ยางพารา
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์เกษตรกรต้องผ่านศึกหนักกับแมลงศัตรูพืชมาก่อนเสมอ คำถามคือ แล้วจะกำจัดแมลงอย่างไรให้ได้ผล โดยไม่ทิ้งสารพิษไว้ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. มองเห็นช่องว่างตรงนี้ เล่าว่า ปกติแล้วการอารักขาพืชจะพึ่งพาสารเคมีฆ่าแมลง น้ำส้มควันไม้ หรือการใช้แมลงกำจัดแมลง รวมถึงกาวดักแมลงแบบสังเคราะห์ที่ทำมาจากพอลิเมอร์ ซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืด มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีสารระเหยที่ไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย “เมื่อมองเห็นผลเสียตรงนี้ เราเลยมองหาสิ่งใหม่ ที่จะทดแทนกาวดักแมลงสังเคราะห์ อาจจะเป็นอันตราย โดยมองไปถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ และไม่มีสารอันตรายตกลงไปถึงผู้ใช้หรือลงสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่เราทานเข้าไปด้วย” จากแนวคิดดังกล่าว คุณกรรณิกา เล่าว่า จึงทำให้เกิดการทดลองผลิตกาวดักแมลงจากน้ำยางพารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Para TRAP โดยเลือกใช้ยางพาราแห้งเป็นวัตถ
“ตรัง” เป็นจังหวัดแรกที่ส่งเสริมให้คนไทยปลูกยางพารา ทุกวันนี้จังหวัดตรังเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของภาคใต้ และมีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ (พื้นที่สวนยางพารา 1.5 ล้านไร่) ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดตรัง และมีอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราแบบครบวงจรในท้องถิ่น เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางวังคีรี ที่มีผลงานแปรรูปยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียมที่มีคุณภาพสูง และชุมนุมสหกรณ์ตรัง ผู้นำด้านการแปรรูปยางอัดก้อนจำหน่ายทั้งในและส่งออก อย่างไรก็ตาม ปัญหาวิกฤตราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจำนวนมาก รัฐบาลจึงวางเป้าหมายพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยการโค่นสวนยางเดิมและส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ เช่น การเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชผัก ผลไม้ ทั้งนี้ รัฐบาลจะมอบทุนอุดหนุนแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ไร่ละ 10,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยาง ถือเป็น
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ — การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ RAOT นำโดย ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อความร่วมมือทางด้านการบริหารจัดการผลผลิตยางพารา กับ บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด โดย นายบัณฑิต เกิดวงศ์บัณฑิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มุ่งยกระดับบริหารจัดการผลผลิตยางรองรับความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เกิดความสมดุลของยางพาราทั้งระบบนำไปสู่การสร้างเสถียรภาพยางพาราอย่างยั่งยืน ดร.เพิก กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสององค์กร ในการบริหารจัดการผลผลิตยางพาราเพื่อให้เกิดความสมดุล สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เป็นการรองรับผลผลิตยางตามความต้องการของตลาด ตลอดจนการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาตลาดกลางยางพาราร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพราคายาง โดย กยท. จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตยางพาราจากตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพาราทั่วประเทศอย่างน้อย จำนวนไม่เกิน 5,000 ตันต่อเดือน ตลอดจนดำเนินการตรวจสอบแหล่งผ
พาย้อนรอยเส้นทางยางพาราจังหวัดยะลา ยางพรีเมียมคุณภาพจากข้อได้เปรียบทางสภาพภูมิประเทศเฉพาะตัว จากพืชสวนหลังบ้านสู่ธุรกิจยั่งยืน 100 ปี ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ประเทศมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท “ต้นทุนทางธรรมชาติ” จุดแข็งยะลาคว้าเบอร์ต้นของไทย ปัจจุบันประเทศไทยคือหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางพาราที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกยางครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด รวมกว่า 22 ล้านไร่ และกว่าร้อยละ 58 ของพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในภาคใต้ แต่มีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นแหล่งยางพาราคุณภาพที่ตลาดโลกให้การยอมรับ และหนึ่งในนั้นคือ “จังหวัดยะลา” ผู้ผลิตยางพาราอันดับที่ 5 ของไทย “เรามีพื้นที่ปลูกยางอยู่ราว 1.2 ล้านไร่ มีผลผลิตกว่า 2.5 แสนตัน สร้างมูลค่าให้กับจังหวัดยะลา คิดเป็นมูลค่าราว 3 หมื่นกว่าล้านบาท ด้วยสภาพพื้นที่การเกษตรของยะลาเหมาะสมกับการปลูกยางพาราอย่างมาก ทั้งเนื้อดินและสภาพภูมิอากาศ ทำให้ต้นยางพาราเจริญเติบโตได้ดี มีการวิจัยออกมาว่ายางพาราของจังหวัดยะลามีคุณภาพออกมาดีที่สุด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบตั้งแต่ในเรื่องของสภาพพื้นที่ ประกอบกับต้นยางที่มีอายุนานกว่า 15 ปี และตัวเกษตรกรเองที่มีความชำ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ยางพาราจังหวัดกระบี่ – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดกิจกรรม “ค่ายเกษตรกรชาวสวนยางรุ่นใหม่ด้านยางพาราเชื่อมโยงสู่สากล” ปี 2568 รวมเยาวชนเกษตรจาก 6 ประเทศ กว่า 130 คน สร้างองค์ความรู้ – แชร์ประสบการณ์ด้านยางพารา มุ่งยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมค่ายฯ พร้อมมอบประกาศนียบัตรและธงเยาวชนยางพาราประจำจังหวัดแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นายบุญสิงห์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกำลังเข้าสู่สภาวะเกษตรกรสูงวัย ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นทางเลือกที่ยากลำบาก ด้วยเศรษฐกิจเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงงานเหล่านี้มีโอกาสกลับไปทำงานในประเทศของตนเองสูง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางรุ่นใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทดแทนเกษตรกรสูงวัยและแรงงานต่างด้าว แต่ยังสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และด้วยศักยภาพของ
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 5-8 – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย ดร.เพิก เลิศวงพง ประธานกรรมการ กยท. พร้อมด้วย นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ร่วมงาน “FTI EXPO 2025” ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Empowering Thai Industry, Elevating Thailand’s Future เสริมพลังอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ด้าน กยท. ขนสินค้ายางพาราร่วมจัดแสดงมากมาย ชู “ยางล้อ Greenergy” หนุนการใช้วัตถุดิบยางจากเกษตรกรไทย สู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาย่อมเยา ขยายฐานการตลาดอุตสาหกรรมยางในประเทศอย่างยั่งยืน ดร.เพิก กล่าวว่า การทำเกษตรในทุกวันนี้ หากไม่เดินหน้าพัฒนาไปสู่ภาคอุตสาหกรรมก็ยากที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรนั้นๆ ได้ ดังนั้น “เกษตรอุตสาหกรรม” จึงถือเป็นทางออกที่สำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นอีกเช่นกัน ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับทิศทางของโลกและสถานการณ์สำคัญของประเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตามทันกระแสในปัจจุบัน โอกาสนี้จ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเทศไทย และ กระทรวงการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ (Ministry of Plantation and Commodities) โดย Malaysian Rubber Board (MRB) ประเทศมาเลเซีย ลงนามความร่วมมือในเวทีการประชุมระดับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้ยั่งยืน ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผู้นำรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซีย มีนโยบายในการพัฒนาด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในด้านยางพารา ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก และประเทศมาเลเซียเป็นผู้นำในการผลิตอุตสาหกรรมถุงมือยางและส่งออกในตลาดโลก เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมยางพาราของทั้งสองประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย และกระทรวงการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ (Ministry of Plantation and Commodities) โดย Malaysian Rubber Board (MRB) ได้มีการเจรจาและดำเนินการลงนามความร่วมมือการพัฒนาอุ
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานใหญ่ – ดร.เพิกเลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร กยท. ให้การต้อนรับ Ms. Li Suman รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) ประจำเมืองชิงเต่า และคณะผู้แทนการค้าการลงทุนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมประชุมเจรจาการลงทุนซื้อขายยางธรรมชาติ พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม ดร.เพิก กล่าวถึงการประชุมเจรจาความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ดีที่จะช่วยยกระดับมูลค่าให้กับยางพาราของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตยางพาราหลักของโลก ซึ่งเกิดประโยชน์กับทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของไทยและจีนตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดความร่วมมือด้านอื่นๆ ในอนาคตร่วมกัน เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้นำเข้าและผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านยางพาราทั้ง 2 ประเทศควบคู่ไปพร้อมกัน นายสุขทัศน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเด
วันนี้ (25 พฤศจิกายน 2567) ณ ศูนย์วิจัยยางหนองคายและสำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดโครงการ รวมใจภักดิ์ หลอมรักษ์ สืบสานการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบฯ โดยมี นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เป็นประธานเปิดโครงการน้อมนำศาสตร์พระราชา “สวนยางอารยเกษตร” มุ่งจัดการสวนยางแบบเกษตรผสมผสานสู่ความยั่งยืน พร้อมชูนวัตกรรมยางลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ชาวสวนยาง ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นายเอกภาพ เผยว่า เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 นับเป็นมหามงคลสมัยพิเศษยิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และทุกภาคส่วน ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กยท. เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร จึงจัดทำโครงการ รวมใจภัก
วันนี้ (14 พฤศจิกายน 2567) ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล – ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 2/2567 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทนในการประชุม กนย. โดยมีมติเห็นชอบขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งพัฒนาธุรกิจยางควบคู่กับเสริมสภาพคล่องในการบริหารจัดการยางทั้งระบบ พร้อมขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพฯ โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ต่อ 2 ปี มอบหมาย กยท. เร่งเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งผลการดำเนินงานในระยะที่ 3 (ฤดูกาลผลิตปี 2563-31 มีนาคม 2567) มีสถาบันเกษตรกรได้เบิกเงินกู้จริงจาก ธ.ก.ส. แล้ว 376 แห่ง รวมเป็นเงิน 17,415.022 ล้านบาท ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือให้สามารถยื่นขอกู้ได้อีก 8,789.964 ล้านบาท ซึ่งการประ
