สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
ข้าวโพด : ราคาเพิ่มขึ้น สัปดาห์นี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ปรับขึ้นจากหาบละ 612 บาท เป็นหาบละ 630 บาท แม้ว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะยังคงออกสู่ตลาด แต่เนื่องด้วยภาวะฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิต ด้านตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก ประจำวันที่ 1 กันยายน 2564 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รอบส่งมอบเดือนธันวาคม 2564 ราคาอยู่ที่ 522.75 เซนต์/บุชเชล เป็นราคาที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากคาดการณ์สภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยจนถึงสัปดาห์หน้า จะทำให้ข้าวโพดเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ใกล้สู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในแถบมิดเวสต์ นอกจากนี้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานผลผลิตที่อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมากที่ 60% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา และไม่มีรายงานอุปสงค์การส่งออกข้าวโพดเอกชน ขณะที่ปัจจุบันเกษตรกรประเทศบราซิลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดสำหรับ ฤดูกาล 2563/64 ครบถ้วน แนวโน้ม : คาดว่าราคาข้าวโพดในประเทศน่าจะทรงตัว ถั่วเหลือง : ราคาทรงตัว กากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ในสัปดาห์นี้ ทรงตัวที่กิโลกรัมละ 18.90 บาท ปริมาณน้ำฝนในฝั่งอเมริกายังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คาดการณ์
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สรุปภาวะสินค้าเกษตรประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2564 ข้าวโพด : ราคาลดลง สัปดาห์นี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ปรับตัวอ่อนลง จากหาบละ 642 บาท เป็นหาบละ 633 บาท เนื่องจากเริ่มมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาด ด้านตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รอบส่งมอบเดือนกันยายน 2564 ราคาอยู่ที่ 549.25 เซนต์/บุชเชล โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานคุณภาพข้าวโพดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก (Good to excellent condition) ปรับลดลงอยู่ที่ 64% แต่คาดการณ์อุณหภูมิที่จะลดต่ำลงในสัปดาห์หน้า จะช่วยบรรเทาความแห้งแล้งในพื้นที่เพาะปลูกได้ ขณะที่ตลาดได้ติดตามการประกาศรายงานคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรโลก (WASDE) ที่จะประกาศในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะมีการปรับผลผลิตต่อไร่ (yield potential) ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณข้าวโพดของสหรัฐฯ ในฤดูกาล 2564/65 แนวโน้ม : คาดว่าราคาข้าวโพดในประเทศน่าจะยืนแข็ง ถั่วเหลือง : ราคาทรงตัว กากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ยืนราคาที่กิโลกรัมละ 18.60 บาท สภาพอาก
น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยในช่วงปลายปีเช่นนี้มีแนวโน้มสดใส จากภาวะการบริโภคที่คึกคักเป็นปัจจัยสนับสนุน ทั้งการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในบางภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นในภาคเหนือที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้ผลดีมากอย่างเช่นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่มีผู้ร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้การบริโภคอาหารจากเนื้อสุกรมากขึ้นถึง 100% จากช่วงก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในช่วงสิ้นปีและปีใหม่ที่อาจจะสูงถึง 300% ด้วยเหตุนี้ทำให้บางพื้นที่ต้องการผลผลิตหมูเพิ่ม เพื่อรองรับการบริโภคที่มากขึ้น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรร่วมกับผู้เลี้ยง จึงร่วมกันบริหารจัดการด้วยการส่งชิ้นส่วนสุกรหรือสุกรแปรรูป จากภาคกลางไปเติมเต็มความต้องการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน ส่วนประเด็นเรื่องโรคในสุกรที่มีกระแสข่าวในช่วงนี้ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวของปี ที่ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์อย่างหลีกเลี
น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรว่า ปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 55,000 ตัว ต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัว ต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ด้านสถานการณ์การบริโภคในประเทศช่วงที่ผ่านมาคึกคักขึ้น เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาอีกครั้ง ผนวกกับใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดและการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ขณะที่มีข่าวดีเรื่องของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้คนไทยเริ่มออกมาใช้จ่ายรวมถึงการบริโภคที่ดีขึ้นในสินค้าทุกหมวด ถือเป็นอานิสงส์ให้กับสินค้าปศุสัตว์ทั้งสุกรไก่เนื้อ ไข่ไก่ ที่คนหันมาบริโภคมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับสถานการณ์การผลิตที่ในบางพื้นที่พบการระบาดของโรค PRRS นั้น พบว่าภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ได้เข้าดูแลควบคุมและเฝ้าระวังโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้ทั้งหมด โดยได้รับความ
น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสุกรในภูมิภาคเอเชียว่า ปัจจุบัน ราคาสุกรทุกประเทศในภูมิภาคนี้ปรับตัวสูงขึ้น จากปัญหาการขาดแคลนปริมาณสุกรในประเทศ ที่เสียหายจากโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 ทำให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มของประเทศที่ประสบปัญหาปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว อาทิ ประเทศจีน ราคาสูงถึง 172 บาท ต่อกิโลกรัม เวียดนาม ราคา 105 บาท ต่อกิโลกรัม กัมพูชา ราคา 98 บาท ต่อกิโลกรัม และเมียนมา ราคา 89 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ประเทศไทยยังคงยืนราคาสุกรหน้าฟาร์มไว้ที่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นราคาที่ถูกที่สุด และเกษตรกรยังร่วมกันปกป้องอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยจากโรค ASF มาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเทศเดียวที่ยังคงสถานะปลอดโรคนี้ มานานกว่า 2 ปี และถือเป็นความสำเร็จระดับภูมิภาคในการป้องกันโรคร้ายแรงในอุตสาหกรรมสุกร ทั้งยังเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้เนื้อสุกรปลอดภัย ไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนได้จนถึงปัจจุบัน ขณะที่ผู้เลี้ยงสุกรในหลายพื้นที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาโรคเพิร์ส (PRRS) ซึ่งเป็นโรคระบบสืบพันธุ์และ
น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับสนับสนุนมาตรการดูแลค่าครองชีพแก่ประชาชาชนของกระทรวงพาณิชย์ ด้วยการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 80 บาท ต่อกิโลกรัม เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละไม่เกิน 94-95 บาท และราคาหมูขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่เกิน 150-160 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังนำร่องจำหน่ายหมูในกิจกรรม “เนื้อหมู..สู้โควิด” นำร่องที่จังหวัดชลบุรี และขยายความสำเร็จไปยังพื้นที่ภาคใต้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนที่มาซื้อหาเนื้อหมูปลอดภัยจากฟาร์มส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ห้างโมเดิร์นเทรด หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และตลาดสดต่างๆ ยังได้ร่วมโครงการ “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” จำหน่ายหมูสดลดแรงราคาพิเศษกิโลกรัมละ 130 บาท อย่างต่อเนื่อง “ขณะนี้มีหมูราคาถูกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อหลากหลายช่องทาง ทั้งตลาดสดที่ติดป้ายสัญลักษณ์พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งแม็คโคร, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, วิลล่ามาร์เก็ต,
น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับสมาชิกทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “เนื้อหมู…สู้โควิด” จำหน่ายหมูสดลดค่าครองชีพประชาชนทุกภูมิภาคทั่วไทย ราคา 130 บาท ต่อกิโลกรัม เพื่อส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพจากฟาร์มเลี้ยงถึงมือผู้บริโภค ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นำร่องที่จังหวัดชลบุรี ก่อนเป็นที่แรก ในวันที่ 21 กรกฎาคมศกนี้ และจัดจำหน่ายพร้อมกันทุกภาคในวันที่ 7 สิงหาคม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศในการดูแลประชาชน และให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม ไม่ให้เกินกิโลกรัมละ 80 บาท เพื่อให้ราคาขายปลีกเนื้อหมูหน้าเขียงปลายทางไม่เกิน 160 บาท ต่อกิโลกรัม ย้ำว่าเกษตรกรทั่วประเทศต่างร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบเพื่อดูแลผู้บริโภคภายในก่อนมาโดยตลอด และการผลิตยังคงเพียงพอกับการบริโภค ไม่เคยมีปัญหาขาดแคลน “หมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันราคาอยู่ที่ 78-79 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนสูงถึง 71 บาทแล้ว แต่เกษตรกรทุกคนยังร่วมกันตรึงราคาตามที่สัญญากับกรมการค้าภายใน แม้ว่าที่ผ่านมาจะต้องแบกรับภาระขาดทุนมานานกว่า 3 ปี และต้
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 78-79 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรทั่วประเทศยืนหยัดให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ดูแลราคาหน้าฟาร์มไม่เกิน 80 บาท ทำให้ราคาขายหมูหน้าเขียงไม่เกิน 160 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เหมือนกับทุกประเทศในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ราคาหมูไทยยังคงถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญเกษตรกรวอนขอความเห็นใจ เพราะมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับประทานโปรตีนอื่นๆ ทดแทนได้ ทั้งไก่ ไข่ ปลา รวมถึงอาหารธรรมชาติที่ออกมามากในช่วงนี้ “การปรับเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังจากหลายกิจการเริ่มกลับมาดำเนินการ ประกอบกับโรงเรียนเปิดภาคเรียน แต่เกษตรกรยังคงราคา 78-79 บาท ต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรพออยู่ได้ โดยเพิ่งจะขายได้ราคานี้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนสะสมมาถึง 3 ปี จากภาวะหมูล้นตลาดและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น เกษตรกรยืนราคานี้ไว้ไม่กระทบกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคจนเกินไป ยืนยันว่าปริม
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มองสถานการณ์โควิดสหรัฐฯน่าห่วง สั่งปิดโรงฆ่าสัตว์-โรงงานแปรรูป 97 แห่ง พร้อมระงับการส่งออกสินค้าบางส่วน กระทบปริมาณอาหารโลก ขณะ ASF กระทบอุตสาหกรรมหมูทั้งภูมิภาคหลายประเทศขาดแคลนหนัก ส่งผลราคาพุ่ง ชี้หมูไทยปลอดโรค-ตลาดต้องการ เป็นโอกาสส่งออก น.สพ. วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตหมูทั่วโลกในปัจจุบันว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลกและอาจลุกลามไปถึงปัญหาการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ 1 ของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อที่เป็นพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และอาหารมากกว่า 11,000 คน ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ระดับโลกของสหรัฐฯ หลายบริษัทต้องปิดโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปหลายแห่ง “สหรัฐฯต้องปิดโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปมากถึง 97 แห่ง ทั้งโรงชำแหละหมู 25 แห่ง โรงชำแหละไก่ 34 แห่ง โรงชำแหละวัว 38 แห่ง ปริมาณเนื้อสัตว์ที่หายไปกระทบกับปริมาณอาหารในสหรัฐฯ ส่งผลถึงระดับราคาสินค้าปศุสัตว์ที่สูงขึ้น และในการที่สหรัฐฯเป็นผ
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 79-80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะถึงนี้ โดยราคานี้ทำให้เกษตรกรพออยู่ได้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนสะสมมาถึง 3 ปี และไม่กระทบกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคจนเกินไป นับว่าเป็นราคาที่เหมาะสม และเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรค ASF ในสุกร ที่เกิดในหลายประเทศ ทำให้เกษตรกรทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ต่างระมัดระวังในการเข้าเลี้ยงสุกรมากขึ้น ด้วยการชะลอการนำลูกสุกรเข้าเลี้ยง หรือเข้าในปริมาณที่น้อยกว่าปกติ รวมถึงไม่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์มาทดแทนที่ปลดไป ส่งผลให้สุกรในระบบของไทยหายไปกว่า 15% จากเดิมที่มีสุกรในระบบประมาณ 9,504,921 ตัว ผู้เลี้ยงสุกร 191,545 ราย “ยืนยันว่าปริมาณหมูมีเพียงพอต่อการรองรับการบริโภคในประเทศ ผู้บริโภคไม่ต้องกังวล การปรับราคาขึ้นนี้สะท้อนตามกลไกตลาด จากการบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน ขณะที่การเลี้ยงสุกรขณะนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากการเฝ้าระวังและป้องกัน ASF อย่างเข
