มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ 10 ธันวาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และ เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย (ค.พ.ท.) จัดเสวนาทางวิชาการ “อนาคตและทิศทางการส่งออกอุตสาหกรรมการเลี้ยงแพะ” ในงานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 10 ในครั้งนี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายสมปรารถนา สุขทวี รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการผลิตแพะของประเทศไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดรุณี นาพรพม คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ กล่าวต้อนรับ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ทศพล มูลมณี หัวหน้าภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ฯ ณ NSP Rice Grain Auditorium อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายสมปรารถนา สุขทวี รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บรรยายพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการผลิตแพะของประเทศไทย” ว่า วช. มุ่งขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ในการขับเคลื่อนและการพัฒนาด้านการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในระบบการผลิตที่มีมาตรฐานปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี “Smart Agri for Well Being” ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในวาระการครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2565 คณะเกษตรศาสตร์ จึงได้จัดงานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” Smart Agricultural Innovation for Sustainable Development Goals (SDGs) ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 ณ ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งการจัดงานเกษตรภาคเหนือครั้งที่ 10 ในครั้งนี้ ใช้พื้นที่จัดงานใจกลางไร่แม่เหียะ กว่า 400 ไร่ โดยการจัดงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็น 6 โซน 6 ธีม ดังนี้ 1. Agrinovations for Sustainable นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืน ซึ่งเป็นโซนที่จะจัดแสดงนวัตกรรมสมั
วันที่ 27 ตุลาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเวทีเสวนา NRCT Talk เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี ภายใต้แนวคิด “63 ปี วช. มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นมาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของฝีมือนักวิจัยไทย โดยมี นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการเสวนา ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย ชั้น 1 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมบนเวที “NRCT Talk” ที่จัดขึ้น วช. ให้การสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมโดยมุ่งเน้นการนำความรู้จากผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเด็นท้าทายของสังคม ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่ประชาชนทั่วไปรวมไปถึงการประชาสัมพันธ์และจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นของ วช.เพื่อสร้างความตระหนัก และการรั
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัด “งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2566” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วัสสนัย วรรธนัจฉริยา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และหัวหน้าศูนย์วิจัยด้านเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการขั้นสูง คณะวิศวกรรมศาสตร์ และทีมวิจัยบูรณาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำผลงาน “ฟู้ดพร้อม” เทคโนโลยีชาญฉลาดสำหรับการให้โภชนบำบัดและการผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง เข้าร่วมประกวดฯ ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา เพื่อคัดเลือกเข้ารับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.วัสสนัย วรรธนัจฉริยา หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ฟู้ดพร้อม เทคโนโลยีชาญฉลาดสำหรับการให้โภชนบำบัดและการผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง เป็นแพลตฟอร์มที่คณะผู้ประดิษฐ์มีที่มาจากสหสาขาวิชา ร่วมกันพัฒนาขึ้นโดยเชื่อมโยงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชาญฉลาดในแต่ละสาขาเข้ามาตอบโจทย์การให้โภชนบำบัดและการผลิตอาหารแบบเฉพาะเจาะจง โดยจุดเริ่มต้นได้มุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง คือ ผู้ป่วยสูงอายุในโรงพยาบาล ซึ่
วช. หนุน มช. ขับเคลื่อนงานวิจัยมุ่งเป้า Spearhead ด้านสังคม พร้อมโชว์ผลงานเด่นในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 เผยนวัตกรรมนักวิจัยไทย “เครื่องประเมินความสมดุลแรงกดน้ำหนักพร้อมการสื่อสารแบบไร้สาย” นอกจากช่วยบุคลากรทางการแพทย์วินิจฉัยความผิดปกติจากโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยเก็บข้อมูลไว้ในประเทศไทย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนสนับสนุนคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวิจัยแบบบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งโครงการได้มีพัฒนาระบบทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งภาวะฉุกเฉินที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และจากโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการนำผลงานภา
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการไม่รู้สึกย่อท้อกับชะตาชีวิต ให้การสนับสนุนนวัตกรรมผลงานวาดภาพด้วยปาก จากผลงานพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ของ นายพรหมพัฒน์ โชติสิรดานันท์ (โซคูล) หนุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้จะเป็นผู้พิการทางร่างกายแขนขา แต่หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานการวาดภาพ สร้างแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนและผู้พิการ ที่ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ มองข้ามอุปสรรคสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต และได้มีการนำผลงานของโซคูล มาโชว์ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ได้นำผลงานวิจัยกว่า 500 ผลงานมาแสดงในมหกรรมงานวิจัยแห่ง 2565 ซึ่งล้วนแต่เป็นนวัตกรรมผลงานการวิจัยที่โดดเด่น สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ใน
วันที่ 23 มิถุนายน 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จับมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงนามความร่วมมือพัฒนาระบบมาตรวิทยาต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม ตั้งเป้าหมายแรกในการยกระดับมาตรฐานเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กระบบเซ็นเซอร์ของประเทศไทย โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นางอัจฉรา เจริญสุข ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาระบบมาตรวิทยาร่วมกัน โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้ง นายอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย รองผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ นางสาวกรรณิกา ดุรงคเดช หัวหน้าภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังง
นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เสริมให้การเลี้ยงสัตว์ปีกในไทยพัฒนาไกลและมีมาตรฐาน อาหารถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิต การเลี้ยงสัตว์ปีกในไทย สัตวแพทย์หญิง ณัฏฐิรา ลือโฮ้ง หน่วยงานสัตวแพทย์บริการด้านสัตว์ปีก บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ในอดีตประเทศไทยเน้นการเลี้ยงไก่สายพันธุ์พื้นเมืองเป็นหลัก เช่น ไก่อู่ ไก่ตะเภา และไก่แจ้ โดยเลี้ยงแบบปล่อยไม่มีการจัดการใดๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่องของโภชนาการ การบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่เริ่มเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง พร้อมกันนี้บุคลากรทางการแพทย์ของไทยได้มีการนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้แก่ประชาชนชาวไทยอีกด้วย ทั้งนี้ ได้มีการชูไข่ไก่ให้เป็นแหล่งโปรตีนหลักของประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีการเลี้ยงไก่ไข่ในเชิงธุรกิจมากยิ่งขึ้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเลี้ยงไก่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มมากขึ้น มีการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยวางแผนการเลี้ยง ควบคุมโรค และมีการผลิตอุปกรณ์เลี้ยงไก่ในประเทศครั้งแรก รูปแบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้ได้มาตรฐาน การเลี้ยงสัตว์ปีก ไม่ว่าจะเป็น
มะม่วง เป็นผลไม้พื้นบ้านของไทยที่นิยมปลูกกันแทบทุกภาคของประเทศ แต่ปลูกเป็นแหล่งใหญ่และส่งออกมีไม่กี่แห่ง แหล่งที่รับรู้กันในวงกว้างคือ มะม่วงแปดริ้ว และมะม่วงพิษณุโลก เชื่อว่าคงมีหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแหล่งที่ปลูกมะม่วงส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และหากผลผลิตเหลือจากการคัดเกรดก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงกวน มะม่วงหยี มะม่วงสามรส น้ำมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงอบแห้ง ไวน์มะม่วง ทอฟฟี่มะม่วง และนำไปทำเป็นซอสมะม่วง ซึ่งหลายคนชอบใจเพราะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงพวกที่เบื่อซอสมะเขือเทศที่เราๆ ท่านๆ กินกันมานานหลายชั่วอายุคน ส่งออกไปหลายประเทศ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า บ้านเรามีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งประเทศกว่า 2 ล้านไร่ แต่เป็นการปลูกเชิงพาณิชย์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการปลูกแบบริมรั้ว โดยปี 2557 มีการส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท ในปริมาณกว่า 70,000 ตัน ตลาดส่งออกหลักคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งทางกรมส่งเสริมฯ มีนโยบายสนับสนุนการปลูกมะม่วงในเชิงอุตสาหกรรมให้มา
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงาน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ วช. รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้นำชุมชนท้องถิ่นในอำเภอขุนยวม เครือข่ายนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธีเปิดศูนย์ฯ ณ วัดคำใน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาบูรณาการกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวม พร้อมส่งมอบบัญชีศิลปวัตถุแก่วัดม่วยต่อและวัดคำใน เพื่อการอนุรักษ์เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประธานเปิดศูนย์ประสานงาน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของอำเภอขุนยวม ว่าพิพิธภัณฑ์มีชีวิตขุนยวมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นโครงการที่ วช. ให้การสนับสนุนนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดำเนินการเป็นโครงการที่สร้างกลไกความยั่งยืนในการนำองค์ความรู้จากงานวิ
