วัชพืช
ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกยางเดิมและดินพื้นที่ปลูกยางใหม่ เป็นดินเสื่อมโทรม มีความสมบูรณ์ต่ำ อันเกิดจากดินขาดอินทรียวัตถุ เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตสภาพแวดล้อมธรรมชาติเปลี่ยนแปลง สภาวะโลกร้อนทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ทำให้ต้นทุนในการผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนไม้ผลสูง การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง ทั้งนี้ เศษซากพืชคลุมดินเมื่อย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยปรับโครงสร้างดินและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้การเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชคลุมดินไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ได้แก่ จุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ที่อา
ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถส่งออกอ้อยในรูปน้ำตาลและกากน้ำตาลได้เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งนำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทก็ตาม ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย dH ก็ประสบปัญหาในเรื่องราคาอ้อยตกต่ำและมีปริมาณล้นตลาด ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยทั้งก่อนการเตรียมดินและก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี พบว่ามีการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผาฟางข้าวและใบอ้อย ซึ่งมีการปล่อยมลพิษ คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปริมาณที่ปล่อยจากโรงงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมถึง 14 เท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสภาพการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเป็นการเผาวัสดุที่มีความชื้นสูง นอกจากจะสร้างมลภาวะทางอากาศแล้ว การเผายังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ดินเสื่อมคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วย การเผาใบอ้อยของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะแบ่ง
กรมชลประทาน จับมือภาคีเครือข่ายโคกหนองนาสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เอกชน เจ้าหน้าที่ชลประทาน และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ นำวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่าสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายโคกหนองนาสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัด บริษัทบางกอกแอร์เวย์ บริษัทน้ำตาลทิพย์สุโขทัย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลานหอยหินอ่อน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานสุโขทัย ในการนำวัชพืชที่เก็บได้จากบริเวณริมคลองส่งน้ำต่างๆ มาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าจนเกิดเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ สำหรับการนำวัชพืชที่ขึ้นบริเวณริมคลองส่งน้ำ และแขนงที่งอกมาจากลำต้นไม้ใหญ่นำมาเผาเป็นถ่าน โดยสามารถนำถ่านไม้ไผ่ที่ได้มาใช้ในการรักษาสภาพแวดล้อมไปจนถึงการประกอบอาหาร การประทินผิวช่วยขจัดสารตกค้างในร่างกาย ดูดซับกลิ่นและควัน และปล่อยประจุลบ ช่วยในการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่น ช่วยแก้มลภาวะในน้ำเสีย โดยถ่านไม้ไผ่จะดูดซับคลอรีนและสารมีพิษภายในน้ำดื่ม และให้แร่ธาตุตามธรรมชาติ นอกจากนี้ การเ
หญ้าคอมมิวนิสต์, หญ้าคา หรือ หญ้าขจรจบดอกเล็ก เป็นชื่อทางการที่ตั้งไว้อย่างไพเราะ แต่ทว่า หญ้าเหล่านี้เป็นวัชพืชสร้างความรำคาญให้แก่เกษตรกร ชาวสวนผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะสวนทุเรียน สวนมังคุด สวนเงาะ หรือแม้กระทั่งพี่น้องชาวสวนยาง ยังต้องพบกับวัชพืชเหล่านี้ แม้ว่าจะพอมีประโยชน์ในการปกคลุมหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดินได้อย่างดีก็ตาม ปัญหา หญ้าคอมมิวนิสต์ ปกคลุมพื้นที่ และด้วยลักษณะเฉพาะที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสาเหตุหลัก คือก่อผลกระทบต่อพืชหลักที่เกษตรกรหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือปัญหาที่แท้จริง “หญ้าคอมมิวนิสต์” วัชพืชตัวฉกาจ จะใช้รากฝอยที่แข็งแรงช่วยกันแย่งอาหารไม้ผล ทำให้เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล) ราว 30 ไร่ เลือกใช้การกำจัดหญ้าทางเคมีโดยใช้ยาฆ่าหญ้า หญ้าคอมมิวนิสต์ เป็นวัชพืชที่ทนแล้ง ตายยาก ตายแล้วเกิดใหม่ ด้วยรากที่แผ่กระจายอยู่ชั้นดิน โดยมีดอกและเมล็ด เมื่อต้นหญ้ามีอายุที่แก่จัด ดอกและเมล็ดปลายยอดหญ้าออกปลิวตามลมไปยังพื้นที่ใด แผ่นดินใดที่เหมาะสม ก็จะเกิดก่อเป็นต้นอ่อน ที่สำคัญคือ เติบโตขยายพันธุ์
จะเนิ่นนานแสนนานนานเพียงใด จะตั้งใจผลิดอกออกให้เห็น จะกี่ร้อนกี่ฝนกี่หนาวเย็น จะคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนพันธุ์ เป็นดอกไม้พิเศษสำหรับเธอ เป็นของเธอทั้งตอนตื่นและคืนฝัน จะมองเห็นหรือไม่ไม่สำคัญ จะตัดฟันถอนทิ้งไม่โกรธเคือง เป็นธรรมดาของวัชพืช ดอกจืดจืดสนทำไมไม่เข้าเรื่อง จะรดน้ำพรวนดินก็สิ้นเปลือง อาจดูเคืองรกตาเวลามอง ก็เข้าใจไม่ต่างไปจากเธอ บางครั้งเผลอท้อใจให้มัวหมอง คิดอีกทีคงแล้วแต่คนมอง อยากจะลองยืนหยัดดูสักครา อาจสักทีที่เธอต้องเจ็บช้ำ ใครแนะนำหมอคนไหนไปรักษา หากไม่หายอ่อนเพลียเสียน้ำตา จะเป็นยาสมุนไพรให้ใจเธอ จึงยังออกดอกบานอยู่อย่างนั้น ให้เธอมั่นใจไว้ได้เสมอ ไม่ต้องรดไม่ต้องรักรึบำเรอ ขึ้นให้เธอเก็บใช้ไม่ขาดแคลน กลอนอกหัก รักหวานซึ้ง โดย “เจ้าขาว” ตัดพ้อ “วัชพืชใจ” เขียนไว้ตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2547 ใน “Thai Poem.com” วัชพืชกอนี้ไม่โกรธไม่เคืองแม้เขาจะถอนทิ้ง เพราะคิดว่ารกตา แล้วยังมีน้ำใจเสนอตัว “หากไม่หายอ่อนเพลียเสียน้ำตา จะเป็นยาสมุนไพรให้ใจเธอ” อย่างนี้น่าจะตั้งชื่อว่า “วัชพืช รักษาใจ” ออกดอกขึ้นให้รกเป็น “ดงวัชพืช” ก็คงไม่มีใครถอนทิ้ง วัชพืช (Weed) ค
สารกำจัดวัชพืช นับเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรไทยนิยมใช้กันมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากตัวเลขล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2559 มากถึง 51,347.43 ตัน โดยเป็นปริมาณสารสำคัญ จำนวน 28,396.18 ตัน หากคำนวณเป็นตัวเงินถึง 4,162.49 ล้านบาท ดังนั้น หากเกษตรกยังเห็นว่าจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช ต้องมีข้อใส่ใจ โดยเฉพาะการใช้ต้องถูกวิธีและถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งใช้อย่างไรนั้น นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ให้ข้อแนะนำถึง 4 เทคนิคหลัก ประกอบด้วย หนึ่ง เลือกชนิดสารกำจัดวัชพืชให้ถูกต้องเหมาะสมกับวัชพืชและชนิดพืชที่ปลูก เช่น ใช้สารไกลโฟเสท และพาราควอต พ่นกำจัดวัชพืชในสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล ส่วนสารอาทราซีนใช้ฉีดพ่นคุมหญ้าวัชพืชหลังปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย และข้าวโพด เป็นต้น สอง ใช้ในอัตราที่เหมาะสมตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร อาทิ สารไกลโฟเสท แนะนำให้ใช้ใน อัตรา 500 ซีซี และสารพาราควอต 400 ซีซี ผสมน้ำ 80 ลิตร ฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ สารอาทราซีน สูตร 80%WP ให้ใช้ใน อัตรา 320 ซีซี ผสมน้ำ 80 ลิตร ฉีดพ่นคลุมพื้นที่ 1 ไร่ สาม ใช้ให้ตรงต
