มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ
“เอนก” โชว์วิสัยทัศน์ วางเป้าหมายรับนโยบายไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2580 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้ประเทศต้องเดินด้วย 2 ขา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมควบคู่กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำต้องไม่ทิ้งอดีต เพื่อติดปีกสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “COVID-19 พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ประจำปี 2564” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิร์ด กรุงเทพฯ ว่า นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นที่ต้องทำให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2580 หรืออีก 16 ปีข้างหน้า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยผูกมัดตัวเองด้วยนโยบายข้างต้น เป็นการทำแบบมีคำมั่นสัญญา เพื่อให้คนรุ่นหลังมีคุณภาพชีวิตที่ดี นำประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เราไม่สามารถเป็นประเทศที่ที่พึ่งพิงแต่แรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติ หรือพืชผลทางการเกษตรอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะเกิดประโยชน์และทำให้สินค้าและ
วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2564) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 (Thailand Research Expo 2021)” ครั้งที่ 16 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายการวิจัยของไทยที่มีศักยภาพ ไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ กระจายโอกาสในการเข้าถึงฐานข้อมูลความรู้การวิจัยและนวัตกรรม พร้อมเปิดตัวทูตวิจัย “เพื่อน คณิณ” ตัวแทนพลังคนรุ่นใหม่ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย
ปัจจุบัน ธรรมชาติถูกทำลายไปมาก ก่อให้เกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหมอกควัน (Haze) ฝุ่นละออง (Particulate matter : PM) และสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ปนเปื้อนในอากาศนั้นเป็นหนึ่งในปัญหามลพิษที่สำคัญ และกลายเป็นประเด็นร้อนในระดับโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากมลพิษทางอากาศสามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้โดยง่ายและไม่จำกัดบริเวณ หากอากาศมีสารมลพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะฝุ่นละออง ขนาด 2.5 ไมครอนนั้นได้มีการรายงานว่า เป็นสาเหตุสำคัญทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 2 ล้านคน จึงทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถูกจัดให้เป็นสารมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์ หากฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบไหลเวียนโลหิต ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อหุ้มปอด และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง
“มะม่วงหิมพานต์” เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่จะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อเป็นสินค้าส่งออก มะม่วงหิมพานต์สามารถเจริญได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ดูแลง่าย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี หน้าดินลึกไม่เป็นดินดาน ไม่เป็นดินด่างจัด หรือกรดจัด การปลูกมะม่วงหิมพานต์นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นการเพิ่มการปลูกป่า ทำให้สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มะม่วงหิมพานต์ พืชทำเงินของอุตรติตถ์ ปัจจุบัน มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะอำเภอท่าปลา ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกไม้ผลชนิดนี้ เกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์เริ่มปลูกมะม่วงหิมพานต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการไทย-เยอรมัน โดยให้เงินทุนกู้ยืมดำเนินการปลูกมะม่วงหิมพานต์ในพื้นที่ ทั้งในแปลงจัดสรรและแปลงราษฎรเดิม ในอดีตมะม่วงหิมพานต์มีราคาต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจโค่นต้นมะม่วงหิมพานต์ทิ้งและปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีเกษตรกรบางคนที
ในวันที่4สิงหาคม2563 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 ครั้งที่ 15 ภายใต้แนวคิด วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ปรากฎว่ามีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจร่วมชมสุดยอดผลงานวิจัยที่มีมากกว่า 300 ผลงานที่นำมาจัดแสดงภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 พร้อมร่วมรับฟังการสัมมนาในหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับการรองรับโรคอุบัติใหม่ (covid 19) นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนได้บูรณาการความร่วมมือกันเต็มที่ที่จะเร่งการวิจัยหาสารที่มาช่วยสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไวรัสโควิด19 ซึ่งองค์ความรู้ด้านการวิจัยเป็นส่วนสำคัญมากในการตรวจวินิจฉัยโรค การเฝ้าระวังดูแลควบคุม เพื่อหาแนวทางกำหนดนโยบายในการควบคุมโรคเพื่อดูแลสุขภาพที่ดีประชาชน ด้านนายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 ว่า ขณะนี้ผลการวิจัยวัคซีนโควิด ในสัตว์ทั้งหนูและลิงมีความคืบหน้าไปมากและในระยะต่อไปก็เตรียมพร้อมที่จะทดสอบในมนุษย์ เพื่อศึกษาด้านคว
