สงขลา
สงขลา “เมนูข้าวสตู” 1 ใน 77 เมนู ทั่วประเทศ ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ประจำปีงบประมาณ 2566 “ร้านข้าวสตูเกียดฟั่ง” ถนนนางงาม เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่ได้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 ที่สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นที่ 3 รสชาติความอร่อยของข้าวสตูร้านนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ข้าวสตูเกียดฟั่ง ซึ่งโกลักชาวจีนไหหลำ ที่เดินทางมาทำมาหากินในเมืองสงขลา ได้ถ่ายทอดสูตรทำสตูหมูไก่ เมื่อครั้งที่ตนเองไปเป็นกุ๊กอยู่บนเรือฝรั่ง ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ ซึ่งมีโกยาว เป็นเจ้าของร้านเกียดฟั่งรุ่นที่ 1 ซึ่งได้นำเมนูข้าวสตู มาปรับปรุงดัดแปลงสูตรดั้งเดิมเพื่อให้ถูกปากคนท้องถิ่น จนได้รสชาติสมบูรณ์แบบเข้ากับยุคสมัย จนกลายเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้มาเยือน น้ำซุปสตูจะมีความแตกต่างจากสูตรทั่วๆ ไป (สตูอังกฤษดั้งเดิมใช้เนย) โดยน้ำซุปของร้านเกียดฟั่ง จะเป็นน้ำซุปกระดูกหมูต้มกับเครื่องเทศและผสมกับหางกะทิ จนได้มาซึ่งน้ำซุปเข้มข้นและหอมมัน ภายในซุปยังมีเนื้อหมู เนื้อแดง และเครื่องใน แต่ผู้บริโภคก็สามารถสั่งหมูกรอบใส่ลงไปในซุปได้อีกด้วย บรรยากาศ หน้า
(15 ตุลาคม 2566) ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด – กระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมี นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน นายการุณ แปลงรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำฯ สำหรับพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร และบางส่วนของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ ซึ่งได้บริหารจัดการน้ำและส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากพื้นที่อำเภอระโนด มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้มีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้างในช่วงฤดูฝน เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ ราษฎรได้รับความเดือดร้อนในด้านอุปโภคบริโภค อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทา
เห็ด น่าจะเป็นพืชอันดับต้นๆ หากมีการจัดอันดับพืชเศรษฐกิจ เพราะเมื่อไรเมื่อนั้น ความนิยมในการทำการเกษตรอย่างง่าย ทำเงิน ไม่ยุ่งยาก การเรียนรู้ก็ไม่ซับซ้อน แต่อาจจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลดี ก็ยังคงนึกถึง “เห็ด” อยู่เสมอ และเชื่อหรือไม่ว่า เห็ด ทำให้คนที่เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 5,000 บาท ในปี 2536 กลายเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด ทั้งยังมีธุรกิจเล็กๆ ต่อยอดจากเห็ดที่ปลูกไว้อีกหลายชนิดในวันนี้ คุณสมสิน จุลจินดา หนุ่มวัยกลางคน จบการศึกษาเพียงประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ต้องย้ำบ่อย เพราะตัวคุณสมสินเอง ก็ย้ำกับผู้เขียนตั้งแต่แรกว่า เขาจบการศึกษาเพียงเท่านี้ เพื่อเน้นให้รู้ว่า สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จในวันนี้คือ ความตั้งใจและความอดทน ใฝ่รู้ อยู่ตลอดเวลา คุณสมสิน ออกจากบ้านไปรับจ้างหางานทำ ตั้งแต่อายุ 13 ปี ทำงานทุกอย่างที่มีคนจ้าง ตั้งแต่ ขับรถแบ๊กโฮ ขับรถสิบล้อ เมื่อเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งรู้ว่า ควรกลับบ้าน เริ่มต้นทำงานอิสระที่บ้าน เพราะบ้านเกิดหรือภูมิลำเนา เป็นที่ที่อยู่แล้วมีความสุขที่สุด ก็หันหน้ากลับบ้าน และนำทุนเท่าที่พอมีเปิดร้านขายของชำเล็กๆ และขี่รถจักรยานยนต์เร่ขายของชำ “ผมเห็นคนแถวบ
ผลไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นอีกชนิด พบว่าปลูกทั่วประเทศไทย แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก คือ ละมุด ทั้งที่ว่ากันว่า ละมุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทาน เพราะเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน มีกลิ่นหอม มีน้ำตาลสูง แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม และ ธาตุฟอสฟอรัส ในตลาดผลไม้เมืองไทย แม้จะเดินเข้าออกในทุกวัน ทุกฤดูกาล ก็อาจไม่ได้เห็นผลไม้ชนิดนี้วางอยู่บนแผง จนเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า มีละมุดอร่อยที่สุดของประเทศ เรียกติดปากกันว่า ละมุดบางกล่ำ (ภาคใต้เรียกละมุด ว่า ลูกสวา) แต่ปัจจุบันมีผลไม้อีกมากมายหลายชนิด ขึ้นแท่นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดไปแล้ว ทำให้ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา อนุมัติงบประมาณส่งเสริมการปลูกละมุดในพื้นที่อำเภอบางกล่ำอย่างจริงจัง เพื่อให้ชื่อเสียงละมุดบางกล่ำ กลับมารุ่งเรืองเช่นอดีต สวนที่ได้ชื่อว่า เป็นสวนที่มีละมุดผลใหญ่ รสชาติดี กว่าละมุดในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด คือ สวนของคุณจู้ฮ่อง เจริญแสง และคุณจำเนียน เจริญแสง สองสามีภรรยา คุณจู้ฮ่อง ฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกละมุดให้ฟังว่า เขาเติบโตมากับสวนละมุด ตั้งแต่จำค
ไปอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หวนให้คิดถึง “ส้มจุก” ที่เรียกกันติดปากว่า “ส้มจุกจะนะ” ผลไม้ที่จัดว่าเป็นผลไม้โบราณไปแล้ว เพราะหาซื้อรับประทานยาก ไม่ได้มีวางขายตามแผงผลไม้ทั่วไป หากจะซื้อรับประทานให้ได้ก็น่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงสวน ในพื้นที่อำเภอจะนะ เพราะผลผลิตที่ออกมาในแต่ละขั้ว ถูกจับจองเกือบหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงแผงค้าเสียด้วยซ้ำ และหากเดินทางไปถึงสวน ก็อาจจะต้องรอคิว เพราะแม้แต่คนในพื้นที่เองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเข้าคิวซื้อส้มจุกจะนะด้วยเหมือนกัน ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอจะนะ มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกส้มจุกจะนะไว้ทั้งสิ้น 65 ราย คิดเป็นพื้นที่ 162 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เน้นปลูกส้มจุกจะนะปลอดสารเคมี แต่ยังพบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาแมลง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณ 200,000 บาท สำหรับขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ถุงห่อส้มจุกป้องกันแมลง ทั้งนี้ ส้มจุกจะนะเป็นผลไม้โบราณที่หารับประทานได้ยาก และมีพื้นที่ปลูกน้อย อีกทั้งรสชาติของส้มจุกที่ปลูกในพื้นที่อำเภอจะนะยังมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สำนักงานเกษตรอำเภอ ร่วมกับ จังหวัด ยื่นขอขึ้นทะเบีย
บรรพบุรุษชาวประมงริมทะเลสาบสงขลา ฝั่งจังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตออกเรือหาปลาเป็นอาชีพหลัก หารายได้มาเลี้ยงครอบครัว บ้านเรือนก็ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งแต่ละรายมีที่ดินบนฝั่งเพื่อประกอบอาชีพเพาะปลูกน้อยมาก จึงคิดค้นหาวิธีการเพาะปลูกพืชในทะเลสาบ หรือริมฝั่งริมทะเลสาบเพื่อเป็นผลผลิตเลี้ยงครอบครัว บรรพบุรุษของชาวประมงนับร้อยปี จึงได้ทำนาข้าวในทะเลสาบ โดยใช้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลสาบที่ทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร และถ่ายทอดความรู้วิธีการปลูกข้าวในทะเลสาบมาจนถึงยุคปัจจุบัน คาดว่าการทำนาข้าวแบบนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย คุณหนูวาด นิยมแก้ว อายุ 71 ปี บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากบรรพบุรุษวิธีการทำนาข้าวในทะเลสาบ บอกว่า ตนทำนาข้าวจำนวน 4 ไร่ บริเวณแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว และยังมีเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายครัวเรือนทำนาข้าวบริเวณแห่งนี้รวมแล้วเกือบ 200 ไร่ ตามแนวยาวริมฝั่งทะเลสาบของหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ตลอดแนวริมทะเลสาบ ที่ทำนาข้าวยาวประมาณ 9 กิโลเมตร โดยหนึ่งปีสามารถทำนาข้า
เกษตรกรในจังหวัดสงขลา ได้เริ่มหันมาปลูกส้มหัวจุกกันมาก ซึ่งเป็นส้มพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ เนื่องจากเป็นส้มที่ตลาด มีความต้องการสูงและหายาก อีกทั้งราคาดี และเป็นผลไม้เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่สามารถจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างงดงามในแต่ละปี คุณธีรพงษ์ ทองวงศ์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พกเอาความรู้ และอุดมการณ์จากรั้วพ่อขุน อาสาลงสมัครการเมืองท้องถิ่นที่บ้านเกิดได้เพียงสมัยเดียว ก็หันหลังให้กับการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มายึดอาชีพเกษตรกรรมตามรอยบรรพบุรุษบ้านไร่อ้อย หมู่ 5 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยโค่นต้นยาง เพื่อนำที่ดินสวนยางพารา 6 ไร่ มาปลูกส้มหัวจุก ทำให้หลายคนแปลกใจ ที่กล้าตัดต้นยางทิ้ง ทั้งๆ ที่ราคาน้ำยางและยางแผ่นสูง คุณธีรพงษ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีส้มหัวจุกที่กำลังให้ผลผลิตออกสู่ตลาด 150 ต้น มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่สวน เพื่อส่งขายในตลาดหาดใหญ่ ในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 70 บาท และมีปริมาณการสั่งซื้ออย่างไม่จำกัดจำนวน บางครั้งไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยขณะนี้สวนส้มให้ผลผลิตได้ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี และหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย มีการ
พืชกระท่อม – วันที่ 29 พ.ย. ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนุ่มช่างซ่อมรถหาลำไพ่พิเศษใช้รถยนต์กระบะ รับขนใบกระท่อมให้นายทุน ทำเนียนตัดหญ้าให้วัวเอาวางทับด้านบนหวังตบตาเจ้าหน้าที่ เผยพิรุธเจอด่านตรวจรีบจอดรถแล้ววิ่งหนี ฝ่ายปกครองไล่รวบตัวได้ ตรวจค้นรถพบใบกระท่อมสดกว่า 200 กิโลกรัม สารภาพขนมาแล้วรวม 5 ครั้ง สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา (28 พ.ย.) ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดบริเวณ ถนนสายทุ่งใหญ่ – บางนะ บ้านทุ่งใหญ่ หมู่ที่ 10 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา พบรถยนต์กระบะ ขับมาจากถนนสายบ้านบางนะ มุ่งหน้าไปทางบ้านทุ่งใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้จอด แต่รถยนต์กระบะคันดังกล่าวกลับจอดก่อนถึงจุดตรวจประมาณ 100 เมตร ส่วนคนขับได้เปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งหลบหนีเข้าไปในสวนยางพาราข้างทาง แต่เจ้าหน้าที่ไล่ตะครุบตัวไว้ได้ทัน จากการสอบสวนผู้ต้องหาคือ นายสุบรรณ พลสังข์ หรือเบี้ยว อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 10 ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจากตรวจค้นรถยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บค 2571 สงขลา พบกระสอบตาข่ายสีแดงจำนวน 24 ใบ มีใบพืชกระท่อมสดใส่อัดแน่นทุก
“บ้านปลักคล้า” คลองหอยโข่ง เป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา คำว่า “ปลักคล้า” มีที่มาจากต้นคล้า ที่มีจำนวนมากตามสายคลองรอบวัด บ้านปลักคล้า เป็นที่ราบ อยู่ใกล้เทือกเขาวังชิง น้ำที่ไหลผ่านได้พัดพาแร่ธาตุสมบูรณ์มาสะสมอยู่ผืนดินแห่งนี้ ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้ เช่น ข้าวไทร ข้าวนางหงส์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้าวพันธุ์ดีที่มีรสชาติอร่อยและให้ผลผลิตที่ดีมาตั้งแต่สมัยอดีต เช่นเดียวกับปลาช่อนที่เลี้ยงในชุมชนแห่งนี้ ก็มีรสชาติอร่อยเป็นที่สุด กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอคลองหอยโข่ง (กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ภายใต้การนำของ คุณจตุรภัทร เวชสิทธิ์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง มุ่งจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้นักศึกษาและผู้รับบริการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดอบรมความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในห้องเรียน และพาไปดูงานศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายในจังหวัด
ภาคใต้ นำใบกะพ้อมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ หรือประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวใต้ โดยเฉพาะงานเดือนสิบนำมาห่อข้าวต้ม หรือนำใบกะพ้อมาทำหัตถกรรม จักสาน ใบกะพ้อ ลักษณะคล้ายฝ่ามือ เรียงเวียนสลับ รูปกลม ก้านใบรูปสามเหลี่ยม มีหนามแหลม ยอดอ่อนต้มจิ้มน้ำพริก ก้านใบ เอาหนามออกผ่าเป็นตอกใช้มัดข้าวกล้า ปัจจุบัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ สำหรับการห่อข้าวต้มต้องใช้ใบอ่อน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา จัดเผยแพร่วัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะการทำข้าวต้มสอดไส้ใบกะพ้อ เนื่องจากนับวันเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้สนใจกับวัฒนธรรมดั้งเดิม โดย ครูรัชนี การะนัด ทำออกเผยแพร่เพื่อได้เรียนรู้ โดยเพิ่มการใส่ไส้เข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แตกต่างจากปกติที่นิยมใส่เพียงข้าวเหนียว กะทิ หรือบางครั้งอาจจะใส่ถั่ว ส่วนผสม ข้าวต้ม ส่วนผสมจะเป็นของที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม กะทิ 5 ถ้วย เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทรายครึ่งถ้วย สำหรับส่วนผสมของไส้ ทำจากเนื้อหมูหรือไก่ หั่นสี่เหลียมลูกเต๋า 1 กิโลกรัม เห็ดหอม หั่นบาง 100 กรัม กุ้งแห้ง แช่น้ำ 200 กรัม ไข่แดงเค็ม (ตัด 6 ชิ้น ต่อ 1 ฟอง) 10 ฟอง รากผักชี 3 ราก กระเทียม 10 กลีบ
