มหาวิทยาลัยมหิดล
ในช่วงวิกฤติที่ทั่วโลกกำลังรับมือการระบาดของโควิด-19 ทั้งหน้ากาก N95 และอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคขั้นพื้นฐานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนและไม่สามารถซื้อหาได้ จึงกลายเป็นโจทย์ให้บุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ สถาปนิก วิศวกร จากภาครัฐและเอกชน มารวมพลังกันสร้างนวัตกรรมเป็นชุดป้องกันเชื้อโรคที่เปรียบเสมือนชุดเกราะสำหรับสู้รบกับโรคระบาด อีกทั้งยังสามารถซักล้างทำความสะอาดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ชุดหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะพร้อมชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (PAPR) เป็นผลงานที่สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai SUBCON) ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมี อ.นพ.เข็มชาติ หวังทวีทรัพย์ จากภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมชุดหน้ากากดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการบูรณาการองค์ความรู้ของอาสาสมัครจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมตัวเป็นกลุ่ม ThaiMIC กลุ่มสหศาสตร์นวัตกรรมเพื่อโควิด-19 เช่น แพทย์ สถาปนิก วิศวกร และนักเทคนิคการแพทย์ และเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากาก N95
ปัญหาขยะของประเทศไทย ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวาระระดับชาติ นักประดิษฐ์จึงได้คิดค้น ผลงานประดิษฐ์ที่เป็นตู้รับซื้อขยะ และแอปพลิเคชันสะสมแต้ม ที่เป็นนวัตกรรมจากการนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทิ้งขยะ จนเป็นผลสำเร็จ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้มอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2564 ระดับประกาศเกียรติคุณ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ แก่ผลงานสิ่งประดิษฐ์ “บินบิน : ตู้รับซื้อขยะ และแอปพลิเคชันสะสมแต้ม” แก่ ดร.ปวิตรา เลี่ยมรักษ์ และคณะ แห่งคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ปวิตรา เลี่ยมรักษ์ เปิดเผยถึงแนวคิดผลงานสิ่งประดิษฐ์ว่า การจัดการสิ่งแวดล้อม ต้องเริ่มต้นจากการคัด แยกขยะในตอนที่เราจะทิ้ง ต้องทิ้งขยะแต่ละประเภทให้ถูกที่ การรับซื้อหรือการจัดการขยะจึงต้องมีการคัดแยกที่ชัดเจน เพื่อนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น จึงสร้างสรรค์ ผลงานสิ่งประดิษฐ์ “บินบิน : ตู้รับซื้อขยะ และแอปพลิเคชันสะสมแต้ม” ที่มีจุดเด่นในการการนำเทคโนโ
ลอรีอัล มอบทุนพิเศษเพื่องานวิจัยโควิด-19 เผยผลงาน 3 นักวิจัยสตรีไทย ผู้ได้รับทุนพิเศษจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” กิจกรรมภายใต้โครงการ L’Oréal Thailand COVID-19 Solidarity ส่วนสนับสนุนสายงานวิทยาศาสตร์ กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2563 – บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศรายชื่อ 3 นักวิจัยสตรีผู้ได้รับทุนพิเศษ เพื่องานวิจัยโควิด-19 จากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ที่มีผลงานสร้างประโยชน์อย่างโดดเด่นในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายด้าน ตอกย้ำความมุ่งมั่นโครงการ L’Oréal Thailand COVID-19 Solidarity ในการปันน้ำใจและให้การสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ลอรีอัลเชื่อมั่นมาตลอดว่า โลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการผู้หญิงเพื่อร่วมเป็นแนวหน้าในสร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์การระบาดไปทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เป็นความหวังสำคัญในการคิดค้นวิ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกความร่วมมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พลิกวิกฤติจากโควิด-19 พัฒนาและเปิดใช้นวัตกรรมแพลตฟอร์ม “ระบบจัดการเวชภัณฑ์ประเทศไทย 2020” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการบริหารสินค้าคงคลังที่ขาดสมดุล ทำให้สามารถบริหารการจัดซื้อ-รับ-กระจายเวชภัณฑ์ และโลจิสติกส์ขนส่งอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งการบริจาคอัจฉริยะ (Smart Donation) และระบบจัดซื้อกลาง โดยนำมาใช้แล้วในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 2,641 แห่ง นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์ ต้องจัดเตรียมเวชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพรองรับการระบาดและภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ต้องบริหารจัดการเวชภัณฑ์ของ รพ. ทั่วประเทศกว่า 2,641 แห่ง จัดกา
วันนี้ (27 มี.ค.63) ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) เดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตรวจเยี่ยมความพร้อมของโรงพยาบาลในการรับมือสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดร.สุวิทย์ฯ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์จะเป็นกำลังสำคัญร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลคนไทย อว. ซึ่งดูแลมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศมีคณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ในสังกัดกระทรวง ฯ จำนวนกว่า 23 แห่ง ซึ่งมีความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งในด้านกำลังคน แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยจำนวนมากเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรองรับกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยวันนี้ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ได้นำตนดูการปฏิบัติงานของคลินิกโรคอุบัติใหม่ (EID Clinic) ที่เป็น
ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ รศ.ดร.รศรินทร์ เกรย์ คณะทำงานโครงการวิจัยประเทศไทยในอนาคต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยผลการศึกษาว่า ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และได้มีข้อกำหนดต่างๆ รวมทั้งกำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ให้อยู่ในเคหสถานหรือบริเวณสถานพำนักของตนเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงมา จากผลการวิจัยอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคโควิด-19 ทั้งจากองค์การอนามัยโลก ประเทศจีน และอิตาลี พบข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดที่จะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิต โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1% ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสียชีวิต 8.0-9.6% และอายุ 80
มูลนิธิโครงการหลวง และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวมบนฐานความรู้ที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชน รวมถึงบูรณาการระหว่างหน่วยงาน จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและสนับสนุนให้ชุมชนโครงการหลวงและชุมชนโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงดำรงชีวิตแบบ “ชุมชนคาร์บอนต่ำ สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน” โดย ดร. สุมาลี เม่นสิน และคณะ จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ทำการค้นคว้าและเรียบเรียงข้อมูล ได้ว่า “วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติ.. ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั่วโลก” ไม่ว่าจะเป็นการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก น้ำท่วม ฤดูกาลแปรปรวน ขาดแคลนน้ำ ไฟไหม้ป่า ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม และการเกิดพายุ แม้กระทั่งการระบาดของโรคชนิดใหม่ “ใครทำให้เกิด” คำตอบคือ มนุษย์ เป็นผู้สร้างและ
วช. หนุนการพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การสนับสนุนการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยจัดการแถลงข่าว “ร่วมวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks) เพื่อป้องกัน COVID-19” เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ณ ห้อง C 203 อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 2 รพ.ศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานแถลงข่าวร่วมด้วย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้าน
จากการพัฒนาอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกที่ผ่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อโลกและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ได้มีการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาทั้งในระดับชาติและสากล ที่ทุกประเทศจะต้องดำเนินการร่วมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งพบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในหลายประเทศ และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนา องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงได้กำหนดเป้าหมายใหม่เน้นไปที่การพัฒนามิติต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน จนได้มาเป็น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นทิศทางการพัฒนาตั้งแต่ปี 2558 ประกอบด้วย 17 เป้าหมาย ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายเหล่านั้นคือ การขจัดความหิวโหย หรือ Zero Hunger (SDGs 2) ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger Challenge : ZHC) โดยร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ กษ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินงานโดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้การ
วันนี้ (3 มี.ค. 63) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนายางพาราสู่แบบจำลองทางการแพทย์ ต่อยอดโมเดลผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนในวงการแพทย์ หนุนเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากยิ่งขึ้นฯ ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณบดี ชั้น 5 อาคารบริหาร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราที่มีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายด้านยางพาราที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้เกิดการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ นโยบายการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ การใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนน การแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หมอน ที่นอนยางพารา หรือแผ่นปูพื้นยางพารา เป็นต้น นายประพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) องค์กรกลางดูแลและบริหารจัดการยางพาราไทยทั้งระบบอย่างครบวง
