มะเดื่อฝรั่ง
มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก (Fig) เป็นไม้ผลอีกอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ให้คนไทย เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะเป็นของฝาก จัดกระเช้า ที่คนกินไม่ได้ซื้อ หมายความว่า ความมีคุณค่าของผลไม้ที่นำไปฝาก ผู้ให้ยิ้มด้วยความภูมิใจ ถึงจะมีมูลค่าไม่มาก แต่ก็ให้ผลทางด้านจิตใจแก่ผู้รับ มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก ทำไมถึงใช้คำว่า คนรับภูมิใจ เพราะว่า มะเดื่อฝรั่งมีคุณค่าทางอาหารสูง และเป็นผลไม้เปลือกบาง การขนส่งและการดูแลจึงยุ่งยาก เพราะผิวช้ำง่าย ต้องทะนุถนอมในการส่งให้ถึงมือผู้รับ มะเดื่อฝรั่ง หรือ ลูกฟิก ปลูกได้แล้วในเมืองไทย มะเดื่อฝรั่ง เป็นพันธุ์ไม้ผลที่น่าสนใจ และเข้ามาเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ที่เมืองไทยมาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนคนไทยไม่เคยเห็นมะเดื่อฝรั่งสดที่มีรสหวานฉ่ำ ส่วนใหญ่ที่เราได้กินมะเดื่อฝรั่งหรือฟิกเป็นรูปของผลไม้อบแห้ง แต่ปัจจุบันมีต้นพันธุ์ขายทั่วไป แต่ก็ต้องเลือกสายพันธุ์ซึ่งมีมากมายหลายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูก บางพันธุ์ก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ที่แนะนำ หนึ่งในสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในเมืองไทยคือ พันธุ์บราวน์ตุรกีญี่ปุ่น สายพันธุ์นี้ปลูกง่าย วิธีการขยายพันธุ์ สำหรับ มะเดื่อฝรั่ง พันธ
การปักชำ มะเดื่อฝรั่ง การปักชำ เป็นวิธีง่ายและสะดวกมาก ทำได้จำนวนมาก แต่การชำมักได้ผลไม่มากนัก ถ้ามีกิ่งจำนวนมากก็ไม่ต้องเสียดาย เพราะส่วนมากจะพบปัญหากิ่งชำเน่าเสียก่อน เปอร์เซ็นต์ที่ได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การปักชำควรทำในฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน เคล็ดลับที่สำคัญอย่าเร่งปุ๋ยจนงามเกินไปเมื่อตัดกิ่งไปปักชำมักจะเหี่ยวง่าย ควรบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก็เพียงพอ การคัดเลือกกิ่งที่จะนำมาปักชำควรเลือกกิ่งแก่ ห้ามใช้กิ่งอ่อน ดูกิ่งที่ตั้งตรง ยอดใบสมบูรณ์ ไม่มีโรคและเเมลงรบกวน ริดก้านใบให้หมดแล้วนำมาตัดเป็นท่อนๆ ยาว 6-10 นิ้ว ตัดใต้ข้อตาลงมาอย่างน้อย สัก 3-5 เซนติเมตร (รากจะออกบริเวณใกล้ข้อตา) หรือบางท่านอาจจะเพิ่มพื้นที่การออกรากโดยการใช้มีดกรีดที่เปลือก จากนั้นนำท่อนพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจุ่มด้วยน้ำยาเร่งราก ประมาณ 15-30 นาที นำไปปักในกระบะ หรือตะกร้าภายในตาข่ายพรางแสง โดยวัสดุชำใช้แกลบดำ 3 ส่วน ผสมทรายหยาบ 1 ส่วน หรือดินร่วน 1 ส่วน รดน้ำให้ชุ่ม แต่ไม่ควรรดน้ำบ่อยจนเกินไปทำให้กิ่งเน่าง่าย หลังปักชำ 1 สัปดาห์ ถ้าต้นยังสดอยู่มีแนวโน้มได้ผลดี ราว 7-15 วัน ตาใบจะเริ่มแตกและจะเริ่มออกรากตามมา
คุณพิเชษฐ กันทะวงค์ เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 12 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้บริหารจัดการพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน ให้เป็นทั้งฟาร์ม/แหล่งเรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร/ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย/ร้านอาหาร และที่พักอาศัย จนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ 2-3 แสนบาท ต่อเดือน ผลิตเมล่อนในโรงเรือน สร้างสินค้าคุณภาพสูง สู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2546 ได้มีโอกาสเรียนรู้สะสมประสบการณ์ด้านการทดสอบสายพันธุ์พืชและการควบคุมศัตรูพืชกับบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นกว่า 10 ปี จึงได้ตัดสินใจออกมาทำฟาร์มเมล่อนปลอดสารพิษ ในปี 2555 บนพื้นที่ของตนเอง 3 ไร่ 3 งาน จากเดิมที่เป็นทุ่งนา มาเป็นฟาร์มระบบโรงเรือนแบบปิด เพื่อผลิตเมล่อนปลอดสารพิษคุณภาพสูงเกรดพรีเมี่ยม (Premium) สาเหตุที่เลือกทำฟาร์มเมล่อนปลอดสารพิษ เนื่องจากเมล่อนโดยทั่วไปเป็นผลไม้ที่มีโรคและแมลงศัตรูมาก จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด การผลิตเมล่อนปลอดสารพิษจึงเป็นความท้าทาย แต่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเมล่อนปลอดสารพิษ มีราคาและความต้อ
“กระบองเพชร” เป็นหนึ่งในพรรณไม้ที่ ปลูกง่าย ตายยาก ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องมือเย็นก็ปลูกได้ กระบองเพชรเป็นพรรณไม้ขนาดเล็กถึงปานกลาง ลักษณะต้นเตี้ยๆ ดูน่ารัก มีหลากหลายรูปทรงสวยงามแตกต่างกันออกไปแล้วแต่สายพันธุ์ ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของกระบองเพชร คือ หนามแหลมคมที่ปกคลุมอยู่รอบต้น ปัจจุบันมีคนหลงใหลพรรณไม้ชนิดนี้เพิ่มขึ้น แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าบางพันธุ์ก็สามารถกินผลได้ด้วย คุณปิยะ วงศ์จันทร์ เจ้าของ Safety Farm ฟาร์มผลไม้ปลอดภัย จังหวัดลำปาง (โทร. 085-687-8778 ) ในอดีตเคยเป็นตัวแทนจำหน่ายไม้แปรรูป กระทั่งเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ผันตัวมาเป็นเกษตรกรที่จังหวัดลำปาง ครั้งแรกคุณปิยะเริ่มต้นปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ชื่อ “คิโมจิ” โดยปลูกเมล่อนในโรงเรือน เพื่อสะดวกต่อการดูแลจัดการแปลงปลูกเมล่อน โดยไม่พึ่งสารเคมี และขายผลผลิตผ่านเฟซบุ๊ก ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ใช้วิธีเปิดให้ผู้สนใจสั่งจองสินค้าล่วงหน้า เพียงแค่ 1 ชั่วโมง เขาสามารถขายเมล่อนได้มากกว่า 1,000 ลูก แม้เมล่อนจะสร้างรายได้ก้อนโต แต่ทว่าเป็นพืชล้มลุก หลังจากออกลูก ต้นเมล่อนก็ตาย คุณปิยะ จึงมองหาพืชตัวอื่นที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวมาปลูกทดแทน ในท
มะเดื่อของไทยเป็นพืชผักที่ชาวปักษ์ใต้นิยมกินกับขนมจีน แกงเผ็ด และน้ำพริกมากนาน ถือว่าเป็นผักไม่ใช่ผลไม้ มะเดื่อของไทยมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมะเดื่อฝรั่งที่นิยมกินกันในปัจจุบัน นอกจากขนาดที่แตกต่างกันแล้ว มะเดื่อไทยจะกินตอนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ คือยังไม่สุก เพราะถ้าสุกจะมีหนอนอยู่มาก หนำซ้ำยังมีกลิ่นไม่ชวนกิน ซึ่งแตกต่างกับมะเดื่อฝรั่งที่มีกลิ่นหอมชวนกิน แต่ว่าก็ว่าเถอะ มะเดื่อฝรั่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกยากเย็นสำหรับผู้เขียน เนื่องจากเคยลองนำมาปลูกสองครั้งแล้วยังไม่สามารถทำให้ต้นอยู่ได้ถึงผลิดอกออกผล ต่างพากันล้มประดาตายไปทุกครั้ง ราคาต้นพันธุ์ในขณะนั้นก็ค่อนข้างแพง เลยออกขยาดที่จะปลูกอีกเป็นครั้งที่สาม มะเดื่อฝรั่ง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Common fig มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus carica L. เป็นพืชต่างถิ่น นำมาปลูกในประเทศไทยโดยมูลนิธิโครงการหลวง และมหาวิทยาลัยเกษตร ในปี พ.ศ. 2524 ที่ดอยอ่างขาง เพื่อเป็นพืชสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่นแก่ชาวไทยภูเขา แล้วจึงกระจายพันธุ์ไปทั่วประเทศไทย ตามตำนานของชาวยุโรปและชาวตะวันออกยุคโบราณ ชาวอียิปต์และชาวกรีก เชื่อว่ามะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาเ
ในอดีตผู้คนมักคุ้นชินกับประโยคที่ว่า อีสานแห้งแล้งปลูกอะไรไม่ค่อยได้ แต่ในยุคนี้หากติดตามข่าวคราวในแวดวงเกษตรจะพบว่าพืชผักผลไม้จำนวนไม่น้อยสามารถปลูกได้ในพื้นที่นี้ อย่าง มะเดื่อฝรั่ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ คุณนัฐกร มาลัย วัย 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 112 หมู่ที่ 4 บ้านโชคใต้ คุ้มทุ่งเศรษฐี ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ ที่มีดีกรีปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง นำมะเดื่อฝรั่งมาปลูกเป็นรายแรกและรายใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์ กระทั่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนทำให้ใครต่อใครมาศึกษาดูงานที่นี่ “สวนมะเดื่อฝรั่งสุรินทร์” ผลไม้เพื่อสุขภาพ ทำไม ถึงปลูกมะเดื่อฝรั่ง เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า ทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ทำมาได้ 3 ปีกว่า อยากหาอาชีพเสริม โดยไม่ต้องใช้เวลาดูเยอะ ประกอบกับจบปริญญาตรีด้านการเกษตรมา คิดว่าน่าจะทำด้านเกษตร กระทั่งได้รู้จักมะเดื่อฝรั่งในเฟซบุ๊ก จากนั้นได้ศึกษา และเริ่มสั่งกิ่งตอนมาปลูก มีรอดบ้างตายบ้าง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ โดยมีแนวคิดว่า ถ้าตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วต้องไปให้สุด ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถของคนเรา อยู่ท
