ราคาทุเรียน
เรียกได้ว่า “จันทบุรี” หรือ เมืองจันท์ เป็นมหานครผลไม้แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จับมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดสัมมนา เมื่อ วันที่ 1 พ.ค. 2561 เพื่อพาชาวสวนเมืองจันท์ไปบุกตลาดในยุคการค้าเสรี ทั้งเยี่ยมชมสวนเกษตรแปลงใหญ่ของบ้านคลองน้ำเป็น ตำบลตะเคียนทอง ที่รวมกลุ่มกันปลูกทุเรียนส่งขาย พร้อมยกระดับฝ่ากระแสราคาไปสู่ตลาดต่างประเทศ “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่พบปะชาวสวนผลไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร ให้สามารถใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าของไทยได้ลดเลิกภาษีศุลกากรกับสินค้าผลไม้ไทยภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมทั้งการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพพร้อมส่งออก ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูป อันดับที่ 10 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ซึ่งไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย โดยผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ลำไย ทุเรียน และมังคุด โดยอาเซียนถือเป็นตลาดส่งออก อันดับ 1 ของไทย และภายใต
ภาพจากเฟซบุ๊ก Yongyut Chankol เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Yongyut Chankol” ได้โพสต์ภาพ เนื้อทุกเรียนในเเพ็ก จำนวน 6 แพ็ก ที่ระบุราคาที่ค่อนข้างเเพงกว่าท้องตลาดหลายเท่าตัว เฉลี่ย 420 – 500 บาท ต่อแพค พร้อมระบุข้อความว่า “กินมั้ย ทุเรียนเทพ ที่เกาะไข่ รับรองหากินที่ไหนไม่ได้แน่นอน 5555” จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าภาพดังกล่าวถ่ายไว้ที่เกาะไข่นอก เทศบาลตำบลพรุใน อ.เกาะยาว จ.พังงา และหลังโพสต์ ภาพได้มีผู้เข้ามาเเสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เเซวติดตลกว่าราคาของทุเรียนในเเพ็กดังกล่าวหากเปรียบเทียบเป็นปริมาณการกิน มีมูลค่าเฉลี่ยคำละ 100 บาทเลยทีเดียว ขณะที่บางรายได้อธิบายว่าทุเรียนดังกล่าวมีราคาเเพงกว่าปกติ 3 เท่าตัวเนื่องจากตัองนำลงเรือไปจากเกาะภูเก็ตเเละเป็นราคาที่จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งให้ความนิยมทุเรียนเป็นอย่างมาก เเต่ก็มีไม่น้อยที่ระบุว่าราคาดังกล่าวอาจจะเเพง เเละเป็นการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวเกินไป ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้นิยมบริโภคทุเรียนหลายรายในภูเก็ตระบุว่าจากภาพดังกล่าวหากคิดราคาโดยคำนวนเนื้อทุเรียนเเกะเป็นเเพคบนเกาะภูเก็ตหากเ
ศรีสะเกษ – นางธนภร พูลเพิ่ม ผอ.การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) สนง.อุบลราชธานี กล่าวว่า ได้ร่วมกับ สนง.เกษตร จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรม “ตะลุยสวน ชวนกินทุเรียนศรีสะเกษ” ระหว่าง 16-30 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุเรียนภูเขาไฟ คุณภาพดีของจังหวัดศรีสะเกษ ออกสู่ตลาด โดยมีสวนที่เข้าร่วม 4 สวน คือ สวนที่ตั้งอยู่เขตบ้านหนองเต่า บ้านซำ-บันได และบ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ได้แก่ สวนลุงเสริม โทร. (087) 243-7118 สวนลุงฟอง โทร. (098) 609-4288 และ สวนพ่อวันนา โทร. (081) 790-6564 สวนที่ตั้งอยู่บ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ ได้แก่ สวนทศพล โทร. (083) 797-8856 โดยทั้ง 4 สวน ซึ่งหากแค่ชิมแบบ จำกัดจำนวนจ่าย คนละ 100 บาท ส่วนบุฟเฟต์ผลไม้ คนละ 399 บาท นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรม เสริม “กินหมอนทอง รับหมอน ททท.” เพียงเข้าไปเยี่ยมชมสวน แล้วถ่ายภาพท่า “กินทุเรียนฟินๆ” ร่วมกับน้องสุขใจและน้องทุเรียน ที่ ททท. นำไปรอต้อนรับในสวน…รับทันทีหมอนรองคอผ้าขิด คนละ 1 ใบ ด้าน นางจีรภัทร์ บุญทกา ลูกสาว นายเสริม หาญชนะ เจ้าของสวนลุงเสริม กล่าวว่า ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาสวนจำนวนมาก ขณะที่ปีนี
ตลาดทุเรียนแช่เยือกแข็งไทยสุดปังส่งออกปี2.2พันล้าน กระทรวงเกษตรฯสบช่องเตรียมบังคับใช้มาตรฐานทุเรียนแช่เยือกแข็งภายในพ.ค. 60 นี้ หวังช่วยขจัดสินค้าไม่มีคุณภาพออกจากตลาด ด้านผู้ผลิต-ผู้ส่งออกขานรับนโยบาย ร่วมสร้างความมั่นใจให้ประเทศผู้นำเข้าทุเรียนแช่เยือกแข็งจากไทย นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ไต้หวัน และเกาหลี ปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งประมาณ 20,430 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งในภาพรวม และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อตลอดจน เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าในตลาดโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งจัดทำมาตรฐานทุเรียนแช่เยือกแข็งเป็นมาตรฐานบังคับขึ้น ขณะนี้มาตรฐานฉบับดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะทันบังคับใช้กับทุเรียนฤดูกาลนี้แน่นอน ในส่
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านซำต้อง หมู่ที่ 7 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งมีเกษตรกรปลูกทุเรียนหลงรักไทย ซึ่งมีรสชาติ หอม กรอบ อร่อย เป็นสวนทุเรียนแห่งแรกและแห่งเดียวของพิษณุโลก โดยนายวันชัย กาญจนเพ็ญ เกษตกรที่ปลูกทุเรียนกว่า 300 ต้นบนที่ดินกว่า 45 ไร่ กล่าวว่า ได้นำพันธุ์ทุเรียนหลงลับแลมาปลูกในพื้นที่ อ.เนินมะปรางนานกว่า 20 ปีแล้ว ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลผลิตออกสู่ตลาดได้กว่าปีละ 30 ตัน สามารถสร้างรายได้จำหน่าย กิโลกรัมละ 150-300 บาท ส่วนเอกลักษณ์และจุดเด่นของทุเรียนพันธุ์หลงรักไทยนั้น คือ เนื้อทุเรียนจะมีลักษณะเนื้อละเอียดแน่น ไม่เละจนเกินไป สีเหลืองทอง รสชาติหวานและหอม อร่อยไม่แพ้ทุเรียนพันธุ์หลินลับแลหลงลับแล ทั้งที่ต้นพันธุ์มาจากพันธุ์ทุเรียนพันธุ์หลินลับแลหลงลับแล อาจเป็นเพราะบ้านรักไทยสภาพอากาศเย็น แร่ธาตุในดินดีทำให้เนื้อทุเรียนที่นี่อร่อยกว่าที่อื่น เป็นที่ต้องการของท้องตลาด จึงได้เปลี่ยนชื่อจากพันธุ์หลงลับแลเป็น “พันธุ์หลงรักไทย” เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์หลงรักไทยเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก นายวันชัย กล่าวอีกว่
