ยางพารา
การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี นำคณะนักธุรกิจยางพาราจากอินเดีย เยือนพื้นที่ปลูกยางในภาคอีสาน นำร่อง จ.บึงกาฬ เปิดบ้านให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานยางพาราของบริษัทเอกชน ยืนยัน ประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่อันดับสองของโลก มีความสนใจ และพร้อมที่จะรับซื้อยางไม่ว่าจะภาคไหนของประเทศไทย ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า คณะนักธุรกิจยางพาราจากอินเดีย ให้ความสนใจในการลงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลูกยางหลักของประเทศรองจากภาคใต้ โดยรวมมีพื้นที่ปลูกยางทั้งสิ้นประมาณ 3.8 ล้านไร่ โดยเฉพาะ จ.บึงกาฬ มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 6.9 แสนไร่ ดังนั้น การพบปะระหว่างนักธุรกิจอินเดีย และผู้ประกอบการของไทยในวันนี้ จะมีการลงนามร่วมกันระหว่างสองฝ่ายในหนังสือแสดงความเจตน์จำนงในการซื้อยาง (Express of interest) เพราะในประเทศอินเดียยังมีความต้องการใช้ยางในการผลิตไม่น้อยกว่า 1 แสนตันต่อปี ดร.ธีธัช กล่าวย้ำว่า บทบาทของการยางแห่งประเทศไทย จะเน้นการเปิดตลาดยางใหม่ และไม่ไปแทรกแซงตลาดหรือขายผลผลิตแข่งกับใคร การเชิญนักธุรก
เมื่อวันที่ 6 กันยายน จากกรณีมีข่าวผ่านสื่อออกมาว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตยางรถยนต์ที่รับซื้อยางพาราจากภาคอีสาน จะไม่รับซื้อยางพาราที่มีการใส่กรดกำมะถัน “กรดซัลฟิวริก” ในน้ำยาง เพื่อช่วยให้ยางเซตตัวเร็ว เนื่องจากส่งผลต่อคุณภาพยางล้อรถที่ผลิตเสื่อมสภาพเร็วเกินกว่ากำหนดและไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น แม้ว่าจะมีการปฏิเสธจากทั้งสองบริษัท แต่จากกระแสข่าวดังกล่าวทำเอากลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราบึงกาฬระยะแรกๆ ต่างตระหนักถึงเรื่องนี้เนื่องจากปัจจุบันราคายางพาราก็ตกต่ำอยู่แล้ว ซึ่งยางก้อนถ้วยหรือขี้ยางจะรับซื้ออยู่ที่ 24-25 บาทต่อกิโลกรัม ยิ่งมีข่าวนี้เกิดขึ้นอาจทำให้ราคายางก้อนถ้วยตกลงมาอีกก็เป็นได้ การมีข่าวเช่นนี้นับว่าไม่เป็นผลดีต่อกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มเกษตรพยายามทำตัวเป็นลูกค้าหรือผู้ขายที่ดี แม้ราคาจะตกต่ำเพียงไรก็ยังทนสู้ไม่ยอมเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ความเป็นจริงแล้วทางบริษัทที่ให้ข่าวนี้ถ้าอยากจะได้คุณภาพยางก้อนถ้วยแบบไหนอย่างไรก็น่าจะมีการพูดคุยตกลงกันผ่านตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางหรือผ่านการยางแห่งประเทศไทยก็ได้ ด้านนายสิทธิพร ด้วงมาลา อายุ 48 ปี เกษตรกรชาว
จากการสำรวจการส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม) พบว่า ยอดส่งออกข้าวมีปริมาณ 5,438,899 ตัน เพิ่มขึ้น 4.7% มูลค่า 2,428 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.7% คิดเป็นสัดส่วน 2% ของการส่งออกทั้งหมด มันสำปะหลัง 6,598,813 ตัน ลดลง 16% มูลค่า 1,743 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 24.4% คิดเป็นสัดส่วน 1.4% ของการส่งออก และยอดส่งออกยางพารา 2,079,099 ตัน เพิ่มขึ้น 1.3% มูลค่า 2,394 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19% คิดเป็นสัดส่วน 2% ของยอดส่งออก ที่น่าสังเกตคือแม้ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่เทียบราคาเฉลี่ยพบว่าราคาลดลง โดยราคาข้าวเฉลี่ย 446 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลง 9.7% มันสำปะหลัง 264 เหรียญสหรัฐต่อตัน และยางพารา 1,151 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยตำรวจโท เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในส่วนของการออกไปขายล่วงหน้าในตลาดต่างประเทศ ผู้ส่งออกต้องเผชิญกับสงครามราคารุนแรง เทียบราคา เอฟโอบีข้าวไทยยังคงอยู่ที่ตันละ 370 เหรียญสหรัฐ ขณะที่เวียดนามตันละ 345-350 เหรียญสหรัฐ ปากีสถานตันละ 330 เหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนยังผันผวน เนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง
