วิสาหกิจชุมชน
โซน SX Marketplace จัดบูธสินค้านานาชนิดเต็มพื้นที่ ด้วยความตั้งที่จะนำสุดยอดสินค้าพอเพียง ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากกว่า 300 ร้านค้ามาร่วมจำหน่ายในงาน แยกประเภทเป็นโซนต่าง ๆ อาทิ Sufficient Living นำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นในโครงการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ โครงการ OTOP โครงการประชารัฐฯ และโครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน Sustainable Living เอาใจคนรักงานฝีมือและงานดีไซน์กับหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนให้เลือกสรร ตลาดสินค้า Green Living จำหน่ายสินค้านวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ทั้งเครื่องมือ Smart Farm ผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาด และยานพาหนะแห่งอนาคต นอกจากนั้นยังมี Sustainable Book Garden ศูนย์รวมหนังสือแต่งบ้าน แนวทางการจัดสวนเพิ่มพื้นที่สีเขียวสุดผ่อนคลายในบ้าน และปิดท้ายกับเวิร์คช็อปตลาดต้นไม้ที่ชวนให้ทุกคนหันมาปลูกต้นไม้ เพราะไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่เล็กใหญ่ขนาดไหนก็สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อทำให้โลกของเราสดชื่นอย่างยั่งยืนไปด้วยกันได้ เริ่มกันที่การหาแรงบันดาลใจดีๆ เกี่ยวกับงานดีไซน์และความยั่งยืนท
“ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน” หนุนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ และเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชุมชน วอน นักการเมืองหยุดเล่นเกมการเมือง คิดถึงประชาชนบ้าง เชียร์ “อนุทิน” เดินหน้าสานต่อนโยบายให้สำเร็จ นางบัวพัตร์ พิเชฐพงศ์วิมุติ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ที่ปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แห่งแรกของจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงการถอน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง จากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่า ทางกลุ่มได้มีการพูดคุยกัน และเห็นตรงกันว่า กัญชา มีประโยชน์มากกว่าโทษ ได้มีการนำไปใช้ และทำกันมาแล้ว โดยได้รับคำแนะนำจาก ผู้อำนวยการ รพ.สต. ที่เข้ามาดูแล และให้ความรู้ว่ากัญชามีประโยชน์อย่างไร ขณะที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายนั้น ยังไม่เคยพบ หรือได้รับข้อมูลว่า มีผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ไปใช้แล้วเกิดอาการแพ้ แต่ตรงกันข้าม มีผลตอบรับจากเสียงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และต่างจังหวัด ได้มีการสั่งสินค้าที่ผสมกัญชาจากวิสาหกิจฯ อย่างต่อเนื่อง ส่วนที่มีข่าวเรื่องของเยาวชนติดกัญชามากขึ้นนั้น ในชุมชนโสกจาน ไม่มีปัญหาเรื่องเยาวชนติดกัญชา “วิสาหกิจชุมชนโศกจาน นำกัญชา เข้ามาเป็นส่วนผสมใส่ในผลิตภัณฑ์
ธรรมดาโลกไม่จำ การตลาดที่ดีต้องมีความแตกต่าง เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ชื่อว่า “ไข่เค็มอัญมณี” พอกด้วยสมุนไพร 4 สีให้โดดเด่นสะดุดตา อร่อยโดนใจกับไข่แดงยางมะตูม จากไอเดียของผู้หญิงขายไข่เค็ม “พี่แหม่ม” คุณสิริกมล พงศ์พัว แห่งบ้านไร่ห่มรัก จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชุมชนที่อบรมในโครงการ “พลังชุมชน” เสริมความรู้คู่คุณธรรม สนับสนุนโดยเอสซีจี ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พยายามปรับตัวสู้ในทุกวิธี เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยนำความรู้จากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพลังชุมชนมาประยุกต์ใช้ทั้งในเรื่องการทำธุรกิจและวิถีชีวิต “ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ไข่เค็มอัญมณีขายดีกว่าเดิม รายได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า คงเพราะคนต้องกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน ไม่อยากออกจากบ้านไปซื้อของบ่อยๆ ซึ่งไข่เค็มเป็นหนึ่งอาหารที่ควรมีติดบ้านไว้เพราะเก็บไว้ได้นาน และนอกจากจะนำมากินได้ทันทีแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบปรุงเป็นอาหารได้อีกหลายอย่าง จึงเป็นที่นิยมซื้อติดบ้านกันไว้ ที่สำคัญไข่เค็มของเราสูตรพอกสมุนไพรและโซเดียมต่ำ ตอบโจทย์คนดูแลรักษาสุขภาพมาก แถมยังต้มให้ได้ไข่แดงสุกเป็นยางม
หากเอ่ยชื่อ “กลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย” ชาวชุมพรหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อว่าเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ย้ายภูมิลำเนาจากภาคอีสานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และยังเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับการทอผ้าไหม จนได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย วิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านป่ากล้วย หมู่ที่ 12 ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ห่างจากถนนสายเอเชีย 41 บริเวณสามแยกเขาปีบ อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ประมาณ 13 กิโลเมตร คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย คุณสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดชุมพร คุณทวีลาภ การะเกด ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านสังคม (ทปษ.) จังหวัดชุมพร พร้อมทีมงาน ร่วมกันลงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเยี่ยมชมการทอผ้าไหมของกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย โดยได้พบกับ คุณนิตยา ภิญโย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 บ้านป่ากล้วย ตำบลนาสัก คุณทองดี ศิริ ประธานวิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย และสมาชิกกลุ่มที่ร่วมกันให้การต้อนรับ คุณทอ
ชาวบ้านจังหวัดชัยนาทประสบปัญหาราคารับซื้อปลากรายตกต่ำกระทบกับรายได้ เดือดร้อนจนต้องรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม พร้อมพัฒนาวิธีแปรรูปเนื้อปลาเข้ามาเสริม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น คุณสิทธิชัย ลิ้มตระกูล หรือ คุณชัย รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท บอกว่า การป้องกันจากการถูกเอาเปรียบทางด้านราคา จึงเป็นเหตุผลให้ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อรวบรวมปลากรายสดขายให้กับผู้รับซื้อโดยตรง ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของการตั้งราคาจึงนำเอากระบวนการแปรรูปเนื้อปลากรายเข้ามาเป็นกิจกรรมของกลุ่มไปพร้อมกันด้วย เพื่อตัดระบบพ่อค้าคนกลางออกไป ฉะนั้น สิ่งที่ตามมาคือเทคโนโลยี การบริหารจัดการความรู้ ทักษะ และการตลาด ที่จำเป็นต้องแสวงหาเพิ่มเติม ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจจำหน่ายปลากราย ได้แก่ ร้านอาหารในจังหวัดชัยนาท กลุ่มผู้ประกอบการโต๊ะจีนในชัยนาท ขณะเดียวกัน ยังได้มีการขยายตลาดออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงถือเป็นกลุ่มบุกเบิกเรื่องปลากรายในจังหวัดชัยนาท คุณชัย เผยว่า เมื่อปี 2558 ปลากรายที่ชัยนาทมีราคาสู
เบื่ออาชีพมนุษย์เงินเดือน กลับบ้านเกิดทำสวนเกษตรผสมผสานก็รวยได้ เรื่องจริงจากประสบการณ์ตรงของ คุณ ชาตรี รักธรรม และคุณสุดาวรรณ สิรวณิชย์ สองสามีภรรยาอดีตมนุษย์เงินเดือน ฝ่ายชายเคยเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ฝ่ายหญิงเป็นพนักงานธนาคาร เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วทั้งคู่ได้ลาออกจากงานประจำมา มาทำสวนเกษตรผสมผสานเพื่อเลี้ยงชีพบนที่ดินมรดกเนื้อที่ 30 ไร่ ก่อนหน้านี้ คุณสุดาวรรณ เคยให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ดังกล่าวทำปลูกพืชไร่ ทำให้ดินแห้งแล้งเสื่อมสภาพไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้ ประกอบกับที่ดินผืนนี้ไม่มีแหล่งน้ำชลประทาน คุณชาตรีที่เรียนจบด้านเกษตรมาโดยตรง จึงตัดสินใจนำกล้วยน้ำว้ากาบขาวสุพรรณบุรีมาปลูกบนพื้นที่ 30 ไร่ เพื่อปรับปรุงดิน เพราะกล้วยปลูกง่าย และมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี ภายในสวนแห่งนี้ คุณชาตรีจะไม่ตัดหญ้า จะปล่อยต้นหญ้าขึ้นปกคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน พอถึงช่วงฤดูแล้ง ต้นหญ้าตายก็กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ ปรากฎว่า การบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเหมาะสม ได้ผลลัพท์ที่ดี สามารถฟื้นฟูสภาพดินให้ดีขึ้น คุณชาตรีได้แบ่งพื้นที่ปลูกต้นไม้เป็นส่วนๆ คือ ปลูกพืชรายวัน ปลูกพืชรายเดือ
วิกฤติราคามะพร้าวยังคงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวสวนอย่างทั่วหน้า ไม่เว้นแม้แต่ คุณพรเลิศ เลี่ยนเครือ ผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วย แต่ผลกระทบในครั้งนี้กลับเป็นจุดเปลี่ยนอาชีพด้วยการหันไปผลิตเป็นน้ำตาลมะพร้าวอินทรีย์ แล้วคิดค้นเทคโนโลยีเครื่องจักรประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม รองรับการผลิตเพื่อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและขนมหลายแห่ง พร้อมกับผลิตส่งขายให้กับอเมริกาและฝรั่งเศสมานานเกือบ 10 ปี สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดกาญจนบุรีด้วยแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำตาลมะพร้าวคุณภาพชื่อ “ไผ่ริมแคว” คุณพรเลิศ เลี่ยนเครือ หรือ พี่แดง อดีตเคยทำงานที่การไฟฟ้าทองผาภูมิ ในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินมานานกว่า 14 ปี ก่อนจะผันตัวเองเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรมด้วยการเลี้ยงปลากระชังเป็นปลาทับทิมกว่า 400 กระชัง ซึ่งถือเป็นรายใหญ่ของกาญจนบุรี จากนั้นต่อยอดด้วยการทำร้านอาหารแล้วนำปลาที่เลี้ยงไปทำเมนูปลาต่างๆ แล้วหันไปปลูกผลไม้ในสวนตัวเองอย่างจริงจังหลายชนิด รวมถึงมะพร้าวน้ำหอม จนนำมาสู่การทำธุรกิจน้ำตาลมะพร้าวที่โด่งดังของจังหวัดจนทุกวันนี้ “ทำสวนผลไม้ อย่างขนุน ส้มโอ แก้วมังกร กระท้อน มะพร้าว ฯลฯ แต่ประสบปัญห
อ.ส.ค. จับมือ สอวช. แถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการวิจัย “การศึกษารูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการของเสียในฟาร์มโคนมและการพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมเดินหน้าต่อยอดสร้างต้นแบบการจัดการมลภาวะอย่างยั่งยืนในฟาร์มโคนมของชุมชน มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมนมของไทยขึ้นแท่นมาตรฐานสากลสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในอนาคตชูแนวทางการบริหารงาน ในการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทย ให้สามารถผลิตน้ำนมโคที่ได้มาตรฐานสากลแข่งขันกับต่างประเทศได้ ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นคงทางรายได้และมีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในกิจการโคนม ในโอกาสที่ อ.ส.ค. ครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้งฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค หรือ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทยสู่ NEXT NORMAL” ซึ่งในปีนี้ได้นำเสนอผลงานวิชาการและงานวิจัย ด้านกิจการโคนมที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะผลงานวิจัยเด่น ที่ อ.ส.ค. ได้ร่วมทุนกับ บพข.
ศรีสะเกษเป็นจังหวัดหนึ่งของบ้านเราที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่หลากหลายกลุ่ม และนอกจากจะมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง ฯลฯ ที่สำคัญยังมีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนสามัคคี ตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอพยุห์ ที่มี คุณทองคำ กาญจนหงส์ นั่งเป็นประธานกลุ่ม แหล่งศึกษาดูงานทอผ้า วันนี้ใครไปเยือนบ้านโนนสามัคคีในฐานะเป็นชุมชนโอท็อปนวัตวิถี ใช่จะได้ยลโฉมผ้าไหมสวยๆ เท่านั้น ยังจะได้ชมกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม แล้วนำไหมมาผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นผ้าไหมให้ได้สวมใส่กัน พร้อมกันนั้น สามารถใช้บริการรถอีแต๋นนำเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่มีอาชีพเกษตรทำไร่ทำนาเป็นหลัก พอมีเวลาว่างก็ทอผ้าเป็นอาชีพเสริม ด้วยความที่มีครบทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งศึกษาดูงานในการทอผ้าไหมของคนในประเทศและต่างประเทศ ก่อนอื่นมารู้จักบ้านโนนสามัคคีกันก่อน ในอดีตนั้นชื่อบ้านโนนสว่
รำแดงโมเดล สร้างขึ้นมาในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นโครงการนำร่อง เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรในอำเภออื่น รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง โดยเลือกเอาพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา คุณจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ. 8) จังหวัดสงขลา กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาในการทำการเกษตร คือที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ขาดน้ำในฤดูแล้ง และดินยังเหนียวจัดอีกด้วย เกษตรกรมีพื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 11 ไร่ต่อราย พืชเศรษฐกิจของชุมชน คือข้าว เกษตรกรทำนาปีละครั้ง มีตาลโตนดเป็นพืชท้องถิ่น เกษตรกรจะมีรายได้จากการรับจ้างแรงงานจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรกรในท้องถิ่น คุณจิระ กล่าวต่อไปว่า ต่อมาโรงงานอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ได้จ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน แรงงานท้องถิ่นต้องหันกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่ได้พัฒนากันไปมากแล้ว ทำการเกษตรแบบเดิม ทำให้รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายเลี้ยงชีพในครอบครัว สวพ.8 จังหวัดสงขลา จึงทำการศ
