สมาร์ทฟาร์มเมอร์
พื้นที่ที่ถูกขุดปลูกเป็นไร่อ้อย กว่า 600 ไร่ ในเขตตำบลหนองจาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเกษตรกรวัยกลางคน คุณศรี ปานมา อายุเกือบ 70 ปี ชาวไร่อ้อยแต่กำเนิด แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่คุณศรีก็จัดว่าเป็นเกษตรกรตัวยงคนหนึ่งที่ตรากตรำคร่ำเคร่งกับงานในอาชีพอย่างมั่นคง และมุ่งมั่นศึกษา พัฒนา เพื่อต่อยอด ให้การปลูกอ้อยที่ทำมาตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น คุณศรี ไม่มีวุฒิการศึกษาใดมาประดับ อ่านและเขียนหนังสือได้ไม่มาก แต่ ณ วันนี้ รางวัลที่เป็นเครื่องการันตีว่าเกษตรกรผู้นี้มีคุณสมบัติน่ายกย่องให้เป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ตามหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวจริง การปลูกอ้อยที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ของคุณศรี มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การไม่เผาใบอ้อยในไร่เฉกเช่นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไป เป็นสิ่งที่คุณศรีทำมาตั้งแต่จำความได้ว่า เริ่มลงมือปลูกอ้อยทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เหตุผลถูกอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ดินที่เสื่อมสภาพจากการเพาะปลูกหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ้อยที่ถูกตัดทิ้งหลังเก็บเกี่ยว เป็นใบอ้อยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หากไถกลบไปพร้อมกับกา
พื้นที่ที่ถูกขุดปลูกเป็นไร่อ้อย กว่า 600 ไร่ ในเขตตำบลหนองจาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเกษตรกรวัยกลางคน คุณศรี ปานมา อายุ 66 ปี ชาวไร่อ้อย แต่กำเนิด แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่คุณศรี ก็จัดว่าเป็นเกษตรกรตัวยงคนหนึ่ง ที่ตรากตรำ คร่ำเคร่งกับงานในอาชีพอย่างมั่นคง และมุ่งมั่นศึกษา พัฒนา เพื่อต่อยอด ให้การปลูกอ้อยที่ทำมาตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น คุณศรี ไม่มีวุฒิการศึกษาใดมาประดับ อ่านและเขียนหนังสือได้ไม่มาก แต่ ณ วันนี้ รางวัลที่เป็นเครื่องการันตีว่าเกษตรกรผู้นี้มีคุณสมบัติน่ายกย่องให้เป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ตามหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวจริง การปลูกอ้อยที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ของคุณศรี มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การไม่เผาใบอ้อยในไร่เฉกเช่นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไป เป็นสิ่งที่คุณศรีทำมาตั้งแต่จำความได้ว่า เริ่มลงมือปลูกอ้อยทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เหตุผลถูกอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ดินที่เสื่อมสภาพจากการเพาะปลูกหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ้อยที่ถูกตัดทิ้งหลังเก็บเกี่ยว เป็นใบอ้อยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หากไถกลบไปพร้อมกับการ
คุณองค์อร พิพัฒธาดา อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/1 หมู่ที่ 13 บ้านนาไผ่ ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 โทร. (089) 501-3332 เป็นหญิงแกร่งผู้ต่อสู้กับชีวิตด้วยความมุ่งมั่น จัดระบบนาข้าวอินทรีย์จนประสบผลสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาด และเป็นผู้สร้างเครือข่ายช่วยเหลือเพื่อนๆ เกษตรกรอาชีพเดียวกันให้รวมกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง จนได้รับรางวัลเป็นแรงหนุน นับเป็นเกษตรกรดีเด่นและเกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer) ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรชาวนาไทย จุดหักเหชีวิต จากมนุษย์เงินเดือน มุ่งสู่บ้านเกิด ทำนาข้าวอินทรีย์ คุณองค์อร พิพัฒธาดา เล่าถึงอดีตให้ฟังว่า เธอเคยทำงานเป็นพนักงานหลายหน่วยงานอยู่ที่กรุงเทพฯ มาก็หลายปี สามี คุณไพวัลย์ พิพัฒธาดา เคยทำงานด้านครีเอทีฟ โฆษณา มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านงานโฆษณาและการตลาด เป็นคนแข็งแรงมาก ก็มาเป็นโรคไตวาย จนต้องปลูกถ่ายไตใหม่ เธอมีลูก 2 คน ลูกสาวคนโตศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แต่เป็นโรคเลือดธาลัสซีเมีย ลูกชายคนเล็กเป็นดาวน์ซินโดรม เธอกับสามีได้เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่งกลับบ้านเกิด ช่วงเวลาและจังหวะมีโอกาสที่ดีได้ซื้อที่นาที่พ
นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เดินทางไป จังหวัดนครราชสีมา เพื่อชี้แจงนโยบายและจุดเน้นการดำเนินการสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้กับบุคลากรในสังกัด กศน. จังหวัดนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย รวม 931 คน ได้ทราบ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมอบนโยบาย 3 ข้อให้แก่บุคลากร กศน.นำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ให้บุคลากร กศน.ทุกคน มีความรู้ความเข้าใจการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งถ่ายทอดให้กับผู้รับบริการที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ได้รับรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสื่อที่ผลิตอาจจะเป็นรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมัลติมีเดีย และสื่อออนไลน์ 2. การวางโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการ โดยช่วงแรกให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเกษตรกร รู้จักนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และ 3. สร้างอาชีพให้กับประชาชนสอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โดยเน้นการสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยสำนักงาน กศน.จะประสานงานกับหน
ยังคงเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องกับการที่ทางภาครัฐต้องการให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงทางด้านความผันผวนของราคา ขณะที่ชาวบ้านเองก็ขานรับนโยบายดังกล่าว ด้วยการเริ่มทำจริงจังแล้วประสบความสำเร็จหลายพื้นที่ทั่วประเทศ “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจทางจังหวัดภาคใต้ที่ประสบปัญหาราคาผันผวนมาตลอด สร้างความเดือดร้อนต่อรายได้ของพี่น้องชาวใต้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายพื้นที่จัดการโค่นต้นยางบางส่วนและปรับพื้นที่มาทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งพบว่าประสบความสำเร็จ มีรายได้ดีกว่ายางพาราหลายเท่า อย่าง คุณนิวัฒน์ เนตรทองคำ บ้านเลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็มีแนวคิดแบบนี้เช่นกัน แล้วไม่รอช้าที่จะเร่งปรับเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรรมของครอบครัวล่วงหน้าก่อนปัญหาราคายางจะลุกลาม หลายปีก่อนหน้านี้ คุณนิวัฒน์ มองว่าอนาคตราคายางพาราคงจะแย่ เพราะมีขึ้น-ลง ตลอดเวลา จึงตัดสินใจโค่นไปเกือบหมด แล้วเปลี่ยนมาปลูกพืชผัก ไม้ผล แบบผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็น ผักกูด มะระ บวบ มะเขือ พริก ฯลฯ เป็นต้น โดยเน้นแนวทางอินทรีย์เป็นหลัก แล้วนำไปขายที่ตลาดสุขภาพในจังห
นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงแนวทางการผลิตกำลังคนด้านการเกษตรรองรับ Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลว่า นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กอศ. ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) วิเคราะห์หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดิจิตอล เทคโนโลยีนวัตกรรม หรือใช้จีพีเอสสำหรับอ่านภาพถ่ายทางอากาศ เป็นต้น มาจัดการเรียนการสอน เนื่องจากผู้มาเรียนสาขาเกษตรในอนาคตจะต้องมีความสามารถในการเป็นนักบริหารจัดการฟาร์ม เป็นนักคิดวิเคราะห์ธาตุอาหาร ดิน ปุ๋ย สารเคมี สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และการตลาดได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการทำเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือ Smart Farmer นั้นเอง การพัฒนาหลักสูตรนั้น ยังรวมถึงอาชีพใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการในอนาคตด้วย เช่น นักเคมีภัณฑ์การเกษตร เนื่องจากปัจจุบันร้านขายเคมีเกษตรยังไม่ได้มีการควบคุมเหมือนร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม ดังนั้น เราอาจจำเป็นต้องผลิตกำลังคนด้านนี้ และกำหนดกฎหมายควบคุมขึ้นมารองรับ พร้อมจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนจะต้องเน้นการเรียนเคมีชีวะ เพื่อผลิตกำล
