว่างยามเช้าที่ทั้งสะดวก อร่อยและหาซื้อได้ง่ายของคนไทยเลยทีเดียว และเพราะความนิยมปาท่องโก๋ที่ไม่เคยลดลง และได้กลายเป็นอีกหนึ่งวิถีการกินไปแล้ว ทำให้ในบางร้านที่มีลูกค้ามากๆ ก็ไม่สามารถผลิตปาท่องโก๋ได้ทันกับความต้องการของลูกค้า เนื่องจากช่วงเวลาการขายปาท่องโก๋โดยปกติจะทำกันสดๆ ในช่วงเช้า และช่วงเย็น ซึ่งขั้นตอนที่อาจทำให้เสียเวลาก็คือ ขั้นตอนกันปั้นแป้งปาท่องโก๋เป็นชิ้นก่อนนำไปทอดในน้ำมันร้อน ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้นักศึกษากลุ่มหนึ่ง เกิดแนวความคิด ประดิษฐ์เครื่องขึ้นรูปปาท่องโก๋ขึ้น โดยอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรม ที่ได้เรียนมา โดย นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ในการสร้างเครื่องขึ้นรูปปาท่องโก๋แบบกึ่งอัตโนมัติขึ้นนั้นพวกตน มุ่งเน้นเพื่อหาวิธีการขึ้นรูปปาท่องโก๋ เพื่อเป็นต้นแบบในกา
ระหว่างคนโทกับคนทีน้อยคนนักจะแยกแยะออก คนทีคือหม้อใส่น้ำขนาดย่อม คล้ายกับกาน้ำที่เราใช้ตามบ้านทั่วไป รูปร่างกลม ก้นมีเชิงสำหรับตั้งวาง คอคอดยาว บริเวณปากกว้าง และผายออก เพื่อสะดวกต่อการใส่น้ำลงไป บริเวณส่วนกลางมีพวยยื่นออกมา เพื่อใช้สำหรับเทน้ำออก สมัยก่อนเราไม่มีตู้เย็น การใส่น้ำในคนทีซึ่งปั้นมาจากดิน ช่วยให้น้ำเย็นลงได้บ้าง นับว่าเป็นภูมิปัญหาของบรรพบุรุษของเราโดยแท้ ถ้าถามว่า คนทีต่างกับคนโทอย่างไร คำตอบอย่างรวบรัด และได้ใจความตรงเผงคือ คนทีมีพวย แต่คนโทไม่มี ความนิยมในการใช้ คนโทน่าจะมีคนนิยมใช้มากกว่า เพราะไม่มีพวยยื่นออกมาให้รุงรัง เก็บง่าย ดูแลรักษาง่าย หากเป็นคนทีถ้าคนใช้ไม่ระวัง อาจเอาพวยไปเกี่ยวกับสิ่งของใกล้ตัว ตกแตกได้ง่าย คนทีเรียกอีกชื่อว่า กุณฑี เป็นเครื่องมือของใช้ชาวบ้านมาแต่เก่าก่อน แม้กระทั่งในศิลาจารึกของขอมโบราณก็ยังมีคำกล่าวถึง เมื่อกล่าวถึงการถวายของให้เทวสถาน มักมีหม้อน้ำ คนโท และคนทีรวมอยู่ด้วย แสดงว่าเป็นเครื่องมือของใช้ที่แพร่หลาย และมีคุณค่า ส่วนในประเทศไทยมีการขุดพบคนทีตามแหล่งโบราณสถานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านปะโอ จังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีกหลายแห
ในยุคสมัยของความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี จึงไม่ค่อยมั่นใจว่าอุปกรณ์ช่วยทำความสะอาดที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษอย่าง “ไม้กวาด” จะยังคงมีเหลือใช้กันสักกี่ครัวเรือน แต่อย่างไรก็ตาม อาชีพผลิตไม้กวาดก็ยังพบเจอตามท้องถิ่นต่างๆ อยู่ เพียงแต่อาจต้องปรับวิธีและวัสดุให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงไปของยุคสมัย เช่นเดียวกับชาวบ้านที่เขาค้อ อย่าง คุณประมวล อินทร์มูล บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 2 ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดร้านขายของชำ และอาหารตามสั่ง พร้อมกับใช้เวลาว่างผลิตไม้กวาดและงานจักสานต่างๆ วางขายหน้าร้าน คุณประมวล บอกว่า ก้านไม้กวาดที่นำมาใช้ผลิตซื้อมาจากชาวบ้านที่ไปบนเขาค้อเก็บมาขาย โดยจะสั่งว่าต้องการขนาดความยาวเท่าไร อย่างเช่น 20-30 ฟุต ซื้อมาราคาฟุตละ 50 บาท ทั้งนี้ เหตุผลที่ขนาดความยาวของก้านไม้กวาดต่างกัน เนื่องจากเวลานำมามัดรวมกันเป็นตัวไม้กวาดแล้วส่วนที่เป็นปลายมีลักษณะโค้งมนจึงไม่ต้องตัดให้เสียเปล่า อีกทั้งเพื่อให้สะดวกต่อการใช้กวาดสิ่งสกปรก แล้วไม้กวาดแต่ละอันใช้จำนวนดอกไม้กวาดที่มัดรวมกัน 6-7 ลูก ต่อมัด ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี กับการคลุกคลีในอาชีพนี้
หญ้าคอมมิวนิสต์, หญ้าคา หรือ หญ้าขจรจบดอกเล็ก เป็นชื่อทางการที่ตั้งไว้อย่างไพเราะ แต่ทว่า หญ้าเหล่านี้เป็นวัชพืชสร้างความรำคาญให้แก่เกษตรกร ชาวสวนผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะสวนทุเรียน สวนมังคุด สวนเงาะ หรือแม้กระทั่งพี่น้องชาวสวนยาง ยังต้องพบกับวัชพืชเหล่านี้ แม้ว่าจะพอมีประโยชน์ในการปกคลุมหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดินได้อย่างดีก็ตาม ปัญหา หญ้าคอมมิวนิสต์ ปกคลุมพื้นที่ และด้วยลักษณะเฉพาะที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสาเหตุหลัก คือก่อผลกระทบต่อพืชหลักที่เกษตรกรหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือปัญหาที่แท้จริง “หญ้าคอมมิวนิสต์” วัชพืชตัวฉกาจ จะใช้รากฝอยที่แข็งแรงช่วยกันแย่งอาหารไม้ผล ทำให้เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล) ราว 30 ไร่ เลือกใช้การกำจัดหญ้าทางเคมีโดยใช้ยาฆ่าหญ้า หญ้าคอมมิวนิสต์ เป็นวัชพืชที่ทนแล้ง ตายยาก ตายแล้วเกิดใหม่ ด้วยรากที่แผ่กระจายอยู่ชั้นดิน โดยมีดอกและเมล็ด เมื่อต้นหญ้ามีอายุที่แก่จัด ดอกและเมล็ดปลายยอดหญ้าออกปลิวตามลมไปยังพื้นที่ใด แผ่นดินใดที่เหมาะสม ก็จะเกิดก่อเป็นต้นอ่อน ที่สำคัญคือ เติบโตขยายพันธุ์
