มะขาม
คุณมณี สุรัตนะ อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จากผู้ที่ปลูกมะขามด้วยเพราะมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ที่ควรมีไว้ภายในบ้านตามคติโบราณ แต่ใครจะคาดคิดว่ามะขามที่ปลูกไว้ด้วยสาเหตุนั้น กลายเป็นพรรณไม้ที่ทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณมณี เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่างานด้านนี้ ทำให้เขายังไม่มีความสุขกับการทำงานมากนัก “ผมทำงานในบริษัทได้ประมาณ 9 ปี เราก็มามองว่ามันเหมือนมีแต่วัฏจักรชีวิตเดิมๆ วงจรหมุนเวียนซ้ำไปมา และช่วงที่ทำงานมันเริ่มเข้ายุคฟองสบู่แตก ปี 2540 ช่วงนั้นมีญาติที่ทำพันธุ์ขนุน เขาก็เลยนำมาให้ลองปลูก ผมก็เลยเริ่มคิดลาออกจากงาน แล้วก็มาทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรอย่างเดียว คือ การขยายพันธุ์” คุณมณี เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อปลูกและขยายพันธุ์ขนุนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ประมาณ ปี 2553 คุณมณี เล่าว่า ได้เริ่มมาขยายพันธุ์มะขาม ซึ่งต้นมะขามนี้เกิดจากการเพาะเมล็ดโดยบังเอิญ “ช่วงนั้น ผมซื้อที่ดินใหม่ ก็อยากจะได้ไม้ที่เป็นมงคลไว้บริเวณบ้าน ซึ่งขนุนเราก็มีอยู่แล้
วันที่ 27 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบคุณยายสะหรี่ ทิพย์ทอง ชาวไทยมุสลิม ชาวบ้าน หมู่ที่ 4 ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งแม้ปีนี้จะมีอายุถึง 72 ปีแล้ว แต่ยังคงปีนต้นมะขามยักษ์ ที่มีความสูงกว่า 6 เมตร โดยใช้แรงขย่มให้ฝักมะขามสุกร่วงหล่นลงมาบนพื้น ก่อนนำไปแกะเมล็ดทำเป็นมะขามเปียก ส่งขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งคุณยายจะทำแบบนี้ทุกปีในยามหน้าร้อน ซึ่งตรงกับช่วงที่มะขามสุก จนชาวบ้านแถวนั้นเห็นเป็นภาพชินตา และต่างพากันชื่นชมที่คุณยายยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แถมยังเป็นผู้สูงอายุที่ปีนต้นไม้ได้เก่งที่สุดเพียงคนเดียวในต.เขาไม้แก้ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่คุณยายชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเมื่ออายุประมาณ 20 ปี จึงได้หันไปรับจ้างขึ้นต้นมะพร้าว และขึ้นต้นไม้อื่นๆ เรื่อยมา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คุณยายได้ปลดระวางแล้ว เพราะความชรา เหลือเพียงขึ้นต้นมะขามข้างบ้านเพียงต้นเดียว เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านเยอะ ยึดเกาะได้ง่าย และมีความเหนียวกว่ากิ่งไม้ชนิดอื่น ซึ่งลูกหลานก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร โดยคุณยายบอกว่า จะขึ้นต้นมะขามต้นนี้ต่อไป จนกว่าจะขึ้นไม่ไหว โดยมีคุณตาสันต์ ทิพย์ทอง อายุ 81 ปี ซึ่งเป็นสา
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ศูนย์อำนวยการประกวดมะขามหวาน ในงานมะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์ มีการประกวดมะขามหวานสายพันธุ์ต่างๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ รวม 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ศรีชมภู พันธุ์สีทอง พันธุประกายทอง พันธุ์ขัน ตีและพันธุ์อื่นๆ ซึ่งปรากฏว่า มีเกษตรกรเจ้าของสวนมะขามหวานส่งตัวอย่างมะขามหวานเข้าร่วมประกวดทั้ง 5 สายพันธุ์ รวม 515 ตัวอย่าง แยกเป็นพันธุ์สีทอง 103 ตัวอย่าง พันธุ์ศรีชมภู 154 ตัวอย่าง พันธุ์ประกายทอง 123 ตัวอย่าง พันธุ์ขันตี 51 ตัวอย่าง และพันธุ์อื่นๆ 51 ตัวอย่าง โดยมีนายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานกรรมการตัดสิน ซึ่งในภาพรวมทางคณะกรรมการพึงพอใจ เนื่องจากมะขามหวานมีคุณภาพและพบเชื้อราน้อย ทั้งนี้ นายวรพจน์ ได้ฝากถึงกรรมการตัดสินซึ่งเป็นนักวิชาการ ให้ช่วยทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์และแก้ไขปัญหาเชื้อราในมะขามหวาน รวมทั้งการเพิ่มมูลค่ามะขามกรอกหมู รวมทั้งให้ดูแลมะขามหวานสายพันธุ์ดั้งเดิม หลังจากปีนี้พบว่ามีตัวอย่างมะขามหวานพันธุ์น้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรเจ้าของสวนส่งเข้าประกวดในประเภทสายพันธุ์อื่นๆ หลังจากมะขามหวานส
ร้องแม่ค้าขายมะขามหวานมีแต่เชื้อราแถมโกงตาชั่งในงานกาชาดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 10 มกราคม ได้มีประชาชนที่มาเที่ยวงานกาชาดและ 36 ปี ของดีจังหวัดมุกดาหาร เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารว่าได้ซื้อมะขามหวานที่มีแม่ค้านำมาขายในบริเวณงาน แต่เมื่อนำไปรับประทานที่บ้านแล้วพบว่าไม่ใช่มะขามหวานและมีแต่เชื้อราทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ ทั้งที่มีป้ายบอกว่าเป็นมะขามหวานคัดพิเศษกิโลกรัมละ 140 บาท อีกทั้งตาชั่งก็ไม่ตรงมีน้ำน้อยกว่าที่ปรากฏ และยังได้มีผู้นำเรื่องดังกล่าวไปลงโพสต์ในสื่อโซเชียล เพื่อแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง ต่อมา นายสุดเขต จันทรสาขา ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหารนายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบ เทศบาลเมืองมุกดาหาร และตัวแทนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันไปตรวจสอบร้านขายมะขามหวานดังกล่าวภายในบริเวณงานกาชาด พบว่าความเป็นจริงดังที่มีการร้องเรียน โดยเมื่อทำการแกะเปลือกมะขามออกดูพบมีเชื้อราเกาะอยู่ตามเนื้อมะขามเป็นจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามกับเจ้าของร้านว่าแบบนี้จะรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าของร้านขาย
“ต้นมะขาม” เป็นสัญลักษณ์คู่กันกับสนามหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นมะขามโดยรอบทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) จำนวน 365 ต้น โดยปลูก 2 แถว วัดจากถนน 3 เมตร ปลูกแถวหนึ่ง เว้น 1.50 เมตร ปลูกอีกแถวหนึ่ง ระยะห่างแต่ละต้น 7 เมตร เพื่อให้เกิดความร่มรื่น ยุคต่อมามีการปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวงเพิ่มขึ้นเป็น 783 ต้น จนถึงปัจจุบันต้นมะขามที่สนามหลวงมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว “ต้นมะขาม” ในงานพระเมรุมาศ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เริ่มขุดย้ายต้นมะขาม 50 ต้น ออกจากสนามหลวง ก่อนนำไปอนุบาลที่สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่ให้กรมศิลปากรนำรถเข้ามาขนย้ายอุปกรณ์สร้างพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธี ก็จะนำต้นมะขามย้ายกลับมาปลูกที่เดิมเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีการจัดงานพระเมรุมาศในบริเวณมณฑลพิธีท้องสนาม คุณกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช พัทยา ซึ่งทำหน้าที่ดูแลตกแต่งภูมิทัศน์รอบพระเมรุมาศในครั้งนี้กล่าวว่า ทางสวนนงนุชตระหนักถึงคุณค่าสำ
มะขามป้อมยักษ์ สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ราก ลำต้น ต้น เปลือก ใบ ดอก ยาง เมล็ด กว่าพันปีคนอินเดียใช้มะขามป้อมยักษ์เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงสายตา บำรุงสมอง ผลมะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ผลมะขามป้อมมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไป ร้อยละ 20 แหล่งที่มา : คุณจตุพร ไวปรีชี จังหวัดลพบุรี โทร. 086-121-6869
ลักษณะพิเศษ : มะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม หลังแกะเปลือกและเมล็ดออกแล้วจะเหลือน้ำหนัก 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีมาก สร้างความฮือฮาในวงการมะขามเปรี้ยว เมื่อมีการเปิดตัวมะขามฝักกระดานครั้งแรก โดย พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีการขยายพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักยักษ์โดยการทาบกิ่ง เสียบยอดมะขามเปรี้ยว เหมือนมะขามหวาน ทำให้ลักษณะพันธุ์เดิมยังคงอยู่ เริ่มปลูกแห่งแรกในจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจะ ยายไปยังจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ มะขามเปรี้ยวฝักยักษ์โดยทั่วไป เมื่อต้นอายุ 10 ปี จะได้น้ำหนักมะขาม 300 กิโลกรัม ต่อต้น บางปีอาจจะน้อยกว่านี้ เพราะมะขามจะไม่ดกทุกปี แหล่งที่มา : สวนสุดเขตตะวันกาญจน์ คุณสกล โทร. 081-143-2336, คุณสร้อยสน 081-943-0793
คงไม่ต้องอ้างอิงเอาหลักฐานเค้าความมาบอกกล่าวกันอีก เรื่องมะขามที่มีมาเป็นตำนานพืชผล ที่เป็นทั้งพืชสมุนไพร เป็นทั้งไม้ผลพืชสวน เป็นพืชผักประจำครัวและมื้ออาหาร เป็นแม้แต่ลูกอม ขนมหวานของขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม อีกสารพัดที่ผู้คนทั่วไปได้รู้จัก แม้แต่ได้เคยชิม ซื้อ พบเห็น หรือเคยปลูกกันมาแล้ว ถึงต้องบอกว่า คงไม่ต้องหาหลักฐานอ้างอิงมาบอกกล่าวเล่าความกันอีก เชื่อเหลือเกินว่า แค่กล่าวถึง “มะขาม” ทุกคนรู้กันแล้ว และเวลานี้คงนึกเปรี้ยวปาก อยากออกไปซื้อหา หรือว่าออกไปเด็ดสอยมะขามอ่อนจากต้นข้างรั้วมาจิ้มกะปิ น้ำปู พริกเกลือ เอามะขามสดมาตำน้ำพริก มะขามดองแช่อิ่มมาแกล้มเหล้า หรือหามะขามเปียกมาใส่ปรุงแกงส้ม แม้แต่ลูกอมมะขาม แก้ง่วงเวลาขับรถ มะขามที่เรารู้จักกันมีอยู่ 2 อย่าง คือ มะขามเปรี้ยว กับมะขามหวาน เรื่องมะขามหวานที่ระยะหลังๆ ไม่หวาน เพราะราคาผลผลิตไม่ได้ใจเลย จากกิโลละเป็นร้อยสองร้อย เหลือไม่ถึง 50 บาท ชาวสวนมะขามหวานที่สู้ทนเห่อปลูกตามความนิยมเมื่อห้าปีสิบปีก่อน มาตอนนี้ชักยิ้มไม่หวานแล้ว ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ต้องทำใจให้ได้ โดยเฉพาะมะขามอินทรีย์ ที่ไม่มีใครกล้าการันตีในความปลอดภัยได้มาตรฐานอ
ภาษาอังกฤษเรียกมะขามว่า tamarind ภาคกลางเรียกมะขาม ภาคใต้เรียกขาม โคราชเรียกตะลูบ กะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรีเรียกม่วงโคล้ง อิสานเรียกหมากขาม ไกลจากไทยออกไป มาลายูเรียกอาซาม เยอรมันเรียกทามาราย เสปนและอิตาลีเรียกทามารินโด อินเดียเรียกอะมะลา จีนเรียกซวนโต้ว เพราะนำเข้ามาปลูกนาน คนท้องถิ่นในไทยรู้จักกันดี จึงนำชื่อมะขาม มาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น เช่นอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ที่อื่นๆก็เช่นบ้านหนองขาม บ้านนาขาม กุดนาขาม มะขามล้ม คลองมะขามเฒ่า การแพร่พันธุ์ของมะขามยุคแรกๆ ใช้เมล็ดเป็นหลัก ถือว่าสะดวกที่สุด อย่างค้นพบว่า มะขามที่จังหวัดนนทบุรี มีคุณสมบัติดีเด่น เมื่อคนจังหวัดนครพนมมาพบเข้า ก็นำเมล็ดใส่กระเป๋ากางเกง ไปปลูกยังท้องถิ่นของตนเอง ส่วนใหญ่แล้ว ต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะมีลักษณะแตกต่างออกไป มะขามแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือมะขามหวานกับมะขามเปรี้ยว ซึ่งจริงๆแล้วมะขามทั้งสองประเภทตีคู่กันมา แต่ระยะกลางๆ มะขามหวานดูจะมีชื่อเสียงมากกว่า มะขามเปรี้ยว เปรียบดังลูกเมียน้อย มักถูกเจ้าของพิจารณา ตัดโค่นไปทำเขียงเสมอ เมื่อถึงอายุขัย พบประชากรของมะขามหวานขึ้นอยู่ในหลายจังหวัด แต่ท้องถิ่นที่ได้ร
